JSPปรับทัพหลังเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้น ดึงมืออาชีพเสริมแกร่ง-รุกแนวราบรับรู้รายได้เร็ว

Home » ข่าว » JSPปรับทัพหลังเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้น ดึงมืออาชีพเสริมแกร่ง-รุกแนวราบรับรู้รายได้เร็ว

JSPปรับทัพหลังเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้น ดึงมืออาชีพเสริมแกร่ง-รุกแนวราบรับรู้รายได้เร็ว

Posted on

เจ.เอส.พี.เผยหลังปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้น ตั้งเป้า3ปี โตไม่ต่ำกว่า25%
ดึง”สมชาย วรุณพันธุลักษณ์”อดีตมือการเงินQHเสริมทัพสร้างความแกร่ง เตรียมนำสินทรัพย์ไม่ก่อรายได้ 13 แปลงตัดขายเสริมสภาพคล่อง นำเม็ดเงินลงทุนโปรเจกต์ใหม่ กางแผนปี61 รุกตลาดแนวราบเป็นหลัก ผุด 4 โครงการใหม่และ 4 เฟสต่อเนื่อง รวมมูลค่า 2,553 ล้านบาท ตั้งเป้ายอดขายทั้งปีแตะ 6,800 ล้านบาท

 

 

นายไพโรจน์ วัฒนวโรดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจ.เอส.พี. พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ JSP เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่เมื่อต้นปี2561 ที่ผ่านมานายลิขิต ลือสกุลกิจไพศาล ได้เข้ามาถือหุ้น และดำรงดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ผู้มีความเชี่ยวชาญในด้านการบริหารงานและการระดมทุน แทนนายทนงศักดิ์ มโนธรรมรักษา อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ถือหุ้นใหญ่ของJSP ได้จำหน่ายหุ้นในสัดส่วน 6.19% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งภายหลังการทำรายการดังกล่าว นายทนงศักดิ์เหลือสัดส่วนการถือหุ้น JSP อยู่ที่ 11.39% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ และกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับที่ 3 จากเดิมเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับที่ 1

 

สำหรับการขายหุ้นดังกล่าวของนายทนงศักดิ์ เป็นการขายให้กับผู้ถือหุ้นใหญ่ 2 ราย ได้แก่ นายบุญยง สวาทยานนท์ และนายลิขิต ลือสกุลกิจไพศาล โดยนายบุญยง สวาทยานนท์ เข้าซื้อหุ้น JSP เพิ่มในสัดส่วน 1.43% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ ส่งผลให้ภายหลังการทำรายการดังกล่าว นายบุญยง มีสัดส่วนการถือหุ้น JSP เพิ่มขึ้นเป็น 15.13% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ และกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับที่ 1 จากเดิมเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2

 

ส่วนนายลิขิต ลือสกุลกิจไพศาล เข้าซื้อหุ้น JSP จากนายทนงศักดิ์ จำนวน 4.76% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ ซึ่งภายหลังการทำรายการ นายลิขิตมีสัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 13.81% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ และกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับที่ 2 จากเดิมเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 3

 

“ปีที่ผ่านมาบริษัทฯ มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดยมีการเปลี่ยนผู้ถือหุ้นรายใหม่เข้ามาบริหาร ได้แก่ นายลิขิต ลือสกุลกิจไพศาล เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ผู้มีความเชี่ยวชาญในด้านการบริหารงานและการระดมทุน พร้อมกับมีวิสัยทัศน์ใหม่ในการขับเคลื่อนองค์กร JSP ให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยกำหนดเป้าระยะสั้น คือในปีแรกจะเป็นการปรับฐานให้มีความแข็งแรง มั่นคง และมีสภาพคล่องทางการเงินมากขึ้น อีกทั้งตั้งเป้าภายใน 3 ปีจะสร้างอัตราการเติบโตให้กับบริษัทฯ ไม่ต่ำกว่า 25% และเน้นพัฒนาอสังหาฯ แนวราบเป็นหลัก ภายใต้หลักการดำเนินงาน 3 ทิศทาง ได้แก่ สร้างทรัพย์  ซื้อขายทรัพย์ และพัฒนาทรัพย์” นายไพโรจน์ กล่าว

 

นอกจากนี้ ยังมีการดึงผู้บริหารระดับมืออาชีพที่มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารโครงสร้างการเงินและการบริหารตลาดธุรกิจให้เช่า ได้แก่ นายสมชาย วรุณพันธุลักษณ์ จากบริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด(มหาชน)หรือQH และบริษัท เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) มาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งเข้ามาช่วยดูแลในส่วนการดำเนินงาน และการจัดโครงสร้างการเงินของบริษัทฯ เพื่อให้เกิดกำไรสุทธิ ลดการด้อยค่าในสัดส่วนธุรกิจพื้นที่ให้เช่า   ให้กลับเป็นบวก พร้อมตั้งเป้ารายได้รวมสิ้นปีทะยานเพิ่มขึ้น 4,700 ล้านบาท

 

จากความแข็งแกร่งและมั่นคงของทีมบริหารแล้ว ดังนั้นบริษัทฯ จึงเดินหน้ารักษาความสำเร็จต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา ซึ่งในปี 2561 นี้จะเป็นปีของการ Keep Fighting กับ แบรนด์ยักษ์ใหญ่ที่ลงมาชิงดำตลาดอสังหาฯ ที่ราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท โดยสร้างรากฐานความเติบโตแบบยั่งยืน เน้นอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิ (Net Profit Growth) เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะทำการปรับสัดส่วนการดำเนินงานและสร้างรายได้จาก 2 กลุ่มธุรกิจหลัก คือ ธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อขาย จะทำการปรับจีพี (GP) มากขึ้น ส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์หรือธุรกิจให้เช่า มีการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นเพื่อสร้างกำไรสุทธิให้เป็นบวก

 

 

สำหรับกลยุทธ์การดำเนินงาน บริษัทฯ ได้กำหนดแนวทางเป็น 4 มิติ ได้แก่ ด้านการเงิน จะดำเนินการใน 3 ขั้นตอน คือ การเปลี่ยนแปลงแหล่งเงินกู้ระยะสั้นให้เป็นระยะยาว ซึ่งที่ผ่านมา JSP ได้ทำการชำระหนี้ จำนวน 2,500 ล้านบาท จากหุ้นกู้จำนวน 1,100 ล้านบาท และตั๋วแลกเงินระยะสั้น Bill of Exchange (B/E) จำนวน 1,400 ล้านบาท เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงทำให้สถาบันการเงินพร้อมสนับสนุนสินเชื่อในการพัฒนาโครงการ ในขณะเดียวกันบริษัทฯ เตรียมจัดหาต้นทุนทางการเงินให้ต่ำลง โดยในปี2562 เตรียมออกหุ้นกู้ใหม่ที่มีอายุ 2-3 ปี ซึ่งวางแผนจะทำการออกหุ้นกู้ในไตรมาสที่ 3 จำนวน 1,000  ล้านบาท จึงทำให้เป็นการปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับการพัฒนาโครงการที่บริษัทฯ มีกับสถาบันการเงิน

 

อีกทั้งบริษัทฯ ยังมีแผนสำหรับการขายทรัพย์สินบางส่วนที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ โดยจัดตั้งบริษัท เจ.เอส.พี. พร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเมนท์ จำกัด (JPM) เข้ามาดูแลบริหารที่ดินในส่วนของพื้นที่เปล่า ซึ่งมีทั้งหมด 13 แปลง ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่กทม.-ปริมณฑล จะมีที่ดินที่ต่างจังหวัดเพียงแปลงเดียวคือ ที่บางเสร่ จ.ชลบุรี พื้นที่ 181 ไร่ โดยแบ่งการขายออกเป็น 10 แปลง ซึ่งปัจจุบันมีผู้สนใจซื้อที่ดินดังกล่าวแล้ว และกำลังจะเซ็นสัญญาการซื้อขายที่ดินในปลายเดือนพฤษภาคมนี้ เนื้อที่ 11 ไร่ มูลค่า 343 ล้านบาท ซึ่งจะรับรู้รายได้เข้ามาในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ โดยที่บริษัทได้กำไรจากการขายที่ดินดังกล่าวมากกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งจะมาช่วยเสริมสภาพคล่องของบริษัทได้ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ ทำให้การลงทุนพัฒนาโครงการต่างๆสามารถดำเนินการได้ตามแผน

 

ส่วนพื้นที่ให้เช่า จะมุ่งเน้นการตลาดพื้นที่เช่าให้เป็นที่รู้จัก และพัฒนาตลาดให้เหมาะกับเทรนด์ไลฟ์สไตล์ (Trend Lifestyle) แต่อย่างไรก็ดี แนวทางการขายทรัพย์สินพื้นที่ธุรกิจให้เช่า บริษัทฯ ยังคงชะลอการดำเนินการ เพื่อเป็นโอกาสทางธุรกิจในการเปิดรับข้อเสนอจากนักลงทุนหรือผู้สนใจติดต่อเข้ามา ซึ่งในขณะนี้ก็มีนักลงทุนชาวต่างชาติที่ให้ความสนใจ

 

นายไพโรจน์ กล่าวเพิ่มเติมถึงแนวทางการดำเนินงานว่า ปีนี้บริษัทฯ เน้นการพัฒนาโครงการแนวราบเป็นหลัก โดยเป็นการเปิดตัว 4 โครงการใหม่ รวมูลค่า 1,967 ล้านบาท ได้แก่ 1.โครงการ เจ วิลล่า รัตนาธิเบศร์-บางบัวทอง เป็นบ้านแฝด จำนวน 182 ยูนิต ราคาเริ่มต้นที่ 4.40 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 800 ล้านบาท 2.เจ ทาวน์ เอ็กซ์คลูซีฟ บางปะกง-บ้านโพธิ์ เป็นทาวน์โฮม 55 ยูนิต ราคาเริ่มต้นที่ 1.9 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 107 ล้านบาท 3.โครงการเจ ซิตี้ บางพระ-ฉะเชิงเทรา เป็นทาวน์โฮม จำนวน 409 ยูนิต ราคาเริ่มต้นที่ 2.1 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 860 ล้านบาท และ4.โครงการเจ บิซ วงแหวนบางใหญ่ เป็นอาคารพาณิชย์ จำนวน 40 ยูนิต ราคาเริ่มต้นที่ 5 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 200 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังมีการเปิดขายเฟสใหม่ในโครงการเดิมอีก 4 โครงการ ทำเลย่านบางบัวทอง ปทุมธานีและศรีราชา ในรูปแบบของบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม และอาคารพาณิชย์ จำนวน 127 ยูนิต ราคาตั้งแต่ 3.6-7 ล้านบาท รวมมูลค่า 586 ล้านบาท

 

“การที่บริษัทฯเน้นการพัฒนาโครงการแนวราบเพราะเป็นโครงการที่สร้างรายได้กลับมาได้เร็วกว่าคอนโดมิเนียม ทำให้บริษัทมีเงินรองรับการลงทุนในโครงการต่อไป และจะเริ่มพัฒนาโครงการแนวราบระดับกลางราคา 4-6 ล้านบาท มากขึ้น จากเดิมที่พัฒนาโครงการระดับราคา 2-5 ล้านบาท เพื่อเสริมให้มูลค่าในการขายเพิ่มขึ้น ผลักดันผลการดำเนินงานให้เติบโตได้ พร้อมกับการปรับราคาขายโครงการเพิ่มขึ้น 5-10% ในปีนี้ รวมไปถึงลดต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นในการบริหารงาน ซึ่งเน้นทำตลาดแบบออนไลน์เป็นหลัก ทำการปรับการสร้างสต็อกสินค้าให้สมดุลกับยอดการขายในแต่ละเดือน ส่วนคอนโดฯคงชะลอการพัฒนาออกไปก่อน แต่ยังคงจับตาภาพรวมเศรษฐกิจภายในระหว่าง 3-5 ปีนี้ หากมีความเสถียรแล้วก็จะกลับมาลงทุนเพิ่ม” นายไพโรจน์ กล่าว

 


อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดว่าในครึ่งปีแรกจะมีรายได้อยู่ที่ 2,000 ล้านบาท หลังจากที่ไตรมาส 1/2561 ที่ผ่านมามีรายได้ 1,040 ล้านบาท ซึ่งรายได้จะมาจากการทยอยระบายสต๊อกพร้อมขายที่มีอยู่มูลค่า 10,000 ล้านบาท และทยอยรับรู้รายได้จากมูลค่ายอดขายรอโอน (Backlog) ที่มีอยู่ประมาณ 2,000 ล้านบาทภายในปีนี้ทั้งหมด ขณะที่การขายโครงการของบริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 6,800 ล้านบาทภายในปีนี้ โดยปัจจุบันทำยอดขายได้แล้ว 2,800 ล้านบาท

 

 

“การลงทุนต่างๆในปีนี้ อย่างการซื้อที่ดินก็คงไม่มี และยังไม่ได้ตั้งงบไว้ เพราะตอนนี้อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างทางการเงิน พร้อมกับทำแผนการดำเนินงานใหม่ ซึ่งใช้ระยะเวลาประมาณ 3 เดือน ซึ่งเราต้องมีการปรับสิ่งต่างๆที่ในอดีตเคยทำมาแล้วพบปัญหาค่อนข้างมาก ก็ต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหาสักระยะหนึ่ง”นายไพโรจน์ กล่าวในที่สุด

 

อนึ่ง ในช่วงปี ‪2559-2560 JSP ได้ทำการเปิดโครงการไปแล้วกว่า 25 โครงการ และมียอดขายโตสูงขึ้นตาม ลำดับ โดยเฉพาะในปี 2560 บริษัทฯ สามารถทำยอดรายได้รวมถึง 4,521 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของ‬ปีก่อนที่มีรายได้รวม 3,327 ล้านบาท ซึ่งรายได้เพิ่มขึ้นมาถึง 35% จากปีก่อน ส่งผลให้พุ่งทะยานขึ้นติดท็อป 10 ของแบรนด์อสังหาริมทรัพย์ไทย ในกลุ่มสินค้าราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท อีกทั้งในส่วนของไตรมาสแรกในปี 2561 สามารถปรับอันดับขึ้นมาเป็นอันดับ 6 ของแบรนด์อสังหาริมทรัพย์ไทยในกลุ่มสินค้าราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท

 

 

 

Comments

comments