อสังหาฯตีปีกผุดโครงการใหม่ดันรายได้ปี’60

Home » ข่าว » ข่าวอสังหาฯ » อสังหาฯตีปีกผุดโครงการใหม่ดันรายได้ปี’60

เปิดศักราชใหม่ปี2560อสังหาฯขยับแผนใส่เกียร์ลุยโครงการใหม่ทั้งแนวสูง-แนวราบดันรายได้ตามแผน“แสนสิริ”เปิดแนวราบ10โครงการรวมมูลค่ากว่า1.5 หมื่นล้านบาทกระจายทุกทำเลพร้อมควงพันธมิตรบีทีเอสลุยคอนโดฯต่อเนื่อง ขณะที่“โกลเด้นแลนด์” เปิด 21 โครงการใหม่ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดรวมมูลค่า 2.1หมื่นล้านบาท ขณะที่ผู้ประกอบการายกลาง รายเล็กต่างวางแผนยึดตลาดที่ถนัดพร้อมกระจายความเสี่ยงธุรกิจสู่เมืองท่องเที่ยว

 

 

ในช่วงปลายปี2559 มีผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่ รายกลาง และรายเล็ก เริ่มแย้มแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ในปี2560 กันบ้างแล้ว ซึ่งหลายค่ายมีการเลื่อนการเปิดตัวโครงการจากปลายปี2559 มาเปิดในต้นปี2560 แทน โดยต่างมั่นใจว่าเมื่อปัจจัยลบทั้งภายนอกและภายในประเทศ เริ่มสงบและแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น รวมไปถึงความชัดเจนในการลงทุนด้านระบบสาธารณูปโภคของภาครัฐ  ก็จะสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการและกำลังซื้อรวมถึงนักลงทุนไทยและต่างชาติมากขึ้น

 

โดยบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)หรือSIRIมีแผนเปิดตัวโครงการแนวราบในปี2560 อีก10 โครงการ มูลค่าประมาณ15,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนและมูลค่าที่เท่ากับปี2559 โดยส่วนใหญ่จะเน้นแบรนด์บุราสิริและเศรษฐสิริ กระจายในทุกทำเล ทุกโซนของกทม. โดยเฉพาะโซนเหนือ โซนตะวันออก และโซนตะวันตก

 

โดยโครงการแนวราบแสนสิริฯ จะเน้นเป็นบ้านราคาสูงมากกว่า 5 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งแบรนด์บุราสิริและเศรษฐสิริ ถือเป็นจุดขายของแสนสิริ เพราะสามารถรับรู้รายได้ได้มาก คิดเป็นสัดส่วนรายได้ถึง50% รองลงมาเป็นคณาสิริ สัดส่วน 30% และที่เหลือเป็นแบรนด์อื่นๆ จากปัจจุบันที่มีโครงการแนวราบเปิดขายประมาณ 40 โครงการ รวมมูลค่า 40,000-50,000 ล้านบาท โดยคาดว่าในปี2560 จะมียอดขายและรายได้เติบโตที่14,000-14,500 ล้านบาท

 

นอกจากนี้ยังมีโครงการร่วมทุนกับ บีทีเอส  กรุ๊ป โฮลดิ้ง กับบริษัท แสนสิริ จำกัด(มหาชน)หรือ SIRI ไปแล้วรวมมูลค่า 10,000 ล้านบาท พัฒนาไปแล้ว 8 โครงการ รวมมูลค่า 30,000 ล้านบาท จากที่ดินทั้งหมด 20 แปลงที่มีอยู่ในขณะนี้ และในอนาคตเพิ่มเม็ดเงินซื้อที่ดินเพิ่มอีก 20,000-30,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยให้ได้ 25 โครงการ รวมมูลค่า 100,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 5 ปี

 

ขณะที่บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด(มหาชน) หรือ โกลเด้นแลนด์หรือGOLD เพิ่งจะประกาศแผนการลงทุนปี2560 ไปเมื่อปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ด้วย 21 โครงการใหม่รวมมูลค่า 21,000 ล้านบาท เป็นบ้านเดี่ยว 1 โครงการบ้านแฝด3 โครงการ และทาวน์เฮาส์ 17 โครงการ ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด โดยการเปิดตัวโครงการในแต่ละไตรมาสของปี 2560 จะแบ่งออกเป็น ไตรมาส 1 เปิด 3 โครงการ เป็นทาวน์เฮาส์ในทำเลวงศ์สว่าง-รัชดา,ลาดกระบัง และบางนา-สวนหลวง ไตรมาส 2 เปิดตัว 5 โครงการ ไตรมาส 3 เปิด 5 โครงการ และไตรมาส4 เปิดตัวมากที่สุด 8โครงการ

 

อย่างไรก็ตามในปี2560 โกลเด้นแลนด์ ตั้งเป้ารับรู้รายได้ที่12,000 ล้านบาท มีอัตราการเติบโต20% จากปี2559 ที่คาดว่าถึงสิ้นปีจะมีการรับรู้รายได้ตามเป้าที่10,000 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้ายอดขายปี 2560 อยู่ที่18,000 ล้านบาท จากปีนี้ที่มั่นใจทำยอดขายได้14,000 ล้านบาท และตั้งเป้า 3 ปี คาดว่าจะมียอดขายจากโครงการแนวราบประมาณ 17,000 ล้านบาท และเป้ารายได้ไม่ต่ำกว่า 15,000 ล้านบาท

 

SENA-CMCเจาะคอนโดฯระดับกลาง

 

ส่วนบริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือSENA  หลังจากที่ดึงบริษัท ฮันคิว เรียลตี้ จำกัด อสังหาฯค่ายใหญ่ในคันไซ ประเทศญี่ปุ่นมาร่วมทุนด้วยการตั้งบริษัทร่วมทุนขึ้นมาภายใต้ชื่อบริษัท เสนา ฮันคิว 1 จำกัด ขึ้นมา พัฒนาโครงการด้วยกันในระยะยาว ดังนั้นในปี2560จะยิ่งทำให้เสนาฯโตก้าวกระโดด และเท่ากับเป็นการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งมากขึ้น โดยจะมีการเปิดตัวโครงการใหม่มากถึงประมาณ 10 โครงการ ที่มีมูลค่าสูงขึ้นมากกว่า 8,000 ล้านบาท  ซึ่งในจำนวนนั้นจะมี 3 โครงการที่เลื่อนการเปิดตัวจากในไตรมาส4/2559 ไปเปิดตัวในปี 2560 ด้วย คิดเป็นมูลค่าประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท โดยแต่ละโครงการจะมีไซส์ที่ใหญ่ขึ้น เน้นกลุ่มระดับกลาง-บน บางโครงการที่พัฒนาในรูปแบบคอนโดฯ จะมีความสูงตั้งแต่ 35 ชั้นขึ้นไป แต่เปิดขายในราคา 1 ล้านบาทต้นๆ โดยในปี2559 เสนาฯคาดว่าจะสามารถทำรายได้ได้ตามเป้าที่วางไว้ที่ 3,500 ล้านบาทหรือเติบโต 20% จากปีก่อนและยอดขายอยู่ที่ 4,500 ล้านบาท

 

บริษัท เจ้าพระยามหานคร จำกัด(มหาชน)หรือ CMC  จะมีการพัฒนาโครงการใหม่อย่างน้อย 5โครงการ รวมมูลค่าประมาณกว่า 5,800  ล้านบาท ติดสถานีรถไฟฟ้า ส่วนใหญ่อยู่สายสีน้ำเงิน สีม่วงและสีเขียว ซึ่งจะมีการเปิดแบรนด์ใหม่เพื่อพัฒนาคอนโดฯโลว์ไรส์อีก 1 แบรนด์ คือ แบงค็อก ฮอไรซอน ไลท์  ในระดับราคา 2.2-4 ล้านบาท โดยในปี2559 นี้คาดว่าจะมียอดรับรู้รายได้ 700 ล้านบาทตามเป้า และมียอดรับรู้รายได้ของทั้งกลุ่มที่ 2,000 ล้านบาท ตามเป้าเช่นกัน และปี 2560 คาดว่าจะมียอดรับรู้รายได้ทั้งกลุ่มที่ 2,200 ล้านบาท แบ่งเป็นของ CMC 1,000 ล้านบาท

 

JSP-THANAขยายฐานเมืองท่องเที่ยว

 

ส่วนบริษัท เจ.เอส.พี. พร็อพเพอร์ตี้จำกัด(มหาชน)หรือ JSP จะมีการปรับเปลี่ยนโมเดลใหม่ ด้วยการรุกตลาดแนวราบมิกซ์ยูสที่มีความหลากหลายมากขึ้น เพื่อตอบสนองกลุ่มเป้าหมายเซกเมนต์ราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาทโดยในปีหน้าจะมีการเปิดตัวใหม่อย่างน้อย 3 โครงการรวมมูลค่าประมาณ 4,600 ล้านบาท ในปริมณฑลและหัวเมืองท่องเที่ยวได้แก่ 1. โครงการแนวราบมิกซ์ยูส ย่านวงแหวน-บางใหญ่ ตั้งอยู่บนพื้นที่90 ไร่ ซึ่งอาจแบ่งเป็นการพัฒนาบ้านเดี่ยว ระดับราคา4-5 ล้านบาท ,ทาวน์เฮาส์ ราคา 2.8-2.9 ล้านบาท และบ้านแฝด ราคา 3.9-4 ล้านบาทขึ้นไป รวมมูลค่าประมาณ 2,000 ล้านบาท  2.โครงการบริเวณด้านหลังโรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา มีแผนพัฒนาเป็นทาวน์เฮาส์ราคา 1.9-2 ล้านบาทขึ้นไป มูลค่าโครงการประมาณ1,000 ล้านบาท และ 3.โครงการย่านพัทยา มีแผนพัฒนาเป็นบ้านเดี่ยว ราคา 2.5-3 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 1,600 ล้านบาทโดยในปี 2560 ตั้งเป้ารายได้เพิ่มขึ้นเป็น 5,000 ล้านบาท

 

ในปี 2560 ตั้งเป้ารายได้เพิ่มขึ้นเป็น 5,000 ล้านบาท ส่วนยอดขายนั้นทั้งปีตั้งเป้าไว้ที่ 4,000 ล้านบาทโดยในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมาสามารถทำได้แล้ว 2,800 ล้านบาท จึงมั่นใจว่าจนถึงปลายปีจะสามารถทำยอดขายได้ตามเป้าที่วางไว้ ปัจจุบันบริษัทมียอดขายรอโอน(Backlog) อยู่อีกประมาณ 5,600 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้ในช่วงปลายปีนี้ 2,000 ล้านบาท และส่วนที่เหลืออีก 3,600 ล้านบาท จะทยอยรับรู้ถึงในปี 2561

 

บริษัท ธนาสิริกรุ๊ป จำกัด(มหาชน) หรือTHANA จะมีการเปิดตัวอย่างน้อย 2 โครงการ ซึ่งมีทั้งโครงการที่เลื่อนการเปิดตัวจากปี2559 ไปเป็นต้นปี2560 และโครงการใหม่บนที่ดินแปลงใหม่ในทำเลที่ธนาสิริฯมีความชำนาญในพื้นอยู่แล้วคือย่านฝั่งธนบุรีและนนทบุรี ที่ล้วนประสบความสำเร็จมาแล้วหลายโครงการ ขณะเดียวกันยังมีที่ดินอีก3แปลงที่ธนาสิริฯจ่อรอพัฒนาคือ ย่านนนทบุรี 2 แปลง และภูเก็ต 1 แปลง

 

อย่างไรก็ตามคาดว่าในปี 2559 นี้บริษัทฯจะมียอดรายได้ที่ใกล้เคียงกับเป้าที่ตั้งไว้ คือมีอัตราการเติบโต 5% จากปี2558 ที่รับรู้รายได้ 847 ล้านบาท และมียอดขายที่ 879 ล้านบาท

 

โอเชี่ยนฯคัมแบ็กรุกหัวเมืองท่องเที่ยว

 

บริษัท โอเชี่ยน พรอพเพอร์ตี้จำกัด จะมีการเปิดตัวใหม่ทั้งสิ้น 4 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 2,600 ล้านบาท ได้แก่ โครงการโอเชี่ยน เกท ตั้งอยู่บนพื้นที่ 22 ไร่ แบ่งเป็นอาคารพาณิชย์ 3 ชั้นขนาด 22 ตารางวา ราคา 3.9-5 ล้านบาท จำนวน 48 ยูนิต และทาวน์เฮาส์ 3ชั้น ขนาด 18 ตารางวา ราคา 2.9-4 ล้านบาท จำนวน 176 ยูนิต รวมมูลค่าโครงการ 840 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดตัวในเดือนมกราคม 2560

 

โครงการโอเชี่ยน เรสซิเดนซ์ ขอนแก่น ตั้งอยู่บนพื้นที่ 2 ไร่ ใกล้มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นคอนโดฯ สูง 8 ชั้น ขนาด 23.5-34.5 ตารางเมตรราคา 1-3 ล้านบาท หรือ 50,000 บาท/ตารางเมตร จำนวน 224 ยูนิต มูลค่ากว่า 300 ล้านบาท คากดว่าจะเปิดตัวในเดือนเมษายน 2560

 

ส่วนอีก 2 โครงการเป็นการพัฒนาที่จ.ภูเก็ต จะพัฒนาบนที่ดินสะสมจำนวน  200 ไร่ แบ่งเป็นการพัฒนาทาวน์เฮาส์ 1 โครงการ ภายใต้แบรนด์ “โอเชี่ยนทาวน์” บนพื้นที่ 22-25 ไร่ ขนาด 18 -20 ตารางวา ราคา 2.8-3 ล้านบาท จำนวน 240 ยูนิต มูลค่า700 ล้านบาท  และโครงการโอเชี่ยน วิลเลจ  บนพื้นที่ 30 ไร่ เป็นบ้านเดี่ยว ขนาด 50 ตารางวาขึ้นไปราคา4-5 ล้านบาท จำนวน 50 ยูนิต และบ้านแฝด ขนาด 35-38 ตารางวา ราคา3-4 ล้านบาท จำนวน 130 ยูนิต มูลค่า 800 ล้านบาท  คาดว่าจะเปิดตัวในไตรมาส4/2560 โดยคาดการณ์ว่าในปี 2560 จะมีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดด มีรายได้ 1,300-1,500 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากการขาย 650-750 ล้านบาท และจากการให้เช่า 500-550 ล้านบาท

 

ไซมิส แอสเสทเปิด 8 โครงการหลังดึงญี่ปุ่นร่วมทุนเสริมแกร่ง 

 

บริษัท ไซมิส แอสเสทจำกัด เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่ผลประกอบการ มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยเป็นเพราะไซมิสนั้นมีความได้เปรียบในเรื่องการก่อสร้างโครงการที่สามารถช่วยลดต้นทุนและแล้วเสร็จพร้อมส่งมอบได้ในระยะเวลาอันรวดเร็วได้ เพราะมีบริษัท ฤทธา จำกัด ซึ่งถือเป็นเครือข่ายในการช่วยก่อสร้างคอนโดฯมาโดยตลอด

 

โดยในปี2560 ไซมิสฯประกาศจะยังเน้นการพัฒนาโครงการแนวสูงเป็นหลัก ซึ่งจะเปิดตัวประมาณ 8 โครงการ มูลค่าเกือบ20,000  ล้านบาท แบ่งเป็นคอนโดฯย่านสุขุมวิทกลางๆประมาณ 5โครงการ  และนอกเขตซีบีดีอีก 3 โครงการไม่เพียงเท่านั้นไซมิสฯยังประกาศจะร่วมทุนกับบริษัท เซกิซุย เคมิคอล จำกัด บริษัทรับสร้างบ้านอันดับ 1 จากประเทศญี่ปุ่น  ในการพัฒนาโครงการร่วมกัน โดยจัดตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาซึ่งไซมิสฯจะต้องถือหุ้นประมาณ 51% ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการเจรจา โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างการมองหาที่ดินย่านถนนพรานนก-พุทธมณฑล สาย4  หรือถนนพระเทพฯอยู่เช่นกัน ซึ่งหากพัฒนาจะต้องเป็นบ้านขนาด 50 ตารางวาขึ้นไป คาดว่าจะสามารถสรุปแผนการร่วมทุนได้ในปี 2560 ทั้งนี้ต้องดูทิศทางตลาดและสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมด้วย โดย คาดว่าในปี2559 จะรับรู้รายได้ที่ 2,000 ล้านบาทเท่ากับปี 2558 ที่ผ่านมา ส่วนปี 2560 จะปรับขึ้นไปที่4,000 ล้านบาท และปี 2561 เพิ่มขึ้นเป็น 6,000 ล้านบาท ส่วนปี 2562 หลังจากที่จดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯแล้วจะมีรายได้ที่ 8,000-1,000 ล้านบาท

 

MQDCเปิดแผนผุด2โปรกเจกต์ยักษ์

 

บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด(MQDC) เตรียมเปิดตัวใหม่อย่างน้อย 5-6 โครงการมูลค่ารวมประมาณ 50,000 ล้านบาท แบ่งเป็นแนวสูง3 โครงการ และแนวราบ3 โครงการโดยในจำนวนดังกล่าวจะมี 2 โครงการขนาดใหญ่ ที่พัฒนาในรูปแบบมิกซ์ยูสประกอบด้วยที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงานและโรงแรมหรือรีเทล มูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท/โครงการ ขณะนี้มีที่ดินรองรับแล้วเกือบทั้งหมด แต่หากสภาวะเศรษฐกิจมีการฟื้นตัวดีขึ้นแมกโนเลีย ก็อาจจะพัฒนาได้มากกว่า 6 โครงการ โดยในปี2559 คาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 3,500 ล้านบาท และในปี2560 รายได้จะอยู่ที่ 3,500 ล้านบาท เนื่องจากมีโครงการขนาดใหญ่สร้างเสร็จพร้อมโอน

 

กานดาฯจ่อขยายฐานทำเลใหม่

 

ด้านบริษัท กานดาพร็อพเพอร์ตี้ จำกัด แม้ว่าจะเป็นอสังรายกลางที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่สามารถฟันฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจในทุกช่วงได้เป็นอย่างดี นั่นเป็นเพราะที่ผ่านมากานดาฯจะไม่ลงทุนเกินตัว หรือเน้นการลงทุนในทำเลที่ตนเองมีความเชี่ยวชาญ หรือไปเปิดโครงการในทำเลใหม่ ก็ต้องมีการศึกษาข้อมูลก่อนว่าทำเลที่ไปนั้นมีดีมานด์จริง สามารถปิดขายได้เร็ว

 

โดยในปี2560 เตรียมเปิดตัวใหม่ทั้งสิ้น 5 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 2,500 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์ กานดา เพลส และไอลีฟ ทาวน์ ในทำเลปริมณฑลและหัวเมืองท่องเที่ยว ซึ่ง 1 ใน 5 โครงการที่ลงทุนนั้น จะมีทำเลใหม่ที่กานดาฯขยายฐานเพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดด้วย ซึ่งแนวโน้มจะเป็นย่านบางบัวทอง เพราะถือว่าเป็นทำเลที่อยู่ใกล้ลานขนส่งชิ้นส่วนผลิตวัสดุก่อสร้างสำเร็จรูป ซึ่งอยู่ย่านพระราม2 มากที่สุด อย่างไรก็ตามในปี2560 กานดาฯตั้งเป้ายอดขายเพิ่มขึ้นที่ 2,300 ล้านบาท และรับรู้รายได้ที่ 1,900 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตประมาณ 10%

Comments

comments

Posted on