กรุงเทพฯ!! แออัด(over crowded) หรือหนาแน่นสูง(high density)

Home » บทความ » กรุงเทพฯ!! แออัด(over crowded) หรือหนาแน่นสูง(high density)

กรุงเทพฯ!! แออัด(over crowded) หรือหนาแน่นสูง(high density)

Posted on

ทุกวันนี้ออกจากบ้านมาทำงานตอนเช้า ไม่ว่าเพื่อนๆจะเป็นคนที่ขึ้นรถเมล์, BTS, MRT (ขนส่งมวลชน) หรือขับรถมาทำงาน รู้สึกเหมือนกันใช่ไหมคะ? กรุงเทพฯนี่ “คน”เยอะจริงๆ รถประจำทางคนเต็ม วินรถตู้ ก็คนต่อแถวยาวสุดลูกหูลูกตา BTS ,MRT ไม่ต้องพูดถึง คนแน่นจนแทบจะรวมร่างกับเพื่อนร่วมทางได้เลยทีเดียว พอ”คน”เยอะขนาดนี้? เคยมีคำถามเกิดขึ้นในใจไหมคะ? กรุงเทพฯ มันแออัดไปหรือเปล่า? หรือพื้นที่ 1,569 ตารางกิโลเมตรที่กรุงเทพฯมี จะสามารถรองรับคนได้มากแค่ไหนกันเชียวนะ? แม้เราจะรู้สึกว่าคนในกรุงเทพฯ เยอะคนขนาดนี้แล้ว แต่เราก็ยังจะเห็นคนต่างจังหวัดและชาวต่างชาติเข้ามาทำงาน อยู่อาศัย และใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆอยู่ดี

เชื่อมั่นว่า ต้องมีเพื่อนๆหลายๆคนรู้สึกว่ากรุงเทพฯ แน่นแล้ว แน่นมากแล้ว พื้นที่ 1,569 ตารางกิโลเมตรรองรับคนกว่า 5 ล้านคน (นับตามทะเบียนราษฎร) มันหนาแน่นไปแน่ๆ ต้องขยายสิ!!
ต้องเล่าให้ฟังแบบนี้ค่ะ อย่างแรกพวกเราประชากรที่ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพมหานคร ต้องแยกก่อนนะคะ หนาแน่นสูง และ แออัด สองคำนี้ความหมายทางวิชาไม่เหมือนกันนะคะ มันต่างกันยังไง

เมืองที่มีความหนาแน่นสูง

ความหนาแน่นสูง หมายถึง มีการออกแบบวางผังอย่างดี ได้มาตรฐาน มีโครงสร้างพื้นฐานเพียงพอที่จะรองรับประชาชนได้เป็นจำนวนมาก อย่างปลอดภัย สะดวก มีสุขอนามัยและความเป็นอยู่ที่ดี เช่น การรื้อร้างสร้างใหม่พื้นที่เมืองเดิมที่เคยเป็นชุมชนแออัด ให้มีถนน สาธารณูปโภคและสาธารณูปการเพียงพอที่จะเป็นศูนย์กลางพาณิชยกรรมเมือง หรือถ้าเพื่อนๆคนไหนเคยอ่านกฏหมายที่เกี่ยวข้องอสังหาฯผ่านๆตา จะเห็นว่ามีกำหนดให้พื้นที่ต่างๆในเมือง โดยเฉพาะกรุงเทพฯชั้นในถูกกำหนดให้มี F A R ระหว่าง 6:1 ถึง 10:1 เพื่อให้เมืองหนาแน่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมืองที่มีความแออัด

ความแออัด หมายถึง มีลักษณะทางกายภาพที่ไม่เหมาะสม จนเกิดความไม่สะดวก ไม่ปลอดภัย ไม่มีสุขอนามัยและไม่มีความเป็นอยู่ที่ดี เช่น สลัม อาคารเพียงชั้นเดียวหรือสองชั้น แต่ไม่มีการออกแบบทางกายภาพที่ดี และไม่มีโครงสร้างพื้นฐานที่ได้มาตรฐานเพียงพอ
ถ้าเป็นเหล่านักวิชาการจะพูดว่าอาคารเหล่านี้มี F A R ไม่ถึง 2:1 เพราะมีอาคารสูงสุดแค่สองชั้นเท่านั้น จึงไม่นับว่าเป็นพื้นที่ที่มีความหนาแน่นสูง แต่มีความแออัดจนไม่สามารถอยู่อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้นั้นเอง..

ลองคิดภาพตามนะคะ ตอนนี้เพื่อนๆเห็นกรุงเทพฯ เป็นแบบไหนมีตึกสูงระฟ้า อยู่ทั่วทุกพื้นที่ ไม่เหลือที่ให้สามารถขึ้นตึกสูงเพื่อรับการอยู่อาศัยของคนได้อีกแล้วหรือเปล่า? ยังมีบ้านเดี่ยว 1-2 ชั้น ตึกแถว ที่อยู่อาศัยที่มีความหนาแน่นน้อยๆแทรกอยู่ไหม?
ถ้าพูดแค่ในมุมอสังหาฯ ที่พวกเราเหล่านักลงทุนรู้กัน กรุงเทพชั้นในแทบไม่เหลือที่ดินแปลงใหญ่ๆ ให้พัฒนาโครงการได้อีกแล้ว แต่ถ้าพูดในมุมของการพัฒนาทั้งกรุงเทพฯ กรุงเทพฯยังสามารถรองรับความหนาแน่นได้อีกค่ะ เรามีประเทศเพื่อนบ้าน ที่ในบ้านเมืองเค้าหนาแน่นมากกว่าเราเป็นกรณีศึกษาได้หลายประเทศเลยนะคะ ในบทความนี้ ยกมา 3 เมืองด้วยกัน สิงคโปร์ ฮ่องกง และโตเกียว เปรียบเทียบจากสัดส่วนพื้นที่เนื้อเมือง กับจำนวนประชากรนะคะ

 

กรุงเทพฯ

เราทำกราฟฟิกมองให้เป็นภาพง่ายๆนะคะ กรุงเทพฯ มีประชากร (ตามทะเบียนราษฏร) ประมาณ 5 ล้านคน (กราฟฟิกคนสีน้ำเงิน 5 หน่วย) และมีพื้นที่เนื้อเมือง 1,569 ตารางกิโลเมตร (พื้นที่ 3 หน่วย)

สิงคโปร์

สิงคโปร์ มีจำนวนประชากรเท่าเรานะคะ แต่เค้ามีพื้นที่น้อยกว่าเราประมาณครึ่งหนึ่ง

ฮ่องกง

ในขณะที่ฮ่องกงมีประชากรมากกว่าเรา และยังมีพื้นที่น้อยกว่าเราอีกด้วย

โตเกียว

และโตเกียวเป็นเมืองที่พื้นที่มากกว่าเราประมาณ 500 ตารางกิโลเมตร แต่มีประชากรมากกว่าเราเกือบ 2 เท่าตัว

 

ข้อมูลประชากรอาจมีความคาดเคลื่อน อ้างอิงจาก Wikipedia.com

เราอาจเห็นโครงการอสังหาฯคอนโดมิเนียมทั้ง Low-rise, High rise เพิ่มมากขึ้นในพื้นที่กรุงเทพชั้นใน และขยายไปตามแนวรถไฟฟ้า ในความเป็นจริงกรุงเทพฯยังมีพื้นที่โล่งว่างและพื้นที่รกร้างตามตรอกซอยอีกมากมาย ยังมีพื้นที่ที่เป็นสลัมอีกหลายแห่งที่รอการบูรณะปรับปรุง หรือพัฒนาใหม่ อาจพูดได้เต็มปากเลยว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่โตตามชายขอบโครงสร้างพื้นที่ฐาน (ribbon development) ซึ่งหากเป็นแบบนี้ต่อไป เราจะเห็นการกระจายการเติบโตของเมืองอย่างไม่มีที่สิ้นสุดตามแนวถนน และเส้นรถไฟฟ้าต่างๆ ซึ่งลุกล้ำและสิ้นเปลืองทรัพยากรอย่างขาดประสิทธิภาพ ทั้งหมดนี้อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เราเห็น รัฐบาลพยายามปรับปรุงผังเมืองรวมฉบับใหม่ หรือเพิ่มกฏหมายต่างๆ เช่น กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อให้พื้นที่รกร้างทั้งหลายถูกพัฒนาไปในทิศทางควรจะเป็น…

Comments

comments