ทายาทRK Property“วรยุทธ กิตติอุดม”ปรับแผนฝ่ากับดักธุรกิจ

Home » ข่าว » ข่าวอสังหาฯ » ทายาทRK Property“วรยุทธ กิตติอุดม”ปรับแผนฝ่ากับดักธุรกิจ

อาร์เค พร็อพเพอร์ตี้ หรือบริษัท รุ่งกิจ เรียลเอสเตท จำกัด ถือว่าเป็นผู้ประกอบการอสังหาฯขนาดกลางที่พัฒนาโครงการมาร่วม 40 ปีแล้ว ของครอบครัว “กิตติอุดม”ที่เริ่มพัฒนาโครงการย่านถนนสุขาภิบาล 3 รามคำแหง ภายใต้แบรนด์ “รุ่งกิจวิลล่า 1” ซึ่งประกอบไปด้วย ทาวน์โฮม และคอนโด 8 ชั้น ซึ่งประสบความสำเร็จด้วยดี จน ณ วันนี้เป็นการเข้ามาบริหารงานโดยทายาทรุ่นที่ 3 “วรยุทธ กิตติอุดม” หรือ “กอล์ฟ” ที่เข้ามาบริหารเมื่อปี 2545 ถึง ณ วันนี้ร่วม 15 ปีแล้ว ซึ่งคลุกคลีธุรกิจอสังหาฯตั้งแต่รุ่นคุณปู่ จนมารุ่นคุณพ่อ โดยปักหมุดพัฒนาโครงการในโซนตะวันออกเป็นหลัก ซึ่งเป็นทำเลที่ทางกลุ่มรุ่งกิจฯมีความชำนาญและมีฐานลูกค้าที่แน่น

ด้วยความที่ยุคสมัยเปลี่ยนไปการพัฒนาโครงการอสังหาฯในปัจจุบันจึงไม่ใช่เรื่องง่ายการบริการ การดำเนินการ การทำตลาดจะเหนื่อยกว่าในอดีตมาก เรียกว่าต้องจับตาดูความเคลื่อนไหวการเปลี่ยนแปลงของตลาดโดยตลอด แม้กระทั่งการซื้อที่ดินหากไม่มีเงินสดที่จะซื้อได้ในทันทันก็ไม่สามารถทันท่วงทีผู้ประกอบการรายใหญ่ได้ที่มีความสามารถในการซื้อที่ดินได้เร็วกว่า

 

ไม่เกินปี61“จัดสรรจิ๋ว”หายไปจากระบบ 

 

นายวรยุทธ กิตติอุดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท รุ่งกิจ เรียลเอสเตท จำกัด หรือ RK Property เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดอสังหาฯในปี 2560 ว่า อาจจะไม่หวือหวาหรือตื่นเต้น จากสภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวดี ประกอบกับผู้บริโภคก็มีความระมัดระวังในการซื้อที่อยู่อาศัยมากขึ้นด้วยเช่นกัน รวมไปถึงสถาบันการเงินก็ยังมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ส่วนเรื่องภาษีมรดกและภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฯ ที่คาดการณ์ว่าจะประกาศใช้ใน1-2 ปีนี้ จะทำให้ราคาขายที่ดินไม่ปรับสูงขึ้นเหมือนช่วงที่ผ่านมา ผู้ประกอบการจะมีการกักตุนซื้อที่ดิน โดยที่ยังไม่ต้องเร่งเปิดโครงการมาก ทั้งนี้คงต้องรอดูความชัดเจนจากการเลือกตั้งและเรื่องภาษีมรดก เสียก่อน

 

ในปี 2561 นี้จะเป็นปีสุดท้ายที่จะมี “จัดสรรจิ๋ว” หรือจัดสรรรายย่อย ที่พัฒนาโครงการบนพื้นที่ไม่เกิน 4 ไร่ จำนวนไม่เกิน 40 ยูนิต แต่ไม่มีพื้นที่ส่วนกลาง 5% ทั้งนี้อาจจะเป็นกลไกของบอร์ดจัดสรรต้องการตัดผู้ประกอบการที่เลี่ยงการจัดสรรที่ดิน เอาเปรียบผู้บริโภค ออกไปจากระบบ และให้เข้าสู้มาตรฐานที่ควรจะเป็น รวมถึงผู้ประกอบการรายใหม่ที่ต้องการเข้ามาในตลาดช่วงนี้ แนะนำว่าไม่ควรเข้ามาในช่วงนี้ เพราะสภาวะเศรษฐกิจอยู่ในช่วงชะลอ การตลาดทำได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันการเงินมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมาก

 

“หน้าใหม่ที่จะเข้ามาในตลาด แนะนำว่าไม่ควรเข้ามาในขณะนี้ หากมีที่ดินเอามาขายจะได้ผลกำไรมากกว่าที่จะนำมาพัฒนาเอง” นายวรยุทธ กล่าว

 

ดึงเทคโนยีตรวจสอบลูกค้าป้องกันยอดรีเจค  

 

ส่วนการแข่งขันของผู้ประกอบการรายใหญ่ก็จะมีมากขึ้น และจะกินส่วนแบ่งตลาดจากผู้ประกอบการรายเล็กเพราะมีอำนาจในการต่อรองสินเชื่อกับสถาบันการเงินได้มากกว่าผู้ประกอบการรายกลาง-เล็ก ขณะที่ผู้ประกอบการรายกลาง-รายเล็กก็ต้องคัดกรองลูกค้าที่มาซื้อโครงการให้มากขึ้น เพื่อลดปัญหาการถูกปฏิเสธสินเชื่อจากสถาบันการเงิน(Reject) ซึ่งในส่วนของบริษัทฯที่ผ่านมาไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องยอด Reject มีเพียง 6-7% เท่านั้น เพราะหลังจากที่มาตรการทางภาษีของภาครัฐสิ้นสุดเมื่อปลายเดือนเมษายน 2559 ที่ผ่านมา บริษัทฯก็มีมาตรการคัดกรองลูกค้าที่ซื้อโครงการมาโดยตลอด แต่ไม่สามารถปรับเพิ่มเงินดาวน์ที่ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 5% ให้เป็น 10-15% ตามผู้ประกอบการรายใหญ่ได้ เนื่องจากลูกค้าโครงการส่วนใหญ่เป็นกลุ่มระดับกลาง ที่มีรายได้ไม่มากพอหรือมีเงินดาวน์ไม่สูงมากนัก แต่เป็นดีมานด์แท้ที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง

 

“ที่ผ่านมาบริษัทฯได้วางแผนการตลาดเผื่อยอดสูญเสียจากการ Reject จากสถาบันการเงินในระดับที่ 30%  ด้วยการบวกเพิ่มยอดจากการขายมาชดเชยอีก 30% เพื่อให้ไม่เกิดความผิดพลาดในการบริหารด้านการขาย นอกจากนี้พนักงานขายของบริษัทยังต้องสามารถพิจารณาสินเชื่อในเบื้องต้น โดยมีโปรแกรมแอพลิเคชั่น ในการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้กู้ ว่าจะสามารถการการอนุมัติสินเชื่อจากสถาบันการเงินหรือไม่ จึงทำให้ที่ผ่านมาบริษัทฯมียอดรีเจคที่น้อยมาก”นายวรยุทธ กล่าว

 

นายวรยุทธ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี 2559 ที่ผ่านมายอมรับว่ายอดการเข้าเยี่ยมชมโครงการของลูกค้าลดลงมาก จากสภาวะเศรษฐกิจในช่วงขาลง แต่ก็ได้มีการปรับแผนการตลาดด้วยการจัดโปรโมชั่นลดราคาและชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ ซึ่งเดิมในปีที่ผ่านมามีแผนเปิดตัว 3 โครงการ แต่สามารถเปิดตัวได้เพียง 1 โครงการ ส่วนอีก 2 โครงการปรับเลื่อนมาเปิดตัวในปี 2560 แทน

 

จ่อผุด3โครงการใหม่มูลค่า1.5พันล้าน  

 

สำหรับแผนการดำเนินงานของบริษัทฯในปี2560 จะเปิดตัวใหม่ทั้งสิ้น 3 โครงการ รวมมูลค่าโครงการประมาณ 1,500 ล้านบาท  ได้แก่ โครงการย่านรังสิต คลอง 4 ซึ่งถือว่าเป็นโครงการแรกที่บริษัทขยายฐานออกนอกพื้นที่กรุงเทพฯเป็นครั้งแรก เนื่องจากทำเลดังกล่าวกำลังมีการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคมากมาย อาทิ การขยายถนน,การก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว รวมไปถึงการเปิดตัวของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล พลาซ่าด้วย โดยทำเลดังกล่าวจะพัฒนาในรูปแบบของบ้านเดี่ยว บนพื้นที่ 20 ไร่ ขนาดที่ดิน 50 ตารางวา ราคา 4 ล้านบาทขึ้นไป จำนวน 100 ยูนิต มูลค่าโครงการ 300 ล้านบาท มีแผนจะเปิดตัวในเดือนมีนาคม 2560 นี้   – See more at: http://www.prop2morrow.com/home/news/950#sthash.BUIGdWlS.dpufทั้งนี้ด้วยการที่รุ่งกิจฯเป็นผู้ประกอบการอสังหาฯขนาดกลาง ก็ต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย ด้วยการทุ่มงบประมาณติดตั้งระบบไอที เพื่อตรวจสอบสินค้าให้มีคุณภาพมากขึ้น รวมไปถึงการนำสมาร์ทโฮมออโตเมชั่น มาใช้ในโครงการให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้า ขณะเดียวกันก็จะเลือกเซกเมนต์และทำเลในการพัฒนาที่ชำนาญ  มีกลุ่มลูกค้าที่แน่นอน ซึ่งที่ผ่านถือว่าประสบความสำเร็จด้วยดี

 

2. โครงการ RK Home Park ย่านหทัยราษฎร์ บนพื้นที่ 18 ไร่ เป็นบ้านเดี่ยว ขนาด 50 ตารางวา ราคา 3.8 ล้านบาท และบ้านแฝด ขนาด 35 ตารางวา ราคา 3.3 ล้านบาท รวม 90 ยูนิต มูลค่าโครงการ 315 ล้านบาท โดยจะเปิดตัวในไตรมาส2/2560 และ 3.โครงการ ดิ ไอเฟิล รามคำแหง(ซอยมิสทีน) ตั้งอยู่บนพื้นที่ 24 ไร่ พัฒนาในรูปแบบของโฮมออฟฟิศ สูง 4 ชั้น ขนาด 20 ตารางวา ราคา 6.9 ล้านบาท และทาวน์โฮม สูง 3 ชั้น ขนาด 22 ตารางวา ราคา 3.5 ล้านบาท รวม 204 ยูนิต มูลค่าโครงการ 950 ล้านบาท โดยจะเปิดตัวในเดือนกุมภาพันธ์ 25460 นี้

 

อย่างไรก็ตามในปี 2559 ที่ผ่านมาบริษัทฯสามารถรับรู้รายได้ตามเป้าที่วางไว้ 1,200 ล้านบาท เท่ากับปี 25558 และในปี 2560 คาดว่าจะรับรู้รายได้ที่ 1,200 ล้านบาทเท่ากับปีที่ผ่านมาเช่นกัน

Comments

comments

Posted on