“แสนสิริ”ทุ่มงบ2.8พันล้านถือหุ้น6แบรนด์ระดับโลก

Home » ข่าว » “แสนสิริ”ทุ่มงบ2.8พันล้านถือหุ้น6แบรนด์ระดับโลก

“แสนสิริ”ทุ่มงบ2.8พันล้านถือหุ้น6แบรนด์ระดับโลก

Posted on

แสนสิริฯอัดงบ 2,800 ล้านบาท ร่วมทุนใน6ธุรกิจด้านเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์ชั้นนำโลก หวังเป็นผู้นำตลาด สนองผู้บริโภคยุคดิจิทัล เผยแผนลงทุนซื้อ 2 โครงการPACE ต้องต่อราคาซื้อขายอีกรอบ คาดใช้เวลาประเมินมูลค่าทรัพย์สิน 60 วัน ด้าน SCBS ระบุSIRI จะตัดสินใจขั้นตอนสุดท้ายในวันที่ 6 ม.ค.61

 

นายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI เปิดเผยว่า การเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย สอดคล้องกับการเติบโตของจีดีพี ซึ่งการเติบโตในระดับที่ไม่สูงนัก  แต่บริษัทฯวางเป้าหมายการเติบโตในระดับสูง เพราะในยุคดิจิทัล ผู้บริโภคมีความต้องการแบรนด์ต่างๆและสิ่งใหม่ๆอยู่เสมอและพร้อมที่จะจ่าย นอกจากนี้ในปัจจุบันเทคโนโลยีได้เข้ามาเกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันมากขึ้น โดยบริษัทก็มีความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงเสมอ ด้วยการขยายธุรกิจให้ได้ผลประโยชน์อย่างเต็มที่ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค และนำแสนสิริไปสู่แบรนด์ระดังโลก

ล่าสุดได้ทุ่มงบมูลค่า 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2,800 ล้านบาท เพื่อร่วมทุนใน 6 ธุรกิจด้านเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์ชั้นนำของโลก ซึ่งเป็นการขยายฐานการลงทุนในธุรกิจอื่นครั้งสำคัญเพื่อสร้าแนวทางพันธมิตรในประเภทธุรกิจอันหลากหลาย สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของแสนสิริที่มุ่งให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตในอนาคต ครอบคลุมทั้งการดำเนินชีวิต การทำงาน การพักผ่อนหย่อนใจ และการเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีและสื่อรูปแบบใหม่ ๆ

โดยธุรกิจที่แสนสิริร่วมลงทุนครั้งนี้ประกอบด้วย 1. Standard International แบรนด์ที่ทรงพลังที่สุดในธุรกิจบูติกโฮเทลซึ่งพลิกโฉมหน้าวงการโรงแรมระดับไฮเอนด์แบบใหม่ไปสู่อีกรูปแบบ โดยแสนสิริจะเป็นผู้ถือหุ้น 35% ในสี่กลุ่มธุรกิจของ Standard International ประกอบด้วย The Standard Hotel Operations and Management, Bunkhouse Group, แอพพลิเคชั่น One Night และธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มของโรงแรม ซึ่งแสนสิริจะพัฒนาที่อยู่อาศัยควบคู่กับโรงแรม ซึ่งในระยะแรกจะมีการเข้าไปเป็นเชนบริหารที่กทม.และภูเก็ต

 

2. One Night แอปพลิเคชั่นจองโรงแรมที่ปฎิวัติวิธีการจองภายในวันเข้าพักในโรงแรมที่คัดสรรมาอย่างดีจากทั่วโลกให้เลือก โดยแสนสิริจะช่วยส่งเสริมให้ One Night พัฒนาได้อย่างเต็มศักยภาพและเติบโตในตลาดนานาชาติ โดยเฉพาะในเอเชีย

 

3. Hostmaker ผู้ให้บริการบริหารการเช่าที่พักอาศัยและผู้บริหารการจองที่พักอันดับหนึ่งของ Airbnb ที่ได้รับรางวัลการันตีคุณภาพมาแล้ว แสนสิริเล็งเห็นถึงเทรนด์ home-sharing หรือการแบ่งที่พักอาศัยให้เช่ากำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะส่งผลให้บริการด้านบริหารที่พักอาศัยเติบโตขึ้นตามไปด้วย Hostmaker ดำเนินธุรกิจในลอนดอน โรม ปารีส และบาเซโลน่า โดยให้บริการลูกค้าผู้พักอาศัยมาแล้วกว่า 150,000 คนทั่วโลก โดย Hostmaker จะขยายธุรกิจสู่เอเชียภายใต้การสนับสนุนของแสนสิริ ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างรายได้ใหม่ ๆ จากตลาดนอกประเทศไทยให้กับแสนสิริ

 

4.JustCo ผู้ให้บริการโคเวิร์คกิ้งสเปซที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันเปิดให้บริการทั้งหมด 11 แห่ง และมีแผนจะเปิดสาขาใหม่อีก 20 แห่งในในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2561 แสนสิริเล็งเห็นว่าในอนาคตองค์กรขนาดใหญ่จะหันมาใช้สถานที่ทำงานแบบโคเวิร์คกิ้งสเปซมากขึ้นเพื่อส่งเสริมให้พนักงานเกิดพลังสร้างสรรค์ การผสมผสานทางความคิด และพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดี แสนสิริจึงวางเป้าหมายให้ JustCo ขยายการเติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยการร่วมกันวางแผนเปิดตัว JustCo สาขาใหม่ 4 แห่งในกรุงเทพฯ ในปี 2561 รวมทั้งขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องในเอเชีย ขณะนี้มองการขยายพื้นที่ โคเวิร์คกิ้งสเปซ ไว้ 2 อาคารคือ อาคารเอไอเอ ถนนสาทร และอาคารออล ซีซันส์เพลส พื้นที่รวมประมาณ 5,000-6,0000 ตารางเมตร คาดว่าจะสามารถขยายโคเวิร์คกิ้งสเปซได้ครบ 30 แห่งทั่วเอเชียแปซิฟิกภายในปี 2561 ซึ่งแสนสิริเองก็สามารถเข้าถึงฐานสมาชิกของ JustCo ซึ่งเป็นผู้บริโภคที่มีศักยภาพสูงกว่า 12,000 คนเช่นกัน

 

5. Farmshelf ผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมการเพาะปลูกแบบอัตโนมัติ ซึ่งช่วยให้ทุกคนสามารถปลูกผักเพื่อการบริโภคได้ง่ายดายภายในบ้านหรือที่ทำงาน แสนสิริลงทุนใน Farmshelf เนื่องจากเล็งเห็นถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจด้านสุขภาพ และแนวโน้มของผู้บริโภคที่มีความต้องการอาหารคุณภาพที่สดใหม่ รวมทั้งปรากฏการณ์การพักอาศัยแบบร่วมมือแบ่งปันกัน (collaborative living) Farmshelf มีโอกาสทางธุรกิจอันมหาศาลเพื่อการนำไปใช้ในโครงการที่พักอาศัยต่าง ๆ ของแสนสิริ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ลูกบ้าน การร่วมเป็นพันธมิตรครั้งนี้คือโอกาสสำคัญในการขยายธุรกิจให้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วสู่ทั่วภูมิภาคเอเชีย ซึ่งในระยะแรกจะขยายไปที่โครงการบ้านเดี่ยวของแสนสิริฯก่อน หลังจากนั้นจึงขยายไปยังคอนโดฯ คาดว่าจะเริ่มต้นได้ในเดือนมีนาคม 2561และ

 

6.Monocle แบรนด์สื่ออันทรงอิทธิพลระดับโลก ครอบคลุมทั้งสิ่งพิมพ์ ออนไลน์ วิทยุ ภาพยนตร์ รีเทล และธุรกิจบริการ Monocle จะทำหน้าที่ส่งเสริมแบรนด์แสนสิริและพันธมิตรให้โดดเด่นยิ่งขึ้น โดยช่วยกำหนดและวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค เชื่อมโยงสู่กลุ่มลูกค้าของ โดย Monocle ยังเล็งเห็นถึงโอกาสสำคัญในการพัฒนาธุรกิจที่ใช้ชื่อแบรนด์ร่วมกันในเซกเตอร์ใหม่ในอนาคต นอกจากนี้แสนสิริยังมีแผนในการพัฒนาโครงการที่พักอาศัยแบบมิกซ์ยูสแนวคิดใหม่ร่วมกับ Monocle ในกรุงเทพฯ ในปี 2561

 

“การลงทุนครั้งนี้นับเป็นการพัฒนาที่อยู่นอกเหนือธุรกิจหลักของเราเป็นครั้งแรก เรากำลังขยายธุรกิจสู่ตลาดโลกและมุ่งลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพที่ดีในการสร้างรายได้ใหม่ ๆ จากธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ และอาศัยพันธมิตรในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของเราไปพร้อม ๆ กัน ก้าวสำคัญต่อไปของเราคือการมุ่งตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคโดยการสร้างสรรค์แพลตฟอร์มระดับโลกที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ ซึ่งจะผลักดันให้แสนสิริก้าวสู่ความเป็นแบรนด์ระดับโลก เป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมทั้งการผนึกกำลังร่วมกับพันธมิตรที่หลากหลายยังนับเป็นการพลิกโฉมแสนสิริเพื่อสร้างการเติบโตสู่อนาคต โดยให้ความสำคัญใน 3 ด้านคือ 1. การลงทุนเชิงกลยุทธ์ในแบรนด์ไลฟ์สไตล์ระดับโลก 2. การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการพักอาศัย หรือ PropTech ร่วมกับผู้พัฒนาเทคโนโลยีชั้นนำ และ 3. การเสริมสร้างบทบาทความเป็นผู้นำและขยายฐานกลุ่มเป้าหมายผ่านสื่อไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียม”  นายเศรษฐา กล่าว

 

ทั้งนี้ SIRI เป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจรซึ่งมีมูลค่ายอดขายโครงการมากกว่า 40,000 ล้านบาทต่อปี อีกทั้งยังมีชื่อเสียงอันแข็งแกร่งในต่างประเทศ ทั้งจีน ฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวัน และญี่ปุ่น ด้วยเป้าหมายยอดขายในตลาดต่างประเทศในปี 2560ที่ 12,000 ล้านบาท

 

ด้านนายวันจักร์ บุรณศิริ ประธานผู้บริหารสายงาน การเงินและสนับสนุนธุรกิจ SIRI กล่าวว่าบริษัทจะวางงบลงทุนในระยะเวลา 3 ปี (ปี2561-2563) เพื่อใช้ในการลงทุนกิจการใหม่ๆ โดยจะเน้นในธุรกิจที่มีนวัตกรรม และเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อที่จะรองรับการเติบโตในอนาคต

 

ส่วนแผนการเข้าลงทุนใน 2 โครงการของ บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน)หรือ PACE คือโครงการนิมิต หลังสวน (ทั้งโครงการ) และห้องชุดที่พักอาศัยในโครงการเดอะริทซ์ –คาร์ลตัล เรสซิเดนเซส บางกอก(จํานวน 53 ห้องชุด) ในโครงการมหานคร นั้นได้รับการรับการแนะนำจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)หรือ SCB โดยใช้ระยะเวลามนการเจรจาประมาณ 2-3 สัปดาห์ แต่ปัจจุบันยังไม่สามารถเปิดเผยถึงมูลค่าการเข้าซื้อ และรายละเอียดอื่นๆได้ เพราะคงต้องมีการต่อรองเรื่องราคากันอีกครั้งหนึ่ง โดยคาดว่าจะใช้ระยะเวลาประมาณ 60 วัน ในการเข้าประเมินมูลค่าสินทรัพย์ หลังจากนั้นจึงจะประกาศผลการตรวจสอบทรัพย์สินที่ซื้อขาย  ( Due Dilligence)ได้

ทั้งนี้ บริษัทยืนยันว่าจะไม่มีการเพิ่มทุนเพื่อนำเงินมาลงทุนในทั้ง 2 โครงการของ PACE เนื่องจากปัจจุบันบริษัทฯมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) เพียง 1.1 เท่า และยังมีกระแสเงินสดหมุนเวียนอยู่ประมาณ 2,000 ล้านบาท พร้อมกันนี้บริษัทฯยังจะมีการออกหุ้นกู้เพิ่มเติมในปี 2561 ด้วย

 

อย่างไรก็ตามในปี2561 บริษัทฯตั้งเป้ายอดขายจะเติบโตที่ 10-15% จากปีนี้ที่มั่นใจว่าจะทำได้ตามเป้าหมาย 40,000ล้านบาท โดยบริษัทเตรียมงบซื้อที่ดินปีหน้าไว้ที่ประมาณ 12,000-13,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการพัฒนาโครงการเพิ่มเติม โดยแผนการดำเนินกิจการโดยละเอียดจะยื่นเสนอต่อคณะกรรมการบริษัทและสามารถเปิดเผยได้ในช่วงปลายปี2560นี้

 

ทั้งนี้จากบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) หรือ SCBS ระบุว่าSIRI จะตัดสินใจเข้าซื้อทั้ง 2โครงการของ PACE ขั้นตอนสุดท้ายในวันที่ 6 มกราคม 2561 ซึ่งประกอบด้วย คอนโดฯนิมิต หลังสวน ซึ่งมีจำนวน 174 ยูนิต ราคาเฉลี่ย 300,000 บาท/ตารางเมตรมูลค่าโครงการ 8,000 ล้านบาทปัจจุบันมียอดขายแล้ว 97% และมีกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จในปี2562 ส่วนโครงการเดอะริทซ์ –คาร์ลตัล เรสซิเดนเซส บางกอก จํานวน 53 ห้องชุด ราคาขายเฉลี่ยที่ 500,000 บาท/ตารางเมตร มูลค่ารวม 6,500 ล้านบาท

 

เมื่อใช้สมมติฐานอัตรากำไรสุทธิของโครงการเหล่านี้ที่ 10% (เท่ากับอัตรากำไรสุทธิปัจจุบันของ SIRI)โครงการเหล่านี้จะให้กำไรสุทธิ 1,500 ล้านบาท หรือเท่ากับ 38% ของประมาณการกำไรสุทธิปี2561

Comments

comments