LPN เร่งระบายสต็อกพร้อมหันลงทุนออฟฟิศอีกครั้งในรอบ 20 ปี

Home » ข่าว » LPN เร่งระบายสต็อกพร้อมหันลงทุนออฟฟิศอีกครั้งในรอบ 20 ปี

LPN เร่งระบายสต็อกพร้อมหันลงทุนออฟฟิศอีกครั้งในรอบ 20 ปี

Posted on

“แอลพีเอ็น”เร่งเครื่องระบายสต็อกสินค้าในมือ 20,000 ยูนิตรวมมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท ควบคู่กับลุยเปิดโครงการใหม่เพิ่ม 10 โครงการมูลค่ารวมกว่า 15,000-20,000 ล้านบาท พร้อมหันมาลงทุนพัฒนาอาคารสำนักงานครั้งแรกในรอบ 20 ปีย่านวิภาวดี ล่าสุด เตรียมเปิดขายห้องชุดโครงการ “ลุมพินี เพลส พระราม 3-ริเวอร์ไรน์”ในวันเสาร์ที่ 9 ธันวาคมนี้ รวมมูลค่า 1,700 ล้านบาท

 

นางสาวเสาวณี อังกูรพิพัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานบริหารการขาย บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด(มหาชน) (LPN) เปิดเผยถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯในปี 2561 ว่าบริษัทฯจะเน้นการเปิดตัวโครงการใหม่ควบคู่ไปกับการเร่งระบายที่อยู่อาศัยที่เป็นสินค้าคงค้าง หรือ inventory ที่มีอยู่ประมาณ 20,000 ยูนิต (ซึ่งมีทั้งสินค้าเก่าและสินค้าที่เปิดใหม่ในปี 2560) รวมมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้มีที่อยู่อาศัยที่สร้างเสร็จพร้อมอยู่ประมาณ 7,000 ยูนิต ที่บริษัทฯจะต้องวางแผนการขายและการตลาดอย่างเข้มข้นเพื่อระบายให้หมดในช่วงไตรมาส 1-3 ปี 2560 โดยจะเน้นขายให้กับกลุ่มนักลงทุนซื้อเพื่อปล่อยเช่า เป็นต้น

 

ส่วนการเปิดตัวโครงการใหม่นั้นในปีหน้าเบื้องต้นเปิดตัว 10 โครงการรวมมูลค่าประมาณ 15,000- 20,000 ล้านบาท ปัจจุบันมีที่ดินที่จะพัฒนาแล้ว 2-3 แปลงคือ ที่ถนนวิภาวดี ซอย 3(ทะลุถนนพหลโยธิน 18ได้) เนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ตามแผนจะพัฒนาเป็นมิกซ์ยูส ทั้งที่อยู่อาศัย(คอนโดฯ)และอาคารสำนักงาน 2 อาคารรองรับกลุ่มสตาร์ทอัพ แบ่งการพัฒนาออกเป็นเฟสๆรวมมูลค่าโครงการทั้งสิ้นประมาณ 4,000 ล้านบาท ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการในรายละเอียด ซึ่งจะเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปีที่แอล.พี.เอ็น.หันมาลงทุนพัฒนาอาคารสำนักงานอีกครั้ง ส่วนอีกแปลงคือที่ สุทธิสาร เนื้อที่ 2-3 ไร่จะพัฒนาเป็นคอนโดฯขายตารางเมตรละประมาณ 100,000 บาท เป็นต้น

 

ส่วนภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงท้ายของปี 2560 นี้ นางสาวเสาวณี กล่าวให้ความเห็นว่า ในไตรมาส 4 นี้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์เปิดตัวโครงการใหม่กันมากขึ้น ระดับราคาขายจะอยู่ที่ 2-5 ล้านบาท และระดับราคาที่ขายดีสุด คือระดับราคาที่ 3-5 ล้านบาท และคาดว่าในปี 2561 จะเห็นผู้ประกอบการพัฒนาโครงการใหม่ในระดับราคา 2-5 ล้านบาทมากขึ้น

ล่าสุดบริษัทฯได้เปิดตัวโครงการ “ลุมพินี เพลส พระราม 3-ริเวอร์ไรน์ ” โครงการคอนโดมิเนียม สูง 35 ชั้น 1 อาคาร บนเนื้อที่กว่า 3 ไร่ จำนวน 719 ยูนิต ขนาดพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 24-51.50  ตารางเมตร (ตร.ม.)รวมมูลค่า 1,700 ล้านบาท ราคาขายประมาณ 89,000-99,000 บาทต่อ ตร.ม.หรือราคาขายเริ่มต้น 1.78 ล้านบาท เจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายคนทำงานรุ่นใหม่ในย่านพระราม 3 สีลม สาทร โดยจะเริ่มก่อสร้างในปี 2561 และคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 2562 อย่างไรก็ตามบริษัทเตรียมเปิดขายอย่างเป็นทางการในวันเสาร์ ที่ 9 ธันวาคม 2560 นี้ และคาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะมียอดขาย 30%

โครงการ “ลุมพินี เพลส พระราม 3- ริเวอร์ไรน์” ภายใต้แนวคิด “Embrace of the River” คอนโดบรรยากาศสุดโรแมนติคด้วยอ้อมกอดแห่งสายน้ำเจ้าพระยา บนโค้งแม่น้ำที่ดีที่สุด ใกล้สะพานภูมิพล 1 สามารถทอดสายตาชมวิวสวยๆ และวิว “บางกระเจ้า” พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ของคนเมือง   สะดวกสบายด้วยการเดินทางอันรวดเร็วจากถนนพระราม 3 เข้าถนนนราธิวาสราชนครินทร์เพื่อมุ่งหน้าสู่ใจกลางย่านเศรษฐกิจ สีลม สาทร รวมทั้งยังมีศูนย์การค้า Community Mall, Lifestyle Mall และร้านอาหารที่ตั้งอยู่ในทำเลพระราม 3 จำนวนมาก รวมถึงอาคารสำนักงานขนาดใหญ่

สำหรับภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยทำเลพระราม 3-ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บริษัทฯเชื่อว่ายังมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากในอนาคตจะมีโครงการขนาดใหญ่ถูกพัฒนาขึ้น เช่น โครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา โครงการ Asiatique 2 บนพื้นที่กว่า 30 ไร่ มูลค่ากว่า 2,000-3,000 ล้านบาท และโครงการพัฒนาพื้นที่สถานีแม่น้ำ บนพื้นที่กว่า 227 ไร่ มูลค่าลงทุนกว่า 96,000 ล้านบาท เป็นต้นในส่วนของราคาที่ดิน มีระดับราคาอยู่ที่ 350,000-400,000 บาทต่อตารางวา (ตร.ว.)

ทั้งนี้พบว่าปัจจุบันโครงการคอนโดฯที่มีการเปิดขายในทำเลถนนพระราม 3 – ริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีอยู่ที่ 9 โครงการ รวม 6,600 ยูนิต ราคาขายเฉลี่ย 120,000 บาทต่อ ตร.ม. โดยมีอัตราการดูดซับแล้วกว่า 90% ซึ่งอีก 10% ที่เหลือขายส่วนจะเป็นห้องที่มีขนาดใหญ่ ระดับขายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 80,000-90,000 บาทต่อ ตร.ม.

 

สำหรับผลประกอบการด้านยอดขายในช่วง 10 เดือนปี 2560 มีประมาณ 15,000 ล้านบาทและคาดว่าสิ้นปีน่าจะได้ตามเป้าคือ 16,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามในปี 2561 บริษัท ฯตั้งเป้ามีรายได้ 12,000 ล้านบาท จากปีนี้ 8,000 ล้านบาท เติบโตเกือบ 50% และมียอดขายที่ 18,000 ล้านบาท

Comments

comments