ต่างชาติจ่อคิวลงอสังหาฯไทยเพียบ-คาดสิ้นปี’60จบดีลรวมมูลค่ากว่า3หมื่นล้าน

Home » ข่าว » ต่างชาติจ่อคิวลงอสังหาฯไทยเพียบ-คาดสิ้นปี’60จบดีลรวมมูลค่ากว่า3หมื่นล้าน

ต่างชาติจ่อคิวลงอสังหาฯไทยเพียบ-คาดสิ้นปี’60จบดีลรวมมูลค่ากว่า3หมื่นล้าน

Posted on

 

ทีมงาน Prop2morrow.com เกาะติดทุนข้ามชาติไหลบ่าลงอสังหาริมทรัพย์ไทยในรูปแบบของการเข้าร่วมทุนและเริ่มลงมือพัฒนาโครงการอสังหาฯร่วมกันตั้งแต่ตั้งแต่ต้นปี2560 ต่อเนื่องถึงปัจจุบัน (ต้นเดือนกันยายน ) พบมี 9 ราย ซึ่งถึงแม้อีก 2รายคือ เมเจอร์ และ เพซ จะยังไม่เปิดเผยรายละเอียดโครงการร่วมทุน แต่คนในวงการอสังหาฯก็คาดว่า โดยรวมมูลค่าในการพัฒนาโครงการที่เกิดจากการร่วมทุนตลอดทั้งปีน่าจะไม่น้อยกว่า 30,000 ล้านบาท ดังนี้

 

เริ่มจาก บมจ. เสนาดีเวลลอปเม้นท์ หรือ SENAกับ “ฮันคิว เรียลตี้” ในเครือ Hankyu Hanshin Holding Group กลุ่มทุนจากญี่ปุ่นดำเนินธุรกิจหลากหลายทั้งรถไฟฟ้าใต้ดิน ศูนย์การค้า โรงแรม โรงละคร และสนามเบสบอล  โดยก่อตั้ง บจ. เสนาดีเวลลอปเม้นท์ เอ3  เพื่อพัฒนาโครงการร นิช ไพรด์(Niche Pride) เตาปูน-อินเตอร์เชนจ์ และได้เซ็นMOU โครงการแรกเมื่อธันวาคม 2559 เดิมมีแผนจะพัฒนาปลายปี 2560 แต่เลื่อนไปเปิดตัวในปี2561 โดยมีมูลค่าโครงการกว่า3,000 ล้านบาท  ขณะที่โครงการโครงการนิช โมโน( Niche MONOX สุขุมวิท- แบริ่ง ซึ่งเซ็นสัญญา MOU เมื่อต้นปี2560 แต่กลับเปิดขายก่อนในวันที่30 กันยายน 2560 เนื่องจากมีมูลค่าโครงการเพียงกว่า 3,000 ล้านบาท

 

ต่อมาเป็น บมจ. วรลักษณ์ พร็อพเพอร์ตี้ หรือ W และ บริษัท ชินวะ เรียล เอสเตท จำกัดในเครือชินวะ กรุ๊ป จากญี่ปุ่นประเดิมโครงการแรกคือ “รูเนะสุ ทองหล่อ 5 ”  ตั้งอยู่บนที่ดินประมาณ 1 ไร่ เป็นคอนโด โลวไรซ์8 ชั้น 1 อาคารจำนวน 156 ยูนิต มี 2 แบบ คือ 1-2 ห้องนอน ขนาดตั้งแต่ 29-65ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 4.9 ล้านบาท มูลค่าโครงการกว่า 1,200 ล้านบาท

 

ช่วงวันที่ 4กรกฎาคม2560 บมจ. เพซ ดีเวลลอปเมนท์คอร์ปอเรชั่น  หรือ PACE ได้เซ็นสัญญาร่วมทุนกับกลุ่มทุนจีนบริษัท ซิติค คอนสตรัคชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล(ประเทศไทย) จำกัด ในการพัฒนาโครงการในเร็วๆนี้ ซึ่งยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูล

 

ขณะเดียวกันเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2560 บมจ. เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ หรือ MJDได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯในการร่วมทุนกับกลุ่มMUST International Trading PTE Ltd. , GMM Singapore Real Estate PTE Ltd. ซึ่งนิติบุคคลจดทะเบียนในสาธารณรัฐสิงคโปร์ และ GRG Global Investments Limited ซึ่งเป็นนิติบุคคลจดทะเบียนในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เตรียมพัฒนาโครงการหรูย่านหลังสวนในปี2561ซึ่งยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูล

 

และในปลายเดือนกรกฎาคม 2560 บมจ. ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้  หรือ ORIได้เซ็นสัญญาร่วมทุนกับ บริษัท โนมูระเรียลเอสเตท ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด เพื่อพัฒนาคอนโดมิเนียมร่วมกัน 4 โครงการ รวมมูลค่า 8,600 ล้านบาท

 

ในช่วงเดือนสิงหาคม 2560 บมจ. แสนสิริ หรือSIRIได้ร่วมทุนกับ บริษัท โตคิว คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้พัฒนาและให้บริการระบบรถไฟเขตชานเมืองโตเกียว และอสังหาฯประเทศญี่ปุ่น โดยจัดตั้ง บริษัท สิริ ทีเค วัน จำกัด เพื่อพัฒนาโครงการอสังหาฯ ในไทย ประเดิมโครงการคอนโดมิเนียม โลว์ไรส์ทากะ เฮาส์ (taka HAUS) สุขุมวิท-เอกมัย มูลค่า 2,000 ล้านบาทบนที่ดิน 4 ไร่  2 อาคาร ความสูง 8 ชั้น จำนวน 269 ยูนิต ขนาดห้อง30 -71.5 ตารางเมตร แล้วเสร็จปี 2562

 

  เดือนเดียว “กันยายน”ร่วมทุน3รายมูลค่าโครงการรวมกว่า 7,200 ล้านบาท

ล่าสุดวันที่ 4 กันยายน 2560 จะมีผู้ประกอบการขนาดกลาง 2 ค่ายเซ็นสัญญาร่วมทุนกับอีก 2 กลุ่มทุนต่างชาติ คือบริษัท ลัคกี้ ลิฟวิ่งพร็อพเพอร์ตี้ส์ จำกัด ร่วมทุนกับกลุ่มทุนสิงคโปร์  พัฒนาโครงการ CELES Asoke มูลค่า 3,600 ล้านบาท

 

และ บมจ. ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ เซ็นสัญญาร่วมทุนกับกลุ่มHoosiers Holdings บริษัทอสังหาริมทรัพย์จากญี่ปุ่น ประเดิมพัฒนาโครงการ ดิ เอ็กเซลไฮด์อะเวย์ สุขุมวิท 50 มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท

 

และในวันที่ 6 กันยายน 2560  กลุ่มนายวิวัฒน์ พิภักดิ์สมุทร แถลงข่าวร่วมทุนกับนายคำ ไฟ ดักลาส เฉิง กลุ่มทุนจีนฮ่องกง ด้วยการตั้งบริษัท 888 ทองหล่อ จำกัด ขึ้นมาเพื่อพัฒนาโครงการ “นิวาติ”(NIVATI)คอนโดมิเนียมสูง 8 ชั้นภายใต้ Concept “Elegant Classic Contemporary” ดีไซน์สไตล์ Beaux Arts ย่านทองหล่อมีมูลค่าโครงการประมาณ 1,600 ล้านบาท

 

ปี’61คาดมีอีก 2 รายร่วมทุนบิ๊กอสังหาฯไทย

นายสุรเชษฐ กองชีพ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในช่วง3-4เดือนสุดท้ายปี2560 การร่วมทุนกันระหว่างผู้ประกอบการอสังหาฯไทยกับต่างชาติ(อาจ)ไม่มีแล้ว แต่ในปี2561 2561 คาดว่าจะมีดีลการร่วมทุนระหว่างผู้ประกอบการไทยที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯกับกลุ่มทุนจากญี่ปุ่น อีกอย่างน้อย 2 ราย ที่จะให้ คอลลิเออร์สฯเป็นตัวกลางในการติดต่อร่วมทุน และคาดว่าภายในเดือนกันยายน 2560 นี้ทั้ง2 รายน่าจะเซ็นสัญญาแต่งตั้งคอลลิเออร์สฯเป็นตัวแทนเจรจา หลังจากนั้นจึงจะนำรายชื่อผู้ประกอบการจากญี่ปุ่น ซึ่งมีทั้งรายเล็ก-ใหญ่ ประมาณ 10 รายมาให้ผู้ประกอบการไทยเลือก หากสนใจรายไหนก็จะติดต่อให้เจรจาเป็นรายๆไป ผู้ประกอบการญี่ปุ่นที่จะมาร่วมทุนในประเทศไทยนั้นส่วนใหญ่สนใจพัฒนาคอนโดฯมากกว่า นอกจากนี้ยังสนใจที่จะเทกโอเวอร์ธุรกิจรีเทลและอาคารสำนักงานในพื้นที่ใจกลางเมืองด้วย

 

“ผมมองว่าโดยศักยภาพแล้วผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาโครงการได้เองอยู่แล้ว แต่ที่สนใจร่วมทุนกับต่างชาติโดยเฉพาะญี่ปุ่นนั้น เพราะต้องการได้รับการการันตีเรื่องคุณภาพสินค้า ร่วมไปถึงจะส่งผลให้ราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งชื่อเสียงของบริษัทก็จะเป็นที่รับรู้ในวงกว้าง เพราะผู้ประกอบการญี่ปุ่นนั้นมีชื่อเสียงในเรื่องพัฒนาสินค้าที่มีคุณภาพอยู่แล้ว อีกทั้งการร่วมทุนจะช่วยกระตุ้นยอดขายดึงดีมานด์จากญี่ปุ่นเข้ามามากขึ้น เพราะปัจจุบันดีมานด์ในประเทศไทยเริ่มลดน้อยลง”นายสุรเชษฐ กล่าว

 

นอกจากกลุ่มทุนญี่ปุ่นแล้ว ยังมีกลุ่มทุนจากสิงคโปร์ ที่ขณะนี้ คอลลิเออร์ส ฯมีรายชื่อที่ติดต่อมา 4 ราย แต่ส่วนใหญ่จะสนใจเทกโอเวอร์อาคารสำนักงานและโรงแรมในพื้นที่ย่านซีบีดีมากกว่า ส่วนตลาดต่างจังหวัดก็สนใจลงทุนเพียงจังหวัดภูเก็ตเท่านั้น

 

ด้านนางสุพินท์ มีชูชีพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โจนส์ แลง ลาซาลล์ (ประเทศไทย) จำกัด  หรือ JLL กล่าวว่า ประเทศไทยยังเป็นที่สนใจของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งปัจจุบันมีประมาณ6-7รายที่ดำเนินการผ่าน JLL ซึ่งเป้นกลุ่มทุนจาก ญี่ปุ่น สิงคโปร์ จีน ฮ่องกง เมียนมา มาเลเซียและอินโดนีเซีย สนใจที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยและต้องการให้ผู้ประกอบการไทยไปลงทุนในต่างประเทศ อาทิ ผู้ประกอบการจากเมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา ที่มีที่ดิน แต่ไม่มีประสบการณ์และเม็ดเงินลงทุนมากพอและต้องการให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปลงทุน ขณะที่กลุ่มมาเลเซียและอินโดนีเซีย สนใจที่จะเข้ามาลงทุนในไทย โดยไม่จำกัดการลงทุนเพียงแค่ในกทม. แต่ให้ความสนใจลงทุนหัวเมืองท่องเที่ยวด้วย ทั้งในรูปแบบของโรงแรมและคอนโดมิเนียม

 

“ต้องยอมรับว่านักลงทุนชาวต่างชาติเห็นศักยภาพของประเทศไทย จึงให้ความสนใจลงทุนทั้งโรงแรมและคอนโดมิเนียม รวมไปถึงธุรกิจอสังหาฯที่เกี่ยวเนื่องด้วย ซึ่งร่วมไปถึงการสนใจที่จะร่วมทุนการพัฒนาบ้านสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงในขณะนี้ โดยกลุ่มฮ่องกงและยุโรป ให้ความสนใจในเรื่องนี้มาก”นางสุพินท์ กล่าวในที่สุด

 

เรียกได้ว่าต้องจับตาดูทุกวัน ทุกเดือน เพราะกระแสที่นักลงทุนต่างชาติสนใจมาร่วมทุนไทยยังมีอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้แนวทางการพัฒนาอสังหาฯของไทยเปลี่ยนแปลงเข้ากับยุค4.0 ที่ทุกอย่างต้องเร็ว ก้าวล้ำด้วยเทคโนโลยี คุณภาพสินค้า เและเพิ่มขีดความสามารถในการแข็งแกร่งของทุนและแบรนด์ จึงจะอยู่รอด

 

** prop2morrow โดย คุณวาสนา กลั่นประเสริฐ  เบอร์โทร.02-632-0645 E-mail : was_am999@yahoo.com

Comments

comments