“โกลบอลเฮ้าส์” ทุ่มงบกว่า 600 ล้านบาท ผุดศูนย์กระจายสินค้าเสริมความแกร่งธุรกิจ

Home » ข่าว » “โกลบอลเฮ้าส์” ทุ่มงบกว่า 600 ล้านบาท ผุดศูนย์กระจายสินค้าเสริมความแกร่งธุรกิจ

“โกลบอลเฮ้าส์” ทุ่มงบกว่า 600 ล้านบาท ผุดศูนย์กระจายสินค้าเสริมความแกร่งธุรกิจ

Posted on

“โกลบอลเฮ้าส์” ทุ่มงบกว่า 600 ล้านบาท เปิดตัวศูนย์กระจายสินค้าอัตโนมัติที่อ.วังน้อย บนพื้นที่กว่า 100 ไร่  หวังสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจ พร้อมนำระบบบริหารคลังสินค้าอัตโนมัติASRS ช่วยลดต้นทุนบริหารจัดการ ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าได้สมเหตุสมผล ประกาศเปิดสาขาที่53 จ.พัทลุง พ.ย.นี้ อนาคตตั้งเป้าขยายสาขาทั่วอาเซียน

 

 

นายวิทูร สุริยวนากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ GLOBAL  เปิดเผยว่า ตามที่ทางบริษัทฯ มีวิสัยทัศน์ให้ “โกลบอลเฮ้าส์” เป็นช่องทางจัดจำหน่ายสินค้าวัสดุก่อสร้างและสินค้าตกแต่งบ้านที่ดีที่สุดในภูมิภาคอาเซียน จึงได้กำหนดกลยุทธ์การแข่งขันไว้ 5 เรื่อง ได้แก่  1.Best Price   จำหน่ายสินค้าในราคาที่สมเหตุสมผลและยุติธรรมที่สุด, 2. Best Personal   บุคลากรพร้อมให้บริการอย่างดีที่สุด ,3. Best Selection   มีสินค้าให้เลือกมากที่สุด ทั้งระดับล่าง ระดับกลางและระดับบน ,4.Best Service  บริการดีที่สุด เมื่อเทียบกับมาตรฐานสากล และ 5.Best Store   พัฒนาการจัดวางและการจัดแสดงสินค้าให้ดีที่สุด

 

นอกจากนี้ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางบริษัทฯ จึงได้นำนวัตกรรมทางการค้าระบบโมเดิร์นเทรดมาปรับใช้กับการบริหาร “โกลบอลเฮ้าส์” ในทุก ๆ ด้านอย่างต่อเนื่อง โดยในส่วนของการบริหารคลังสินค้าซึ่งถือเป็นหนึ่งในหัวใจของธุรกิจค้าปลีกนั้น ทางบริษัทฯ ได้นำระบบบริหารคลังสินค้าอัตโนมัติ (Automated Storage Retrieval System) หรือ ASRS ที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ทั้งระบบมาใช้กับร้านโกลบอลเฮ้าส์ สาขาปราณบุรี เป็นแห่งแรกเมื่อปี 2559 เพื่อเพิ่มความรวดเร็ว แม่นยำ สะดวกและประหยัดเวลาสำหรับลูกค้ามากยิ่งขึ้น ในปัจจุบันทางบริษัทฯ นำระบบ ASRS ไปใช้กับร้านโกลบอลเฮ้าส์แล้วจำนวน 16 สาขา นอกจากนี้ เพื่อรองรับการเจริญเติบโตของธุรกิจในอนาคต และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานทั้ง Supply Chain บริษัทฯ จึงได้ทุ่มงบกว่า 600 ล้านบาทก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้าอัตโนมัติซึ่งติดตั้งระบบ ASRS (Automated Storage Retrieval System) ขึ้นบนพื้นที่กว่า 100 ไร่ ใน อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา โดยในเฟสแรกศูนย์กระจายสินค้าจะมีพื้นที่คลังสินค้า 30,000 ตารางเมตร จัดเก็บสินค้าในส่วนของพื้นที่ ASRS   ได้กว่า 43,000 พาเลท จัดเก็บเหล็กได้กว่า 5,000 ตัน และจัดเก็บกระเบื้องเซรามิคได้กว่า 5,000 พาเลท นับได้ว่าเป็นศูนย์กระจายสินค้าอัตโนมัติที่มีพื้นที่จัดเก็บสินค้ามากที่สุดในธุรกิจค้าปลีกวัสดุก่อสร้างของเมืองไทย ซึ่งศูนย์กระจายสินค้าวังน้อยแห่งนี้จะทำให้บริษัทฯ ลดการเสียโอกาสในการขายและช่วยเพิ่มความหลากหลายของสินค้าให้กับลูกค้า รวมทั้งช่วยให้ต้นทุนในการบริหารจัดการของบริษัทฯ อยู่ในระดับที่เหมาะสม ส่งผลให้ผู้บริโภคได้ซื้อสินค้าในราคาที่สมเหตุสมผลมากยิ่งขึ้น

 

 

ทั้งนี้ศูนย์กระจายสินค้าวังน้อยได้ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษให้เหมาะสมกับการดำเนินงานธุรกิจของ “โกลบอลเฮ้าส์” โดยเฉพาะ ตั้งแต่การสั่งสินค้าจากผู้จัดจำหน่ายจนถึงการนำส่งสินค้าให้กับผู้บริโภคที่ร้าน ซึ่งใช้ทีมงานออกแบบและพัฒนาระบบของบริษัทฯ เองทั้งหมด ทำให้สามารถปรับปรุงและขยายความสามารถและประสิทธิภาพของศูนย์กระจายสินค้าได้อย่างต่อเนื่องและไม่มีขีดจำกัด นอกจากนี้ยังได้ร่วมพัฒนา Packaging กับผู้ผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการบริหาร Supply Chain สำหรับความพิเศษของศูนย์กระจายสินค้าวังน้อย

 

“ศูนย์กระจายสินค้าวังน้อยใช้ระบบ ASRS (Automated Storage Retrieval System) ในการบริหารสินค้า  ซึ่งเป็นระบบที่ควบคุมผ่านคอมพิวเตอร์ทั้งหมด ทำให้เพิ่มความรวดเร็ว แม่นยำ และลดต้นทุนในการบริหารจัดการสินค้าทั้ง Supply Chain ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยระบบนี้ทำให้สามารถลดจำนวนการพึ่งพาทรัพยากรมนุษย์ลงเมื่อเทียบกับระบบบริหารคลังแบบทั่วไปได้มากถึง 60% โดยเฉพาะแรงงานที่มีทักษะซึ่งกำลังเป็นที่ขาดแคลน ทั้งนี้ ระบบ ASRS (Automated Storage Retrieval System) จะถูกนำไปใช้ในการบริหารสินค้าของร้านโกลบอลเฮ้าส์ซึ่งกำลังจะเปิดสาขาในอาเซียนเร็วๆ นี้อีกด้วย”

 

ปัจจุบัน “โกลบอลเฮ้าส์” มีสาขาทั่วประเทศจำนวน 52 สาขา และในเดือนพฤศจิกายนนี้กำลังจะเปิดสาขาที่ 53 ที่ จ.พัทลุง ทั้งนี้ ทางบริษัทฯ มีแผนการขยายสาขาลงในระดับอำเภอเพิ่มขึ้น เช่น จ.ขอนแก่น มี 3 สาขาที่ อ.เมือง , อ.บ้านไผ่ และ อ.ชุมแพ ในขณะที่ จ.สกลนคร มี 2 สาขาที่ อ.เมือง และ อ.พังโคน นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีแผนขยายสาขาไปให้ทั่วอาเซียนอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามในปีนี้บริษัทฯ มีรายได้จากการขายสุทธิ สำหรับไตรมาส 1/2560 เท่ากับ 5,376.94 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปี 2559 จำนวน 222.32 ล้านบาท หรือ 4.31% เป็นผลมาจากการเปิดสาขาเพิ่ม 12 สาขา

Comments

comments