“ออริจิ้น”กางแผนรุกแนวราบโซนตะวันออก 5ปีผุด14โครงการมูลค่า1.4หมื่นล้านบาท

Home » ข่าว » “ออริจิ้น”กางแผนรุกแนวราบโซนตะวันออก 5ปีผุด14โครงการมูลค่า1.4หมื่นล้านบาท

“ออริจิ้น”กางแผนรุกแนวราบโซนตะวันออก 5ปีผุด14โครงการมูลค่า1.4หมื่นล้านบาท

Posted on

ออริจิ้นเปิดแผนรุกตลาดแนวราบ5ปี ผุด14 โครงการ มูลค่า 14,000 ล้านบาท ปักหมุดพื้นที่โซนตะวันออกหวังรับอานิสงส์EEC ดึง”ศุภลักษณ์ จันทร์พิทักษ์”อดีตลูกหม้อ 3 ยักษ์อสังหาฯ นั่งแท่นเอ็มดีบริหารแนวราบ นำร่อง “บริทาเนีย ศรีนครินทร์” เปิดพรีเซล 2 วันยอดขายพุ่งเกินเป้า 240 ล้านบาท มั่นใจ 3-5 ปี รายได้แนวราบแตะ20% 


นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI
เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานตลาดแนวราบว่า ภายในระยะเวลา 5 ปี(‪2561-2565‬) ตั้งเป้าเปิดตัวทั้งสิ้น 14 โครงการ รวมมูลค่า 14,000 ล้านบาท มีรายได้ 12,000 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์ “บริทาเนีย” โดยแบ่งเป็น 4 เซกเมนต์ หลัก คือ 1.บริทาเนีย วิลล่า (Britania Villa) คือ บ้านเดี่ยวในระดับราคา 15-25 ล้านบาท 2.บริทาเนีย เรสซิเดนซ์ (Britania Residence) คือ บ้านเดี่ยวในระดับราคา 8-15 ล้านบาท 3.บริทาเนีย โฮม (Britania Home) คือ บ้านเดี่ยว และบ้านแฝดในระดับราคา 5-8 ล้านบาท และ4.บริทาเนีย ทาวน์ (Britania Town) คือ ทาวน์โฮม และบ้านแฝด ระดับราคา 3-5 ล้านบาท โดยสัดส่วน  80% จะเน้นการพัฒนาโครงการบ้านระดับราคา 3-8 ล้านบาท และอีก 20%  คือ โครงการระดับพรีเมียม ราคา 8-25 ล้านบาท

 

 

โดยเน้นการพัฒนาในรูปแบบของมิกซ์โปรดักส์ บ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์เฮาส์ รอบกทม.-ปริมณฑล และจังหวัดในพื้นที่โครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือEEC ใน 2 จังหวัดหลักคือชลบุรีและระยอง โดยแต่ละพื้นที่ที่เข้าไปพัฒนาต้องมีขนาดตั้งแต่ 20 ไร่ขึ้นไป และต้องเป็นทำเลที่มีดีมานด์ ซึ่งระยะแรกยังเน้นโซนตะวันออกของกทม.เป็นหลัก โดยเฉพาะโซนบางนา ที่จะกลายเป็นซีบีดีแห่งใหม่ เพราะบริษัทฯมีความเชี่ยวชาญในทำเลดังกล่าว อีกทั้งราคาที่ดินก็พุ่งสูงต่อเนื่อง 20% เพราะมีปัจจัยบวกเรื่องEEC มาสนับสนุนการเจริญเติบโต

 

“การที่เราขยายพอร์ตการลงทุนไปยังโครงการแนวราบนั้น เพื่อเพิ่มพอร์ตรายได้ให้ครอบคลุมโครงการที่อยู่อาศัยทุกประเภท หลังจากที่ก่อนหน้านี้เน้นการลงทุนโครงการคอนโดมิเนียม โรงแรมและคอมเมอร์เชียล นอกจากนี้โครงการแนวราบยังสามารถสร้างรายได้เข้ามายังบริษัทได้เร็วนับจากซื้อที่ดินมาเมื่อประมาณ 1 ปี ทำให้รอบบัญชีหมุนเร็วขึ้นต่างจากโครงการประเภทอื่น เช่นคอนโดมิเนียม ที่ต้องใช้ระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปีนับจากซื้อที่ดินจึงจะมีรายได้กลับเข้ามา”นายพีระพงศ์ กล่าว

นายพีระพงศ์ กล่าวต่อไปว่า เพื่อเป็นการสร้างความแกร่งและเสริมศักยภาพจึงได้ดึง “นางศุภลักษณ์ จันทร์พิทักษ์” ซึ่งมีประสบการณ์จาก 3 บริษัทอสังหาฯรายใหญ่รวมกว่า 30 ปี คือ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตทจำกัด(มหาชน)หรือPS ,บริษัท เอพี(ไทยแลนด์)จำกัด(มหาชน)หรือ APและบริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)หรือANANมาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ โครงการแนวราบทั้งหมดของORI เริ่มจากการพัฒนาโครงการ”บริทาเนีย ศรีนครินทร์” ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 22 ไร่ ประกอบด้วย บ้านเดี่ยว 2 ชั้น และบ้านแฝด 2 ชั้น จำนวน 149 ยูนิต ขนาดที่ดินตั้งแต่ 35-50 ตารางวา ระดับราคาเริ่มต้นที่ 4.65-8 ล้านบาท มูลค่าโครงการประมาณ 800 ล้านบาท โดยได้เปิดพรีเซลไปแล้วเมื่อวันที่ 18-19 พฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา สามารถทำยอดขายได้ถึง 43 ยูนิต มูลค่าประมาณ 240 ล้านบาท สูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ถึง 2-3 เท่าตัว เนื่องจากสินค้ามีความแตกต่างจากผู้ประกอบการรายอื่นในทำเลเดียวกัน ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่

 

“ทำเลที่ตั้งของบริทาเนีย ศรีนครินทร์  ตั้งอยู่โซนบางนา- สมุทปราการ (ซอยหนามแดง)ซึ่งถือเป็นทำเลศักยภาพ น่าจับตามอง ที่ตลาดแนวราบเติบโตสูง โดยในปีที่ผ่านมามีมูลค่าขายสูงถึง 22,075 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 15% ของตลาดแนวราบทั้งกรุงเทพ และปริมณฑล มีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่องจากการขยายตัวของรถไฟฟ้าสายสีเหลือง  (ลาดพร้าว-สำโรง),ห้างสรรพสินค้าชั้นนำต่างๆ เนื่องจากราคาที่ดินบริเวณถนนศรีนครินทร์ โดยเฉพาะช่วงใกล้ศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ และพาราไดซ์ พาร์ค มีราคาสูง โดยในปี ‪2558-2559‬ ราคาอยู่ที่ประมาณ 200,00-300,000 บาทต่อตารางวา และคาดว่าหากการก่อสร้างรถไฟฟ้า มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม คาดว่าจะทำให้ราคาที่ดินขยับตัวเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 10% โดยปัจจุบันราคาที่ดินติดถนนศรีนครินทร์ อยู่ที่ประมาณ 12-13 ล้านบาท/ไร่”นายพีระพงศ์ กล่าว

 

สำหรับในปี2561 มีแผนจะพัฒนาแนวราบอีก 2 โครงการ มูลค่า 1,600 ล้านบาท โดยมีที่ดินรองรับแล้วแปลงแรกอยู่ใกล้เมกะบางนา บนพื้นที่ 60 ไร่ ส่วนอีกแปลงอยู่ในโซนตะวันออกเช่นกัน ขณะนี้อยู่ในระหว่างการรวมที่ดินให้มีขนาดใหญ่มากกว่า 100 ไร่ แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ และคาดว่าทั้ง 2โครงการจะสามารถสร้างรายได้ 900 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ในอนาคต3-5 ปี คาดว่าจะมีสัดส่วนรายได้จากคอนโดฯ 2,000 ล้านบาท และจากโครงการแนวราบสัดส่วน 20% จากปี2561 ที่ตั้งเป้ารายได้รวม 14,000 ล้านบาท ที่มีแผนจะเปิดตัวใหม่ทั้งสิ้น 12 โครงการ รวมมูลค่า 25,000 ล้านบาท

 

“บริษัทตั้งเป้าหมายเป็นผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร ครอบคลุมทุกกลุ่มสินค้า ซึ่งหลังจากที่ประสบความสำเร็จจากการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม เราจึงแผนขยายการลงทุนไปยังโครงการแนวราบ ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตาม Road Map ของบริษัทที่ได้วางเป้าไว้ จะขึ้นแท่นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ระดับแนวหน้าของไทย ด้วยการเป็น 1 ใน 3 บริษัทผู้พัฒนาและให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ภายในปี 2565”นายพีระพงศ์ กล่าวในที่สุด

Comments

comments