“ชีวาทัย”แจงแผน3ปีปรับเพิ่มพอร์ตแนวราบสร้างรายได้ต่อเนื่อง

Home » ข่าว » “ชีวาทัย”แจงแผน3ปีปรับเพิ่มพอร์ตแนวราบสร้างรายได้ต่อเนื่อง

“ชีวาทัย”แจงแผน3ปีปรับเพิ่มพอร์ตแนวราบสร้างรายได้ต่อเนื่อง

Posted on

ชีวาทัยฯแย้มแผน 3 ปี ปรับพอร์ตแนวราบเพิ่มขึ้นหวังสร้างรายได้สม่ำเสมอ ปี61ตั้งงบลงทุน 3,500 ล้านบาท เปิดตัว 7 โครงการใหม่ รวมมูลค่า 5,915 ล้านบาท แย้มเล็งซื้อที่ดินอย่างน้อย 12 แปลง สนผุดโฮมออฟฟิศ-ทาวน์ชิป เมินย้ายซื้อขายหุ้นตลาดSET ตั้งเป้ารายได้ปี61-62 ไม่ต่ำกว่า 2,400 ล้านบาท เติบโตประมาณ 20%

 


 

นายบุญ ชุน เกียรติ กรรมการผู้จัดการ  บริษัท ชีวาทัย  จำกัด (มหาชน)   หรือCHEWA  เปิดเผยถึง   แนวโน้มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในปี 2561 ว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะได้รับปัจจัยบวกจากการขยายตัวของเศรษฐกิจ การลงทุนโครงการเมกะโปรเจกต์ของภาครัฐ ทั้งโครงการรถไฟฟ้า รถไฟทางคู่ มอเตอร์เวย์ และโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่มีความชัดเจนเป็นรูปธรรม ส่วนแนวโน้มของตลาดที่อยู่อาศั ยย่านใจกลางเมือง ยังมีการเปิดตัวโครงการคอนโดมิ เนียมใหม่ ๆ โดยเฉพาะตามแนวรถไฟฟ้าส่วนต่ อขยายเพิ่มมากขึ้น เช่น แอร์พอร์ตลิงค์ และแนวรถไฟฟ้าสายในอนาคต ทั้ง สายสีเหลืองและสีชมพู รวมถึงสายสีเขียวและสีน้ำเงิน เป็นต้น  ส่งผลให้ผู้ที่ต้องการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยให้ ความสนใจเพิ่มขึ้น

 

 

สำหรับแผนการดำเนินงานภายในระยะเวลา 3 ปีนับจากนี้ จะปรับสัดส่วนรายได้จากโครงการคอนโดมิเนียม อยู่ที่ 55% โครงการแนวราบ (บ้านเดี่ยว, ทาวน์โฮม)40% และรายได้จากโรงงานอุตสาหกรรมให้เช่าอีก 5% จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนรายได้จากโครงการคอนโดมิเนียมประมาณ 90 %และโครงการแนวราบประมาณ 10% ทั้งนี้เพื่อสร้างรายได้ให้มีความสม่ำเสมอ แทนการพึ่งพิงรายได้จากโครงการคอนโดมิเนียมมากเกินไป เนื่องจากโครงการแนวราบการก่อสร้างเสร็จเร็ว โอนเร็ว รับรู้รายได้เร็ว ต่างจากคอนโดมิเนียมที่มีการรับรู้รายได้เมื่อสร้างเสร็จ หากไตรมาสใดที่งานก่อสร้างไม่แล้วเสร็จหรือไม่มีการโอน รายได้ก็จะติดลบ

 

 

“ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตลาดคอนโดมิเนียมเติบโตอย่างรวดเร็วมาก  การพัฒนาทำได้ยากขึ้น ทั้งจากการหาซื้อที่ดินที่ยากมากขึ้น การก่อสร้างให้ทันเวลา แต่หากมีโครงการแนวราบมากขึ้นจะช่วยให้บริษัทสามารถรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่องไม่ขาดตอน นอกจากนี้วัฒนธรรมของคนเอเชียเองยังคงชอบที่จะอยู่อาศัยบ้านมากกว่าคอนโดฯ แม้ว่าการอยู่คอนโดฯ จะช่วยแก้ปัญหาการเดินทาง มีความสะดวกสบาย แต่เมื่อผู้บริโภคอายุย่างเข้า 40-50 ปีในช่วงบั้นปลายชีวิตจะมีความต้องการอยู่อาศัยแนวราบมากกว่า” นายบุญ กล่าว

 

 

สำหรับในปี 2561 บริษัทฯได้ตั้งงบลงทุนทั้งสิ้น 3,500 ล้านบาท โดยมีแผนที่จะเปิดตัว 7 โครงการใหม่ แบ่งเป็นโครงการที่พัฒนาเอง   5 โครงการ และ 2 โครงการร่วมทุน คิดเป็นมูลค่ารวม 5,915 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.โครงการ ”ชีวาทัย เรสซิเดนท์ ทองหล่อ” (ทองหล่อ 20)  ตั้งอยู่บนพื้นที่ 1 ไร่ ครึ่ง พัฒนาในรูปแบบของคอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ สูง 8 ชั้น  ขนาด 35-45 ตารางเมตร ราคา 180,000-200,000 บาท/ตารางเมตร หรือเริ่มต้นที่ 7 ล้านบาทขึ้นไป จำนวน 155 ยูนิต มูลค่าโครงการ 954 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดตัวในไตรมาส3

 

2.โครงการ “ฮอลล์มาร์ค เกษตรนวมินทร์ ” ตั้งอยู่บนพื้นที่ 5 ไร่ พัฒนาในรูปแบบคอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ ขนาด 25-35 ตารางเมตร ราคา 70,000-80,000 บาท/ตารางเมตร หรือกว่า 2 ล้านบาทขึ้นไปต่อยูนิต จำนวน 480 ยูนิต มูลค่าโครงการ 1,700 ล้านบาท,

 

3.โครงการ “ชีวาวัลย์ พุทธมณฑล สาย 1” ซึ่งเป็นแบรนด์ใหม่ล่าสุด ตั้งอยู่บนพื้นที่ 20 ไร่ พัฒนาในรูปแบบของบ้านเดี่ยว  ขนาด 100 ตารางวาขึ้นไป ราคา 20 ล้านบาทขึ้นไป จำนวน 53 ยูนิต   มูลค่าโครงการ 1,226 ล้านบาท,

 

4.โครงการ “ชีวา โฮม รังสิต-คลอง 4”แบรนด์ใหม่ล่าสุด  ตั้งอยู่บนพื้นที่ 30 ไร่ พัฒนาในรูปแบบของทาวน์โฮมพร้อมขาย ขนาด 22-30 ตารางวา ราคา 1.5-4 ล้านบาท จำนวน 275 ยูนิต มูลค่า 700 ล้านบาท ซึ่งจะเปิดตัวในไตรมาส3 นี้

 

5.โครงการ”ชีวา โฮม ประชาอุทิศ 90” ตั้งอยู่บนพื้นที่ 30 ไร่ พัฒนาในรูปแบบทาวน์โฮม จำวน 391 ยูนิต ราคาขายเฉลี่ย 2.1 – 2.49 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 890 ล้านบาท ความคืบหน้าขณะนี้อยู่ในระหว่างการออกแบบบ้าน

 

6.โครงการ”ชีวา ฮาร์ท สุขุมวิท”  ตั้งอยู่ที่ซอยสุขุมวิท62/1 ทาวน์โฮม  ขนาด 17- 22 ตารางวา จำนวน 8 ยูนิต ราคาเริ่มต้นที่ 16 ล้านบาท  มูลค่าโครงการ 180 ล้านบาท

 

7.โครงการ “ชีวา ฮาร์ท ทองหล่อ” บริเวณสุขุมวิท 36 ตั้งอยู่บนพื้นที่ 370 ตารางวา พัฒนาในรูปแบบของทาวน์โฮม 3 ชั้นครึ่ง ขนาด 30-40 ตารางวา  จำนวน  9 ยูนิต ราคาตั้งแต่ 35 ล้านบาทขึ้นไป   มูลค่าโครงการ 270 ล้านบาท

 

นอกจากนี้บริษัทยังมีความสนใจที่จะเทกโอเวอร์โครงการที่พัฒนาแล้วด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับโอกาส ซึ่งที่ผ่านมามีผู้นำมาเสนอเป็นจำนวนมากทั้งโครงการแนวราบ แนวสูง แต่ทำเลและศักยภาพยังไม่เป็นที่น่าสนใจ แต่ถ้าหากบริษัทฯสามารถซื้อกิจการที่มีศักยภาพมาพัฒนาต่อได้ก็จะสามารถให้มีอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดด

 

อย่างไรก็ตามในปีนี้บริษัทฯยังมีแผนที่จะซื้อที่ดินอีกอย่างน้อย 12 แปลง โดยเป็นการซื้อเพื่อพัฒนาอาคารสูง 2 แปลง ,อาคารโลว์ไรส์ 2 แปลง แนวราบ 2 แปลง อีกทั้งอยู่มองหาที่ดินเพื่อพัฒนาโฮมออฟฟิศอีก 3-4 แปลง คาดว่าในปีนี้จะได้ที่ดินประมาณ 2 แปลง รวมไปถึงที่ดินพัฒนาแบรนด์ “ชีวา ฮาร์ท” ซึ่งเป็นโครงการร่วมทุน 1 แปลง และที่ดินแปลงใหญ่ โดยสนใจพัฒนาโครงการในรูปแบบทาวน์ชิป 1 แปลง ซึ่งต้องการที่ดินที่มีขนาดประมาณ 100 ไร่ และต้องมีดีมานด์ เพื่อพัฒนาได้หลายโครงการระยะเวลา 5-10 ปี  และไม่ต้องเสียระยะเวลาในการหาซื้อที่ดินยาก

 

ส่วนกรณีที่จะย้ายการซื้อขายหุ้นจากตลาดmai ไปซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) นั้น ปัจจุบันยังไม่มีความสนใจที่จะย้ายแต่อย่างใด เนื่องจากในตลาดmai มีความสัมพันธ์ที่ดีกันมาตลอด อีกทั้งคณะกรรมการบริษัท(บอร์ด)ยังไม่มีมติอนุมัติ ดังนั้นหากไม่มีความจำเป็นก็ยังไม่อัพเกรดขึ้นไปซื้อขายหุ้นในSET แต่อย่างใด

 

สำหรับในปี 2561-2561 บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโตไม่ ต่ำกว่า 2,400 ล้านบาท เติบโตประมาณ 20% จากปี 2560 ที่มีรายได้ 2,040 ล้านบาท ปัจจุบันบริษัทมียอดขายรอโอน(Backlog) อยู่ที่ประมาณ 1,500 ล้านบาท

 

Comments

comments