รฟท. ลงนามสัญญาจ้างโครงการรถไฟทางคู่ระยะเร่งด่วน 5 เส้นทาง มูลค่ากว่า 6.9 หมื่นลบ.

Home » ข่าว » รฟท. ลงนามสัญญาจ้างโครงการรถไฟทางคู่ระยะเร่งด่วน 5 เส้นทาง มูลค่ากว่า 6.9 หมื่นลบ.

รฟท. ลงนามสัญญาจ้างโครงการรถไฟทางคู่ระยะเร่งด่วน 5 เส้นทาง มูลค่ากว่า 6.9 หมื่นลบ.

Posted on

รฟท. ลงนามสัญญาจ้างโครงการรถไฟทางคู่ระยะเร่งด่วน 5 เส้นทาง มูลค่ากว่า 6.9 หมื่นลบ. พร้อมเริ่มก่อสร้าง ได้ในไตรมาส1/2561กำหนด แล้วเสร็จปลายปี2565

 

วันนี้ (28 ธันวาคม 2560)  เวลา 10.30 น. ณ ห้องราชดำเนิน โรงแรมรอยัลปริ๊นเซส กรุงเทพฯ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จัดพิธีลงนามสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะเร่งด่วน 5 เส้นทาง ระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยนายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟฯ ร่วมลงนามในสัญญา กับ บริษัทผู้รับจ้างที่ผ่านการคัดเลือกด้านราคาทั้ง 9 สัญญา โดยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีลงนาม พร้อมด้วยนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และนายชาติชาย ทิพย์สุนาวี ปลัดกระทรวงคมนาคม ร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามในครั้งนี้

 

นายอานนท์  เหลืองบริบูรณ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟฯ เปิดเผยว่า การลงนามในสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะเร่งด่วน (เฟสแรก) ในวันนี้เป็นการลงนามในการก่อสร้าง 5 เส้นทาง จำนวน 9 สัญญา ประกอบด้วย ช่วงลพบุรี – ปากน้ำโพ ช่วงมาบกะเบา – ชุมทางถนนจิระ ช่วงนครปฐม – หัวหิน ช่วงหัวหิน – ประจวบคีรีขันธ์ และ ช่วงประจวบคีรีขันธ์ – ชุมพร รวมระยะทาง 702 กิโลเมตร มูลค่าการก่อสร้างทั้งสิ้น รวม 69,531,000,000 บาทโดยมีรายละเอียดแต่ละสัญญาดังนี้

 

  1. งานก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงมาบกะเบา – ชุมทางถนนจิระ ระยะทาง 136 กิโลเมตร แบ่งออกเป็น สัญญาที่ 1 ช่วงมาบกะเบา – คลองขนานจิต วงเงิน 7,560,000,000 บาท ระยะเวลาก่อสร้าง 48 เดือน และสัญญาที่ 3 งานอุโมงค์รถไฟ วงเงิน 9,290,000,000 บาท ระยะเวลาก่อสร้าง 42 เดือน โดยมีบริษัทอิตาเลี่ยนไทย ดีเวลลอปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และ กิจการร่วมค้า ไอทีดี-อาร์ที เป็นผู้รับจ้างสัญญางานก่อสร้าง
  2. งานก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงประจวบคีรีขันธ์ – ชุมพร ระยะทาง 168 กิโลเมตร แบ่งออกเป็น สัญญาที่ 1 ช่วงประจวบ – บางสะพานน้อย วงเงิน 6,465,000,000 บาท ระยะเวลาก่อสร้าง 33 เดือน และสัญญาที่ 2 ช่วงบางสะพานน้อย – ชุมพร 5,992,000,000 บาท ระยะเวลาก่อสร้าง 36 เดือน โดยมีกิจการร่วมค้า เคเอส – ซี และ กิจการร่วมค้า เอสทีทีพี เป็นผู้รับจ้างสัญญางานก่อสร้าง
  3. งานก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงนครปฐม – หัวหิน ระยะทาง 169 กิโลเมตร แบ่งออกเป็น สัญญาที่ 1 ช่วงนครปฐม – หนองปลาไหล วงเงิน 8,198,000,000 บาท ระยะเวลาก่อสร้าง 36 เดือน และสัญญาที่ 2 ช่วงหนองปลาไหล – หัวหิน วงเงิน 7,520,000,000 บาท ระยะเวลาก่อสร้าง 36 เดือน โดยมีบริษัท เอ เอส แอสโซซิเอส เอนยิเนียริ่ง 1964 จำกัด และ บริษัท ชิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับจ้างสัญญางานก่อสร้าง
  4. งานก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงลพบุรี – ปากน้ำโพ ระยะทาง 145 กิโลเมตร แบ่งออกเป็น สัญญาที่ 1 ช่วงบ้านกลับ – โคกกระเทียม วงเงิน 10,050,000,000 บาท ระยะเวลาก่อสร้าง 48 เดือน และสัญญาที่ 2 ท่าแค – ปากน้ำโพ วงเงิน 8,649,000,000 บาท ระยะเวลาก่อสร้าง 36 เดือน โดยมีกิจการร่วมค้า ยูเอ็น-เอสเอชและ บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับจ้างสัญญางานก่อสร้าง
  5. งานก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงหัวหิน – ประจวบคีรีขันธ์ ระยะทาง 84 กิโลเมตร วงเงิน 5,807,000,000 บาท ระยะเวลาก่อสร้าง 30 เดือน โดยมีบริษัท อิตาเลี่ยนไทย ดีเวลลอปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับจ้างสัญญางานก่อสร้าง

นายอานนท์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ทั้ง 9 สัญญา ในครั้งนี้ มีมูลค่าการก่อสร้างทั้งสิ้น รวม 69,531,000,000 บาท และหากการดำเนินการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ระยะเร่งด่วน 7 เส้นทางแล้วเสร็จ การรถไฟฯ จะมีระยะทางเพิ่มขึ้นอีก 995 กิโลเมตร หรือเพิ่มขึ้น 24.6 % ของเส้นทางรถไฟทั้งประเทศ ซึ่งสามารถพลิกโฉมการขนส่งทางรถไฟได้อย่างชัดเจน เพราะจะทำให้มีความจุของทางรถไฟเพิ่ม สามารถรองรับขบวนรถเพิ่มขึ้นได้ไม่น้อยกว่า 2 เท่าตัว มีความปลอดภัยในการขนส่งผู้โดยสาร และสินค้าเพิ่มขึ้น สามารถเพิ่มความรวดเร็วและความตรงต่อเวลา ในการเดินขบวนรถไฟได้อีกด้วย

 

ทั้งนี้การรถไฟแห่งประเทศไทย มีโครงการที่จะพัฒนาทางคู่อย่างต่อเนื่อง เพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายการคมนาคมพื้นฐานอื่น ๆ เน้นการบริหารจัดการขนส่งมวลชน สินค้าและบริการ ทั้งในพื้นที่ชนบท เมือง และระหว่างประเทศเข้าด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งเป็นการแก้ไขปัญหาจุดตัดทางรถไฟโดยใช้แนวทางการก่อสร้างสะพานรถยนต์ข้ามทางรถไฟ (Overpass) หรือทางลอดใต้ทางรถไฟ (Underpass) ช่วยเพิ่มความเร็วและความปลอดภัยในการเดินทางด้วยรถไฟ สามารถแก้ไขปัญหาจราจรที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และที่สำคัญจะเป็นการลดอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดทางรถไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งภายหลังจากการลงนามแล้ว การรถไฟฯ จะให้ผู้รับจ้างเริ่มดำเนินการก่อสร้างในช่วงไตรมาส 1 ปี 2561 ให้แล้วเสร็จตามแผนภายในปลายปี 2565

Comments

comments