เปิด3ข้อตกลง“เพซ”ดึงกลุ่มซิติคฯ ยักษ์รับเหมาฯจีนถือหุ้น

Home » ข่าว » เปิด3ข้อตกลง“เพซ”ดึงกลุ่มซิติคฯ ยักษ์รับเหมาฯจีนถือหุ้น

เปิด3ข้อตกลง“เพซ”ดึงกลุ่มซิติคฯ ยักษ์รับเหมาฯจีนถือหุ้น

Posted on

เปิด 3 ข้อตกลง “เพซฯ ”เผยหลังดึงยักษ์รับเหมาฯจีน “กลุ่มซิติคฯ”ถือหุ้นเสริมความแกร่ง ช่วยนำสินค้าขายนักลงทุน ระบุช่วงแรกเตรียมลงทุนอสังหาฯ-รับเหมาก่อสร้าง ประเดิม “นิมิต หลังสวน”ครึ่งปีหลังเปิดตัวคอนโดฯแบรนด์ใหม่“วินด์เชลล์”(WINDSHELL)มูลค่า3,500ล้านบาท แย้มแผนการตลาดใหม่เข้าเจรจารัฐบาลผ่านไทยแลนด์ อีลิท การ์ด ขอวีซ่าระยะยาวให้ลูกค้า20ปี ปฏิเสธมีความเสี่ยงชำระหนี้ตั๋วB/E มั่นใจมีสภาพคล่องพอจากสินทรัพย์รวมกว่า30,000ล้านบาท  คาดยอดรายได้ปี60ตามเป้า 17,000 ล้านบาท

 

นายสรพจน์ เตชะไกรศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PACE เปิดเผยว่า หลังจากเซ็นสัญญาร่วมเป็นพันธมิตรกับบริษัท ซิติค คอนสตรัคชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล(ประเทศไทย)จำกัด เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจรายใหญ่มีเงินทุนมาก ที่รัฐบาลจีนถือหุ้น 50% ดำเนินธุรกิจที่หลากหลาย และมีแผนที่จะขยาย 3 ธุรกิจมายังประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง,อสังหาฯและพลังงาน โดยการเซ็นสัญญากับกลุ่มซิติคฯในครั้งนี้มีข้อตกลงใน 3 เรื่อง คือ 1. การเป็นพันธมิตรในการก่อสร้างโครงการนิมิต หลังสวน วงเงินก่อสร้าง 3,000 ล้านบาท และซิติคฯจะช่วยสนับสนุนเงินทุนก่อสร้างด้วย เพราะเป็นผู้ดำเนินธุรกิจคอนสตรัคชั่น แบงก์ด้วย โดยเป็นการรีไฟแนนซ์กับสถาบันการเงินของไทยที่ให้เงินกู้เพื่อลงทุนก่อสร้างโครงการ ซึ่งทำให้บริษัทสามารถลดต้นทุนการก่อสร้างได้ประมาณ 3%

 

2.หากเพซฯมีการพัฒนาโครงการในอนาคต ทางซิติคฯก็พร้อมที่จะดำเนินการก่อสร้างให้ หากได้รับการคัดเลือก ซึ่งจะทำให้เพซฯไม่ต้องกู้สินเชื่อโครงการจากสถาบันการเงินไทย เพราะจะได้แพ็กเกจการรับเหมาก่อสร้างบวกสินเชื่อจากซิติคฯในทันที

 

และ3.การเข้าถือหุ้นในเพซฯ โดยเพซฯจะออกหุ้นเพิ่มทุนให้กับซิติคฯ ซึ่งบริษัทจะนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเพื่อขออนุมัติหุ้นเพิ่มทุนให้กับพันธมิตร และจะนำเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นในลำดับถัดไป คาดว่าจะสามารถขายหุ้นเพิ่มทุนให้กับพันธมิตรได้ในปลายปี2560 เพื่อเป็นพันธมิตรในการเสริมศักยภาพของเพซฯให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น เพราะจะสามารถนำโครงการของบริษัทฯไปนำเสนอขายให้กับลูกค้าชาวจีนได้มากขึ้น ซึ่งจะสามารถสรุปผลได้ในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า

สำหรับในช่วงแรกนี้ซิติคฯจะร่วมกับบริษัทฯใน 2 ส่วนคือ ธุรกิจอสังหาฯและรับเหมาก่อสร้าง โดยระยะแรกจะเป็นการปล่อยสินเชื่อและรับเหมาก่อสร้างโครงการนิมิต หลังสวน ซึ่งเป็นคอนโดฯ ฟรีโฮลด์ (Freehold) สูง 54ชั้น มูลค่ากว่า 7,500 ล้านบาท

 

สำหรับแผนการดำเนินงานของบริษัทฯในครึ่งปีหลัง2560 ได้เปิดตัวโครงการ “วินด์เชลล์”(WINDSHELL) ซึ่งตั้งอยู่บนถนนนราธิวาสราชนครินทร์ บนพื้นที่ 2 ไร่เศษ พัฒนาในรูปแบบของคอนโดฯ สูงกว่า 40 ชั้น ชูจุดเด่นในเรื่องการดีไซน์เกี่ยวกับทิศทางลมที่ประหยัดพลังงาน ราคา 85-100 ล้านบาท หรือเริ่มต้นที่ 180,000-220,000 บาท/ตารางเมตร มีจำนวนเพียง 36 ยูนิต หรือชั้นละประมาณ 2 ยูนิตเท่านั้น รวมมูลค่าโครงการประมาณ 3,500 ล้านบาท ซึ่งได้เริ่มเปิดพรีเซลแล้วเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา

เล็งขอขอวีซ่าให้ลูกค้ายาว20ปีผ่าน “ไทยแลนด์ อีลิท การ์ด

นอกจากนี้ในเดือนสิงหาคม 2560 บริษัทยังมีแผนที่จะนำ คอนโดฯ “เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน เรสซิเดนเซส บางกอก”ในโครงการมหานคร ที่ปัจจุบันมียอดขายแล้ว 75% และโครงการมหาสมุทร มียอดขายแล้ว 30% ไปโรดโชว์ที่ประเทศจีน ในเมืองเซี่ยงไฮ้และปักกิ่ง รวมไปถึงฮ่องกง เป็นลำดับถัดไปด้วย แต่บริษัทฯได้สร้างกลยุทธ์ทางการตลาดก่อนไปโรดโชว์ เพื่อดึงดูดความสนใจจากลูกค้าชาวจีนที่ต้องการซื้อสินทรัพย์ในประเทศไทย ด้วยการเข้าไปเจรจากับรัฐบาลไทยผ่านโครงการไทยแลนด์ อีลิท การ์ด เพื่อขอวีซ่าระยะยาว20 ปี ให้กับลูกค้าที่จะมาซื้อห้องชุดในโครงการของบริษัท ขณะนี้อยู่ในระหว่างการเจรจา  หากผ่านการพิจารณาก็จะเป็นบริษัทแรกที่ดำเนินการในรูปแบบดังกล่าว และถือเป็นแนวทางปฏิบัติให้กับผู้ประกอบการรายอื่นต่อไป

ส่วนปี 2561 มีแผนจะเปิดตัวโรงแรม เดอะ บางกอก เอดิชั่น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในโครงการมหานคร และเป็นแบรนด์บูทีคโฮเทล ในกลุ่มเดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน โดยมีจำนวน 155 ห้องพัก ราคา 8,000-10,000 บาท/คืน คาดว่าจะมีอัตราการเข้าพักประมาณ 70%ต่อปี มีรายได้ต่อปีประมาณ 800-900 ล้านบาท และหากสามารถทำรายได้อย่างต่อเนื่องในอนาคตก็มีแผนนำไปจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อลงทุนในอสังหาริมทรัพย์(REIT)ด้วย  นอกจากนี้ยังจะเปิดตัวจุดชมวิวบนอาคารมหานคร(มหานคร ออบเซอร์เวชั่น เด็ค)บริเวณชั้นที่ 74-77 ราคาเข้าชมสำหรับชาวต่างชาติประมาณ 800 บาท/คน ส่วนคนไทยและนักเรียน นักศึกษาจะคิดในราคาพิเศษ แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้  โดยตั้งเป้ามียอดผู้เข้าชมประมาณ 3 ล้านคน/ปี และตั้งเป้ารายได้จากส่วนนี้ประมาณ 1,500 ล้านบาท/ปี  โดยหลังจากเปิดตัวโรงแรมและจุดชมวิว จะทำให้บริษัทฯมีรายได้ประจำเข้ามาเพิ่มขึ้นมีสัดส่วนเป็น15% หลังจากแบ่งรายได้กับพันธมิตร คือ Apollo Global Investment และ Goldman Sach ที่ถือหุ้นของทั้ง 2 โครงการในสัดส่วน 49% และบริษัทถือหุ้นในสัดส่วน 51%

 

การขยายสาขาของร้าน Dean & Deluca ในปีนี้จะเน้นในประเทศไทยเป็นหลัก ปัจจุบันมี 11 สาขา โดยเปิดเพิ่มในปีนี้ทั้งหมด 4 สาขา  ซึ่งเปิดไปแล้วในครึ่งปีแรก 1 สาขา และเปิดใหม่ในครึ่งปีหลังอีก 3 สาขา ได้แก่ สาขาสุวรรณภูมิ สาขาที่2 ,สาขาสีลมใกล้สถานีบีเอสศาลาแดง และสาขาเซ็นทรัลเวิลด์ ใช้เงินลงทุนสำหรับการขยายสาขาในประเทศไทยเฉลี่ย 10 ล้านบาท/สาขา ส่วนการขยายสาขาในสหรัฐอเมริกาจะเริ่มขยายในปลายปีนี้ ใช้เงินลงทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 50 ล้านบาท/สาขา ส่วนแผนการนำ Dean & Deluca จดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งบริษัทฯยังต้องขยายสาขาเพื่อทำให้ Dean & Deluca ถึงจุดคุ้มทุนก่อน ปัจจุบันมีสาขาทั่วโลกรวม 61 สาขา

,

ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวออกมาว่าบริษัทฯมีความเสี่ยงด้านการชำระหนี้ตั๋วสัญญาแลกเงินระยะสั้น (B/E) และมีการจัดชั้นอยู่ในกลุ่มที่เฝ้าระวัง (watch risk) หรือต้องควบคุมอย่างใกล้ชิด เนื่องจากบริษัทมีหนี้ค่อนข้างสูงนั้นนายสรพจน์ กล่าวเพิ่มไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด บริษัทฯมั่นใจสภาพคล่องในปัจจุบันยังเพียงพอต่อการชำระหนี้ โดยปัจจุบันมีสินทรัพย์รวมทั้งหมดกว่า 30,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นกระแสเงินสดในมือกว่า 5,000 ล้านบาท โดยกระแสเงินสดในมือที่มีอยู่ยืนยันว่ายังสามารถชำระคืนหนี้ตั๋วสัญญาแลกเงินระยะสั้น (B/E) ทั้งหมด 4,000ล้านบาทที่ครบกำหนดอายุในปีนี้ ซึ่งจะมีผู้ที่ถือตั๋ว B/E ของบริษัทฯที่ครบกำหนดอายุเรียกเงินคืนในสัดส่วน 50% หรือ  2,000 ล้านบาท ส่วนอีก 50% หรือจำนวน 2,000 ล้านบาท คาดว่าจะขอต่ออายุตั๋ว B/E เนื่องจากนักลงทุนในกลุ่มดังกล่าวเชื่อมั่นในศักยภาพของบริษัทฯ และผลตอบแทนของตั๋ว B/E ของบริษัทที่นักลงทุนยังมีความพอใจ

 

ทั้งนี้ที่ผ่านมายังไม่เคยผิดนัดชำระหนี้กับธนาคารที่ให้เงินกู้ยืมกับบริษัท ได้แก่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน)หรือSCB ธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน) หรือKBANK และธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน)หรือBBL โดยมีจำนวนเงินกู้รวมกันประมาณ 9,000 ล้านบาท อีกทั้งบริษัทยังมีหลักประกันซึ่งเป็นสินทรัพย์จาก 3 โครงการ ได้แก่ โครงการมหานคร โครงการมหาสมุทร และโครงการนิมิต หลังสวน มูลค่ารวม 30,000 ล้านบาท ทำให้ธนาคารมีความเชื่อมั่นยังให้เงินกู้กับบริษัทอยู่

 

ในปี2560 นี้ บริษัทฯตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 14,000-17,000 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ 10,000-13,000 ล้านบาท  และรายได้จากร้าน Dean & Deluca 4,000 ล้านบาท พร้อมกับตั้งเป้ายอดขายในช่วงครึ่งปีหลัง 3,000 ล้านบาท

 

** prop2morrow โดย คุณวาสนา กลั่นประเสริฐ  เบอร์โทร.02-632-0645 E-mail : was_am999@yahoo.com

Comments

comments