ผู้ค้าปลีกในเอเชียแปซิฟิกมีความเคลื่อนไหวอย่างไร

Home » ข่าว » ผู้ค้าปลีกในเอเชียแปซิฟิกมีความเคลื่อนไหวอย่างไร

ผู้ค้าปลีกในเอเชียแปซิฟิกมีความเคลื่อนไหวอย่างไร

Posted on

ผู้ค้าปลีกในเอเชียแปซิฟิกยังคงเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง

แบรนด์ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ขยายตัวสู่ต่างประเทศ

 

ในปี 2559 ผู้ค้าปลีกที่ประสบความสำเร็จในประเทศของตนเอง แสดงความสนใจที่จะขยายสู่ต่างประเทศ คิดเป็น 40% ของผู้ค้าปลีกใหม่ในช่วงปีดังกล่าว โดยประเทศอันดับต้นๆ คือญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย  การขยายตัวได้รับแรงผลักดันส่วนใหญ่มาจากการเติบโตของยอดขายและความคึกคักของตลาดในประเทศ รวมถึงความต้องการแบรนด์ใหม่ๆ จากเจ้าของศูนย์การค้าในภูมิภาค

 

มากกว่าครึ่งของผู้ค้าปลีกสัญชาติญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่เข้าสู่ตลาดใหม่ในปี 2559 คือคาเฟ่และร้านอาหาร สะท้อนว่าความต้องการของผู้บริโภคต่ออาหารจากเอเชียนั้นมีอยู่มาก ด้านผู้ค้าปลีกออสเตรเลีย ส่วนใหญ่เป็นร้านเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย รองเท้า และเครื่องใช้ในบ้าน ที่ขยายเข้าสู่นิวซีแลนด์

 

ด้านการขยายเข้าสู่ตลาดต่างประเทศของผู้ค้าปลีกสัญชาติจีน ส่วนใหญ่มาจากผู้ค้าปลีกด้านแฟชั่นจากในประเทศที่เปิดสาขาในต่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากพื้นที่ค้าปลีกชั้นนำในจีนนั้นยังคงถูกครอบครองโดยแบรนด์ต่างชาติ  ผู้ค้าปลีกจากจีนยังใช้การขยายตัวสู่ต่างประเทศเป็นเครื่องมือในการยกระดับฐานะของแบรนด์ในสายตาของผู้บริโภคชาวจีนอีกด้วย

ผู้ค้าปลีกนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้

 

ผู้ค้าปลีกนำเทคโนโลยีมาใช้ในการติดตามและวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้บริโภคมากขึ้น เพื่อช่วยเพิ่มความสามารถในการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

 

ผู้ค้าปลีกรายหลายได้ผสมผสานประสบการณ์ในการซื้อสินค้าที่ร้าน เข้ากับสื่อสังคมออนไลน์ เนื่องจากสิ่งเหล่านี้ได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการประชาสัมพันธ์  ข้อมูลเหล่านี้คือสิ่งที่้ผู้ค้าปลีกต้องการ ควบคู่ไปกับยอดขายออนไลน์

 

ผู้ตอบแบบสอบถามของเราเกือบครึ่งหนึ่ง เผยว่าพวกเขาได้ใช้หรือตั้งใจที่จะใช้เทคโนโลยีสำหรับการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าในร้านค้าของตนเอง  การรวบรวมข้อมูลว่าลูกค้าคือใคร สินค้าที่ลูกค้าซื้อหรือทดลองคืออะไร และลูกค้าใช้เวลาในร้านค้าอย่างไร คือข้อมูลสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ค้าปลีกพัฒนาธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

เทคโนโลยีที่ใหม่ๆ อย่างเทคโนโลยีเสมือนจริง (Augmented Reality)  และบีคอนส์ (Beacons) นั้นถือว่ายังอยู่ในช่วงแรกของการนำมาใช้จริง

มุ่งความสนใจไปยังตลาดที่เป็นจุดเชื่อมต่อไปยังตลาดอื่นๆ

ผู้ค้าปลีกส่วนใหญ่คาดว่า ตลาดค้าปลีกในเอเชียแปซิฟิกจะยังคงมีความท้าทายในปี 2560 ซึ่งหมายความว่าผู้ค้าปลีกจะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงและลงทุนในตลาดที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างยอดขายได้  ตลาดที่เติบโตแล้วจะยังคงเป็นจุดมุ่งหมายที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในการขยายสาขา  ฮ่องกง คือตลาดที่ได้รับความนิยมสูงสุด มีจำนวนผู้ค้าปลีกมากขึ้นที่ต้องการขยายสาขาไปยังประเทศนี้ ที่ค่าเช่าลดลงมาอยู่ในระดับที่สามารถจ่ายได้มากขึ้น  ตลาดใหญ่ๆ อย่างจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และออสเตรเลียยังติด 5 อันดับแรกเช่นเดียวกับการสำรวจในปีที่แล้ว

การที่ผู้ค้าปลีกมีความระมัดระวังในการขยายสาขา ส่งผลต่อจำนวนทำเลและขนาดในการขยายสาขา  โดยเฉลี่ยผู้ตอบแบบสอบถามเผยว่ามีแผนจะขยายสาขาไปยัง 4 ประเทศ ลดลงจาก 5 ประเทศในปี 2559

เกี่ยวกับซีบีอาร์อี กรุ๊ป อิงค์

ซีบีอาร์อี กรุ๊ป อิงค์ (NYSE:CBG) เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์และบริษัทด้านการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลก (พิจารณาจากผลประกอบการในปี 2559) มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในนครลอสแองเจลลิส  ได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 500 บริษัทมีผลประกอบการที่ดีที่สุดในโลกโดยนิตยสารฟอร์จูน และได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 500 บริษัทที่มีความน่าเชื่อถือมากที่สุดโดยสแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ส   บริษัทมีบุคลากรราว 75,000 คนในสำนักงานมากกว่า 450 สาขาทั่วโลก      ซีบีอาร์อีเริ่มเปิดดำเนินการครั้งแรกในกรุงเทพมหานครเมื่อปี 2531 และขยายไปสู่สาขาภูเก็ตในปี 2547  ซีบีอาร์อี ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำในการให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร โดยให้บริการด้านการเป็นตัวแทนในการซื้อขาย ให้เช่า และบริหารการตลาดให้แก่อสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท  บริการบริหารอสังหาริมทรัพย์ บริหารทรัพยากรทางการภาพ และบริหารตกแต่งภายในด้วยมาตรฐานระดับสากล  บริการด้านการให้คำปรึกษาเชิงกลยุทธ์ ซึ่งรวมถึงการให้คำปรึกษาด้านการลงทุน  การประเมินราคาทรัพย์สิน  การพัฒนาโครงการ  และการศึกษาวิจัยตลาด  หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการให้บริการ สามารถเข้าชมได้ที่ www.cbre.co.th

Comments

comments