แมกโนเลียฯประกาศผุดมิกซ์ยูสโปรเจกต์ “เดอะ ฟอเรสเทียส์”มูลค่ากว่า9หมื่นล้าน

Home » ข่าว » แมกโนเลียฯประกาศผุดมิกซ์ยูสโปรเจกต์ “เดอะ ฟอเรสเทียส์”มูลค่ากว่า9หมื่นล้าน

แมกโนเลียฯประกาศผุดมิกซ์ยูสโปรเจกต์ “เดอะ ฟอเรสเทียส์”มูลค่ากว่า9หมื่นล้าน

Posted on

แมกโนเลียฯประกาศผุดมิกซ์ยูสโปรเจกต์ยักษ์ “เดอะ ฟอเรสเทียส์(THE FORESTIAS )”บนพื้นที่กว่า 300 ไร่ ย่านบางนา-ตราด กม.29 มูลค่ากว่า 90,000 ล้านบาท ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ เน้นพื้นที่สีเขียวมากถึง60% พร้อมเปิดขายที่พักอาศัยปีหน้า และก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งโครงการในปี65 แย้มปี61เล็งขยายฐานธุรกิจไปภูมิภาคเอเชีย

 

นายกิตติพันธุ์ อุยยามะพันธุ์ (ซ้าย) และนายวิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ (ขวา)

 

นายวิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) บริษัทในกลุ่มบริษัท ดีทีจีโอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (DTGO) เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ความเจริญด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีนับว่ามีบทบาทความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พร้อมทั้งเชื่อมโยงชีวิตและไลฟ์สไตล์ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งท่ามกลางความเจริญด้านวัตถุ ได้ส่งสัญญาณถึงปัญหาระดับโลกที่กำลังแทรกซึมและส่งผลกระทบต่อโลก อาทิ ระบบนิเวศธรรมชาติเสื่อมถอย เกิดช่องว่างของสมาชิกในครอบครัว สมาชิกต่างคนต่างใช้ชีวิต จนเกิดเป็นความห่างเหิน การเก็บตัว และอาจนำ ไปสู่ภาวะซึมเศร้า หรือการขยายตัวอย่างรวดเร็วของสังคมผู้สูงอายุ เป็นต้น

 

ดังนั้นบริษัทฯจึงมีความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์และพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ เพื่อลดช่องว่างและสร้างความสุขอย่างยั่งยืน ด้วยการออกแบบโครงการและการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้ในการร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมถึงการเพิ่มพื้นที่เพื่อให้คนในครอบครัวทั้ง 4 เจนเนอเรชั่น ได้ใช้เวลาร่วมกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์กันและกัน จนเกิดเป็นคอมมูนิตี้ที่น่าอยู่ขึ้น จึงได้นำที่ดินกว่า 300 ไร่ ย่านบางนา-ตราด กม.7 ขึ้นมาพัฒนาโครงการมิกซ์ยูส “เดอะ ฟอเรสเทียส์(THE FORESTIAS )” มูลค่าโครงการกว่า 90,000 ล้านบาท พัฒนาภายใต้คอนเซ็ปต์ “Imagine Happiness” 

 

 

ด้านนายกิตติพันธุ์ อุยยามะพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) กล่าวว่า โครงการดังกล่าวจะเป็นการพัฒนาและก่อสร้างใน 2 ส่วนหลักใช้พื้นที่มากกว่า 600,000 ตารางเมตร คือ 1.ที่อยู่อาศัย สัดส่วนรวม 55%ประกอบด้วย บ้านและคอนโดฯ ภายใต้แบรนด์ “Mulberry Grove Residences”  ,คอนโดมิเนียม แบรนด์ “วิสซ์ดอม”และที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ แบรนด์ “Aspen Tree Residences”  ซึ่งมีทั้งบ้านเดี่ยวและคอนโดมิเนียม  2.ธุรกิจที่สร้างรายได้ระยะยาว สัดส่วน 45% ประกอบด้วย ประกอบด้วย อาคารสำนักงาน,โรงแรมระดับ 4 ดาว คาดว่าจะเป็นเชนจาก Evason ,โรงแรมระดับ 6 ดาว คาดว่าจะเป็นแบรนด์ Six Senses ,รีเทล ซึ่งมี 3 ส่วนด้วยกันคือ คอมมูนิตี้ เซ็นเตอร์,แฟมิลี่ไลฟ์ เซ็นเตอร์ และวอล์กกิ้ง สตรีท นอกจากนี้ยังมีในส่วนของ เมดิคอล คอมเพล็กซ์ และโรงเรียนอนุบาล

 

 

สำหรับในส่วนของ เมดิคอล คอมเพล็กซ์หรือศูนย์สุขภาพ นั้นบริษัทฯมีแผนที่จะร่วมกับโรงพยาบาลชั้นนำซึ่งมีความเป็นไปได้ทั้งในรูปแบบของการร่วมลงทุน หรือ MQDC ลงทุนเอง แล้วให้โรงบาลผู้เป็นพันธมิตรบริหาร หรือให้โรงพยาบาลลงทุนและบริหารเอง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจาอยู่ 2-3 ราย จึงไม่สามารถเปิดเผยได้ในขณะนี้

 

นอกจากนี้ภายในโครงการยังเน้นพื้นที่สีเขียวมากถึง 60% จากพื้นทั้งหมดกว่า 300 ไร่ โดยในส่วนของงานขายจะเริ่มเปิดตัวในปี 2561 และเริ่มดำเนินการก่อสร้างในไตรมาส3/2562 คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งโครงการในปี 2565

 

“โครงการดังกล่าวถือว่าเป็นอสังหาริมทรัพย์แบบ Mixed-Use Lifestyle โมเดลแรกของโลกที่ครบบริบูรณ์รายล้อมด้วยโครงการที่อยู่อาศัย พื้นที่รีเทล อาคารและสำนักงาน ศูนย์สุขภาพ อาคารนวัตกรรมแห่งอนาคต ผืนป่าสันทนาการ พื้นที่กิจกรรมสำหรับชุมชน ศูนย์เรียนรู้ และนับเป็นครั้งแรกของการสร้างธรรมชาติระบบนิเวศของผืนป่าที่สมบูรณ์ขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชีย โดยในโครงการได้ใช้องค์ประกอบสำคัญ 4 หมวดใหญ่ หรือ Eternal 4 ประกอบด้วย คือ 50 Shades of Nature ความสุขในการใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติระบบนิเวศขนาดใหญ่ Connecting 4 Generations ความสุขในการดีไซน์พื้นที่ความอบอุ่นให้กับครอบครัวได้ใช้ชีวิตร่วมกันครอบคลุมถึง 4 เจนเนอเรชั่น Community of Dreamsความสุขบนพื้นที่และสาธารณูปโภคที่ให้ทุกคนได้ทำกิจกรรมร่วมกัน Sustainnovation for Well-being ความสุขด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน ซึ่งนับเป็นดีเอ็นเอของ MQDC ที่สร้างแนวคิดใหม่ของการใช้ชีวิตทั้งในวันนี้ และในอนาคตต่อไป” นายกิตติพันธุ์ กล่าว

 

 

ทั้งนี้บริษัทได้ร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มาร่วมสร้างสรรค์ประสบการณ์การอยู่อาศัยภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมให้ผู้อยู่อาศัยมีความสุข นับเป็นโมเดลแรกของโลก ได้แก่Foster + Partners ที่ปรึกษาการออกแบบวางผังและงานสถาปัตยกรรม EEC Engineering Network ร่วมวิจัยและพัฒนางานระบบอาคาร ตามแนวทางของบริษัทเรา คือ ยึดหลักSustainnovation ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าเข้ามาสร้างต้นแบบของงานระบบอาคารที่เน้นความยั่งยืนและความรับผิดชอบ      ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของโครงการAtelier Ten ร่วมทำวิจัย ศึกษาและวางแผนการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งรวมไปถึงระบบนิเวศให้มีความสมดุลและยั่งยืน โดยการใช้นวัตกรรมต่างๆ รวมถึงเป็นผู้ตรวจสอบและควบคุมการออกแบบและการก่อสร้างเพื่อเป็นต้นแบบของการพัฒนาโครงการชั้นนำของโลก ITEC Entertainment จะเป็นผู้สร้างสรรค์ประสบการณ์และสันทนาการที่จะเกิดขึ้นภายในโครงการ เพื่อทำให้ผู้อยู่อาศัยและผู้เยี่ยมเยือนโครงการได้พบกับประสบการณ์ที่พิเศษสุด Six Senses ร่วมบริหารและให้บริการ ด้านการบริหารโรงแรมและที่อยู่อาศัย (Hospitality and Residential) ที่ยึดหลักการอยู่อาศัยร่วมกับธรรมชาติ สุขภาพ และความยั่งยืน

 

นอกจากนี้แผนการดำเนินงานในปี2561บริษัทฯยังมีแผนที่จะรุกการพัฒนาอสังหาฯไปยังประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียด้วย แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ ทั้งนี้ต้องดูระยะเวลาที่เหมาะสมเสียก่อน

 

อนึ่ง “เดอะ ฟอเรสเทียส์(THE FORESTIAS ) ถือว่าเป็นอีก 1 โปรเจกต์ใหญ่บนถนนบางนา-ตราด(ถนนเทพรัตน) หลังจากที่ก่อนหน้านี้บริษัท ไฮดู เบสท์ กรุ๊ป จำกัด ได้ประกาศลงทุน โครงการ “Trust City (ทรัส ซิตี้)”บนที่ดินกว่า 500 ไร่ บริเวณถนนบางนา-ตราด กม.29  มูลค่ากว่า 100,000 ล้านบาท ที่หวังจะให้เป็น World Exhibition & Trade Centre เมืองส่งเสริมการค้าและศูนย์แสดงสินค้าระดับโลกที่ใหญ่และครบวงจรที่สุดแห่ง AEC+6 ซึ่งจะกลายเป็น Fintech Hub (ฟินเท็ค ฮับ) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คของประเทศไทย คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2563 ซึ่งหากทั้ง 2 โครงการแล้วเสร็จก็จะยิ่งเสริมศักยภาพพื้นที่ย่านบางนา-ตราด เพิ่มมากขึ้น เพราะถือว่าเป็นเส้นทางที่เชื่อมต่อพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

 

Comments

comments