TSCAผนึกกำลังพลิกโฉมธุรกิจค้าปลีกรับยุคดิจิทัล4.0 กางแผนลงทุน3ปีไม่ต่ำกว่า5.7หมื่นล้าน

Home » ข่าว » TSCAผนึกกำลังพลิกโฉมธุรกิจค้าปลีกรับยุคดิจิทัล4.0 กางแผนลงทุน3ปีไม่ต่ำกว่า5.7หมื่นล้าน

TSCAผนึกกำลังพลิกโฉมธุรกิจค้าปลีกรับยุคดิจิทัล4.0 กางแผนลงทุน3ปีไม่ต่ำกว่า5.7หมื่นล้าน

Posted on

สมาคมศูนย์การค้าไทย ร่วมมือชูวิสัยทัศน์ Shopping Center 4.0 ตอบรับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคดิจิทัล ประกาศแผนการลงทุนของสมาชิกปี2560-2562 รวมกันไม่ต่ำกว่า 57,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาศูนย์การค้าทั้งโครงการใหม่-ปรับปรุงโครงการเดิม เพื่อรองรับการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของการชอปปิ้งและการท่องเที่ยวในภูมิภาค หวังดึงนักท่องเที่ยว นักลงทุนต่างประเทศเข้ามาในไทยมากขึ้น คาดพื้นที่รวมศูนย์การค้าในกลุ่มเพิ่มเป็นกว่า 9.1 ล้านตารางเมตร ภายในปี 2562

 

 

 

นางสาววัลยา จิราธิวัฒน์ นายกสมาคมศูนย์การค้าไทย หรือ TSCA เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะกรรมการสมาคมผู้ ประกอบการธุรกิจศูนย์การค้าทั้งหมด 13 ราย ประกอบด้วย บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน),บริษัท ซีคอน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน), บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด, บริษัท เอ็มบีเค จำกัด (มหาชน),บริษัท รังสิตพลาซ่า จำกัด, บริษัท สยามฟิวเจอร์ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน),บริษัท แอล เอช มอลล์ โฮเทล จำกัด,บริษัท เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป จำกัด, บริษัท เค.อี.แลนด์ จำกัด, บริษัท เดอะมอลล์กรุ๊ป จำกัด, บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด, บริษัท แปซิฟิคพาร์ค ศรีราชา จำกัด และ บริษัท บุญถาวรเซรามิค จำกัด ได้ร่วมมือกันประกาศวิสัยทัศน์ “Shopping Center 4.0” ตอบรับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคดิจิทัล เสริมความแกร่งให้ประเทศไทยคงความเป็นที่หนึ่งในอาเซียนอย่างต่อเนื่อง ด้วยการประกาศแผนการลงทุนของสมาชิกสมาคมฯช่วงจากนี้ถึงปี 2562 (ปี2560-2562 ) รวมกันไม่ต่ำกว่า 57,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาศูนย์การค้าทั้งโครงการใหม่ และการปรับปรุงโครงการเดิม เพื่อรองรับการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของการชอปปิ้งและการท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้ เพื่อดึงนักท่องเที่ยวต่างประเทศและนักลงทุนต่างประเทศเข้ามาในไทยมากขึ้น ทั้งนี้คาดว่าภายในปี 2562 พื้นที่ศูนย์การค้าทั้งหมดในประเทศไทยจะมีพื้นที่รวมประมาณ 20.9 ล้านตารางเมตร เติบโตในด้านพื้นที่ 10% นับจากปีนี้ และมีจำนวนศูนย์การค้าของสมาชิกสมาคมฯเพิ่มขึ้นเป็น 107 แห่ง มีพื้นที่รวมของสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 9.1 ล้านตารางเมตร โดยการลงทุนหลักๆของสมาชิกฯมีหลากหลาย ทั้งในกรุงเทพฯเช่น โครงการเซ็นทรัลพลาซามหาชัย เปิดให้บริการวันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 , โครงการไอคอนสยาม เปิดบริการกลางปี2561, เดอะมาร์เก็ตแบงคอก เปิดบริการปลายปี 2561 ขณะที่โครงการใน่หัวเมืองท่องเที่ยว เช่น เซ็นทรัลพลาซาโคราช เปิดให้บริการวันที่ 3 พฤศจิกายน 2560 นี้, เซ็นทรัล ภูเก็ต ฟลอเรสต้า เปิดให้บริการ ภายในปี 2561 และ โครงการเทอร์มินัล21 พัทยา

 

“เราได้ช่วยกันลงทุนพัฒนาโปรเจกต์ใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และร่วมกันสร้างไลฟ์สไตล์แลนด์มาร์กใหม่ๆ ให้กับประเทศไทย โดยอภิมหาโครงการสุดยิ่งใหญ่ที่ จะสร้างปรากฏการณ์แลนด์มาร์กระดับโลกให้ประเทศไทย ด้วย 2 โครงการยักษ์ใหญ่ที่จะเปิดให้ บริการในปี 2561 ได้แก่ เซ็นทรัล ภูเก็ต และไอคอนสยาม” นางสาววัลยา กล่าว

 

ขณะที่โครงการที่มีการปรับปรุงใหญ่ เช่น โครงการเซ็นทรัลเวิลด์ และเซ็นทรัลพลาซา พระราม3, โครงการปรับปรุงและขยายพื้นที่ของ ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์, โครงการปรับปรุงและขยายพื้นที่ของบริษัท สยาม ฟิวเจอร์ ดีเวลลอปเมนต์ จำกัด (มหาชน) คือ เมกาบางนา เฟส2 มาร์เก็ตเพลส ทุ่งมหาเมฆ และเอสพลานาดรัชดาภิเษก เป็นต้น

 

นอกจากนั้นโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC ของภาครัฐ ก็ถือเป็นโครงการที่ดีที่จะเข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศได้เป็นอย่างดี ซึ่งในส่วนของธุรกิจค้าปลีกและศูนย์การค้า ก็มีหลายโครงการของสมาชิกที่พัฒนาขึ้นมาในพื้นที่ภาคตะวันออเช่น ชลบุรีพัทยา ระยอง เป็นต้น ที่จะรองรับ EEC ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น เทอร์มินัล21พัทยา ,เซ็นทรัลมารีน่า ที่เปิดให้บริการแล้วเมื่อปี 2559ที่ผ่านมา และเซ็นทรัลพลาซา ระยอง รวมไปถึงโครงการในกรุงเทพโซนตะวันออก ที่จะมีความเกี่ยวเนื่องจากโครงการEECด้วยเช่นกัน ที่มีแผนจะพัฒนาเพื่อรองรับความเจริญดังกล่าว เช่น เมกาซิตี้ เฟสขยายใหม่, ซีคอนซิตี้, แบงคอกมอลล์ และเซ็นทรัลบางนา ที่รีโนเวตใหญ่แล้ว

 

“กลุ่มสมาชิกสมาคมฯยังพร้อมร่วมพัฒนาประเทศด้วยการสนับสนุนภาครัฐ โดยการร่วมกันลงทุนในจังหวัดต่างๆ ที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเมกะโปรเจกต์ของภาครัฐ ทั้งโครงการมอเตอร์เวย์ รถไฟรางคู่ และรถไฟความเร็วสูงในจังหวัดหลัก อาทิ โครงการก่อสร้างระบบคมนาคมสู่จังหวัดนครราชสีมา ของภาครัฐเพื่อชูเป็นเมืองศูนย์กลางของภาคอีสาน ทางสมาชิกจึงได้ลงทุนพัฒนาศูนย์การค้าต่างๆ ได้แก่ การเปิดตัวของโครงการ เซ็นทรัลพลาซา โคราช, Terminal 21 โคราช และ การขยายพื้นที่เพิ่มเติมของ เดอะมอลล์ โคราช ที่จะช่วยเสริมการเป็นเมือง gateway ของอีสานให้โคราช ซึ่งการลงทุนของทั้ง 3 โครงการ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัด สร้างงาน สร้างอาชีพ ช่วยดึงคนกลับสู่ท้องถิ่น อีกทั้งช่วยดัน SMEs ท้องถิ่นให้เกิดรายได้อีกด้วย” นางสาววัลยา กล่าว

 

นางสาววัลยา กล่าวเพิ่มเติมว่า  ปัจจุบันสมาชิกสมาคมฯมีจำนวนศูนย์การค้า ทั้งหมด 97 แห่ง มีพื้นที่ค้าปลีกหรือ GFA ของสมาคมฯรวมกันมากกว่า 8 ล้านตารางเมตร หรือคิดเป็น 42% ของพื้นที่ศูนย์การค้าทั้งประเทศ ที่มีมากกว่า 19 ล้านตารางเมตร มีการจ้างงานรวมกว่า 420,000 อัตรา ทั้งในส่วนของการก่อสร้าง ร้านค้า พนักงาน แม่บ้าน พนักงานรักษาความปลอดภัย และอื่นๆ

 

ภาคธุรกิจค้าปลีกและศูนย์การค้า ถือเป็นภาคที่ทำรายได้ให้กับประเทศไทยสูงมาก หรือมีสัดส่วนเป็นอันดับที่2ประมาณ 15% รองจาก ภาคอุตสาหกรรม ที่สูงที่สุด นโยบายของสมาคมศูนย์การค้าไทยในปี2560นี้ จะร่วมกันพลิกโฉมธุรกิจค้าปลีกสู่ยุคของการเป็น Shopping Center 4.0 เพื่อตอบรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัลที่เปลี่ยนไปโดยมีทิศทางดำเนินการบน 3 กลยุทธ์ ได้แก่ 1. Customer-Centric ผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง 2. Omnichannel เน้นทำการตลาดแบบผสมผสานทุกช่องทาง 3. Build partnership สร้างพันธมิตร เปลี่ยนคู่แข่งให้กลายเป็นคู่ค้า

 

โดยปี 2560 นี้สมาคมฯตั้งเป้าหมายว่า ธุรกิจศูนย์การค้าจะเติบโตในภาพรวมประมาณ 4-5% ซึ่งจะตั้งเป้าโตมากกว่า 1% ของจีดีพีประเทศไทย ซึ่งเมื่อปี2559 ที่ผ่านมา ตั้งเป้าหมายภาคค้าปลีกเติบโตประมาณ 4-4.5% ซึ่งก็มากกว่าจีดีพีประเทศไทยที่ปีที่แล้วเติบโต 3.2%

Comments

comments