“ไรมอนแลนด์”กางแผน3ปีรุก5ธุรกิจ หวังสร้างรายได้ระยะยาวต่อยอดลงทุน

Home » ข่าว » “ไรมอนแลนด์”กางแผน3ปีรุก5ธุรกิจ หวังสร้างรายได้ระยะยาวต่อยอดลงทุน

“ไรมอนแลนด์”กางแผน3ปีรุก5ธุรกิจ หวังสร้างรายได้ระยะยาวต่อยอดลงทุน

Posted on

ไรมอน แลนด์ฯเชื่อเศรษฐกิจปีจอยังทรงตัว แต่โครงการระดับลักชัวรี่ยังไปได้ ประกาศแผนลงทุนรุก 5 ธุรกิจ หวังเพิ่มสัดส่วนรายได้ระยะยาวต่อยอดลงทุนอนาคต แย้มปี61จ่อผุดคอนโดฯลักชัวรี่ ราคา 10ล้านบาทขึ้นไป 2 ทำเล รวมมูลค่า 8,794 ล้านบาท เผยหลังร่วมทุนกลุ่ม”บ้านหญิง”เตรียมรุกธุรกิจF&Bต่างประเทศหวังขยายฐานตลาด 10-15 สาขาในปี63 ตั้งเป้ารายได้ปี62 โตก้าวกระโดดกว่า 2,000 ล้านบาท

 


มร.เอเดรียน ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด(มหาชน)หรือRML เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2561 ว่ายังทรงตัวจากปี 2560 เพราะเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่ อันเนื่องมาจากการเมืองในประเทศที่ยังไม่มีความชัดเจน ทำให้นักลงทุนยังไม่มีความเชื่อมั่น  อย่างไรก็ตามในส่วนของโครงการระบบสาธารณูปโภคที่ภาครัฐได้ลงทุนไป รวมไปถึงการสนับสนุนการลงทุนในพื้นที่โครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก(EEC)หากยังเป็นรัฐบาลชุดเดิมก็จะถูกขับเคลื่อนให้เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการมีการขยายการลงทุนได้มากขึ้น

 

ในส่วนของอสังหาริมทรัพย์ระดับบนมองว่ายังมีอัตราการเติบโตที่ดีอยู่ เพราะเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง ที่ยังมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในทำเลที่ดีในเมืองอยู่มาก ในขณะที่ซัพพลายของโครงการระดับบนในทำเลที่ดีในกรุงเทพฯไม่มากนัก ซึ่งในปีนี้คาดว่าจำนวนยูนิตของโครงการคอนโดมิเนียมทั้งหมดจะอยู่ที่ 70,000-80,000 ยูนิต แต่จะมีโครงการระดับลักชัวรี่ที่ราคาตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไปเพียง 4,000ยูนิตเท่านั้น ซึ่งซัพพลายกลุ่มระดับราคาดังกล่าวจะไม่มีผลกระทบ

 

สำหรับแผนการลงทุนของบริษัทฯในช่วงระยะเวลา 3 ปีนี้(‪2561-2563‬)จะขยายรุกธุรกิจอย่างต่อเนื่องใน 5 ธุรกิจ ได้แก่ 1.ธุรกิจอสังหาฯที่ยังเป็นธุรกิจหลักเน้นการพัฒนาในย่านใจกลางเมือง พื้นที่ 2-3 ไร่ ราคาตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ตั้งเป้ารายได้ 5,000 ล้านบาท/ปี 2.ธุรกิจคอมเมอร์เชียล ที่จะรุกขยายมากขึ้น และภายใน 5 ปี จะมีพื้นที่ให้เช่า 1,000,000 ตารางเมตร   3.ธุรกิจHospitality ที่คาดว่าจะมีรายได้1,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 5 ปี 4.ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) ที่คาดว่าภายในระยะเวลา 3-5 ปี จะมีรายได้ 1,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 10-15% จากปีนี้จะเริ่มรับรู้รายได้ 100 ล้านบาท  และ5.ธุรกิจดิจิทัล ที่คาดว่าจะมีผู้ใช้บริการ 10 ล้านคน/ปี

 

มร.เอเดรียน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี2561 นี้ จะเปิดตัวคอนโดฯระดับลักชัวรี่ 2 โครงการ รวมมูลค่าประมาณ 8,794 ล้านบาท ได้แก่ คอนโดฯ บริเวณซอยสาทร12 จำนวน 203 ยูนิต มูลค่าโครงการ 3,927 ล้านบาท และคอนโดฯย่านสุขุมวิท บริเวณสถานีรถไฟฟ้าพร้อมพงษ์ จำนวน 237 ยูนิต มูลค่าโครงการ 4,867 ล้านบาท โดยทั้ง 2 โครงการจะมีระดับราคาตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งจะเปิดการขายพร้อมกันในไตรมาส4/2561

 

ส่วนในครึ่งปีแรก2561 จะเน้นการพัฒนาอาคารสำนักงานในย่านเพลินจิต พื้นที่ 61,000 ตารางเมตร จะส่งมอบที่ดินแล้วเสร็จภายในเดือนเมษายนนี้ และจะเริ่มก่อสร้างในช่วงไตรมาส 4/2561และคาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดให้บริการในช่วงไตรมาส 2/2564 โดยในช่วงไตรมาส 2/2561 บริษัทจะเปิดให้ผู้สนใจจองพื้นที่ล่วงหน้า ซึ่งคาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดี และคาดว่าหลังจากเปิดให้บริการจะสร้างรายได้เฉลี่ย800 ล้านบาท/ปี

 

อีกทั้งยังอยู่ระหว่างการมองหาทำเลในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ประเภทให้เช่าใหม่ในกรุงเทพฯอีกประมาณ 40,000 ตารางเมตร เพื่อบรรลุเป้าหมายมีพื้นที่เช่ารวม 100,000 ตารางเมตร ในช่วง 3-5 ปี (ปี2563-2565)

 

ทั้งนี้บริษัทจะพยายามเพิ่มสัดส่วนจากรายได้ประจำในช่วง3-5 ปีนี้ให้
มากกว่า 50% เพื่อเป็นการกระจายรายได้ และเป็นธุรกิจที่สร้างกระแสเงินสดเข้ามาให้กับบริษัทได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งสร้างความมั่นคงให้กับบริษัท และมีเงินนำไปลงทุนต่อยอดได้  ในขณะที่สัดส่วนรายได้จากธุรกิจพัฒนาและขายอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยจะลดลงเป็น 40% จากปัจจุบันรายได้ส่วนใหญ่มาจากธุรกิจพัฒนาและขายอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัย

 

ส่วนงบซื้อที่ดินในปีนี้บริษัทตั้งไว้ที่ 2,000 ล้านบาท และงบสำหรับการลงทุนในธุรกิจอื่นๆอีก 10-50 ล้านบาท โดยจะมีธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้นมาที่เป็นธุรกิจดิจิทัล ซึ่งอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อม และคาดว่าจะเปิดตัวในช่วงเดือนสิงหาคมนี้

“กลยุทธ์การดำเนินงานของบริษัทตั้งแต่ปี2561 เป็นต้นไป จะมีการกระจายและสร้างรายได้ประจำมากขึ้น นอกเหนือจากรายได้จากการขายโครงการที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรี่ โดยบริษัทกระจายการลงทุนไปสู่ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) ด้วยการร่วมทุนกับบริษัท บางกอก วูดเด้น สพูน จํากัด เจ้าของร้านอาหารบ้านหญิง โดยจัดตั้งบริษัทร่วมทุน คือบริษัท บ้านหญิง ไพรเวท จำกัด (BAAN YING PTE. LTD)โดยบริษัท สยาม สพูน ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ RML ที่ถือหุ้น 99.99 % ถือหุ้นในบริษัทร่วมทุนสัดส่วน 51% และบริษัท บางกอก วูดเด้น สพูน ถือหุ้นสัดส่วน 49% ทุนจดทะเบียน 35 ล้านบาท เพื่อขยายฐานไปยังตลาดต่างประเทศ”มร.เอเดรียน กล่าว

 

มร.เอเดรียน กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้วางแผนขยายธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมไปถึงไต้หวันและจีน ซึ่งตั้งเป้าเปิดร้านอาหารรวม 10-15 สาขา ภายในปี 2563 โดยหัวเมืองเป้าหมายที่จะไปเปิดร้านอาหาคือสิงคโปร์ กัวลาลัมเปอร์ พนมเปญ ฮานอย โฮจิมินห์ เซินเจิ้น และกวางโจว โดยจะใช้แบรนด์ในเครือบ้านหญิง และการบริหารร้านอาหารและเครื่องดื่มจากทีมงานบ้านหญิง


อย่างไรก็ตามในปี 2562คาดว่าจะมีรายได้มากกว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งมาจากการโอนโครงการคอนโดมิเนียมมากขึ้น โดยจะมีโครงการเดอะ ลอฟท์ อโศก ที่มีการโอนเข้ามาต่อเนื่องจากปี 2562 และยังมีรายได้จากธุรกิจใหม่เข้ามาทั้งธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัลเข้ามาเสริมอีกด้วยส่วนยอดขายในปี 2561 บริษัทคาดว่าจะทำสถิติสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่องเพิ่มขึ้นเป็น 5,000 ล้านบาท จากปีก่อนที่ทำได้ 4,000 ล้านบาท

ด้านนายทรงศร จั่นสัญชัย ผู้อำนวยการและผู้ก่อตั้ง บ้านหญิง กรุ๊ป กล่าวเสริมเกี่ยวกับแผนการลงทุนธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มภายใต้การร่วมทุนกับ RML ว่า ในปี 2561จะมีการเปิดร้านอาหารและเครื่องดื่มในประเทศสิงคโปร์ทั้งหมด 6 สาขา โดยร้านอาหาร 2 แห่งแรกจะเปิดในอาคาร รอยัล สแควร์ (Royal Square) ซึ่งตั้งอยู่ในเขตคอมเพล็กซ์เพื่อสุขภาพของโนวีน่า เฮล ซิตี้ (Novena Health City) ในไตรมาส 1/2561 ซึ่งจะมีร้าน ดิงค์ ดิงค์ (Dink Dink) ร้านอาหารขนาด 68 ที่นั่ง ตั้งอยู่บนชั้น 1 นำเสนออาหารไทยในบรรยากาศสบายๆ เน้นความสะดวก รวดเร็ว และมีเมนูก๋วยเตี๋ยวต้มยำกุ้ง และเครื่องดื่มไทยโบราณ สำหรับรับประทานทั้งภายในและภายนอก ส่วนร้าน บ้านหญิง ขนาด 126 ที่นั่ง ตั้งอยู่บนชั้น 2 ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ และแบรนด์ดั้งเดิมของ “บ้านหญิง กรุ๊ป” โดยนำเสนออาหารไทยที่คนไทยรับประทานทุกวัน ซึ่งเมนูได้รับการคัดสรรมาเป็นอย่างดีในสไตล์ไทยร่วมสมัย และร้านที่ 3 ภายใต้คอนเซ็ปท์สไตล์ ฮ็อต พ็อท (Hot Pot) ไทย-อีสาน ที่มีรสชาดจัดจ้าน มีแผนจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไตรมาส 4/2561 พร้อมกับมีแผนจะเปิดให้บริการร้านอาหารทะเลระดับพรีเมี่ยมริมแม่น้ำในกรุงเทพฯเช่นเดียวกัน

 

“ในฐานะที่เป็นธุรกิจครอบครัว เราได้นำเสนออาหารไทยมานานกว่า 20 ปี ด้วยเมนูที่เป็นที่นิยมต่างๆทั่วประเทศไทย คุณภาพอาหารของเรามีความสดใหม่ ทันสมัย และปรุงจากวัตถุดิบที่มีคุณภาพ การร่วมมือกับไรมอน แลนด์ในครั้งนี้ เรามุ่งหวังที่จะนำเสนออาหารไทยแก่นักชิมนานาประเทศให้ได้ลิ้มรสอาหารไทยแท้ๆ และเป็นครั้งแรกที่บ้านหญิงได้ออกไปเปิดตลาดในต่างประเทศ”นายทรงศร กล่าวในที่สุด

Comments

comments