ปรับเกมกลยุทธ์ธุรกิจอสังหาฯ พิชิตใจผู้บริโภคยุค 4.0

Home » ข่าว » ปรับเกมกลยุทธ์ธุรกิจอสังหาฯ พิชิตใจผู้บริโภคยุค 4.0

ปรับเกมกลยุทธ์ธุรกิจอสังหาฯ พิชิตใจผู้บริโภคยุค 4.0

Posted on

ตลาดที่อยู่อาศัยของไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นหลังจากที่ได้ชะลอตัวในช่วงหลังมาตรการกระตุ้นของภาครัฐได้หมดลง อีไอซีประเมินมูลค่ายอดโอนจะฟื้นตัวราว 7% ในปี 2561 ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐาน ขนาดครอบครัวที่เล็กลง และความต้องการในทำเลที่มีศักยภาพสูง ซึ่งผลักดันให้เกิดการพัฒนาโครงการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องและทำให้การแข่งขันรุนแรงขึ้น

 

นอกจากนี้ ภาวะตลาดปัจจุบันที่เป็นตลาดของผู้ซื้อกลายเป็นโจทย์ที่ยากขึ้นในการพัฒนาโครงการต่อๆ ไป ผู้ประกอบการจึงต้องระมัดระวังในการเปิดโครงการใหม่มากขึ้น สร้างความแตกต่าง และเข้าใจผู้บริโภคให้ลึกขึ้นบว่า 3 กลยุทธ์สำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันคื 1) ออกแบบโดยให้ความสำคัญต่อความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากยิ่งขึ้น 2) จับมือพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อพัฒนาสินค้า ถ่ายทอดความรู้ เข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่ และสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ และ 3) พัฒนาแพลตฟอร์มบริการหลังการขายใหม่ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในการขายและต่อยอดนำ Big data มาพัฒนาสินค้าและบริการ

นายวิธาน เจริญผล ผู้อำนวยการอาวุโสคลัสเตอร์ธุรกิจบริการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจกิจและธุรกิจ  (Economic Intelligence Center :EIC)ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงผลวิจัยล่าสุดพบว่าไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างของผู้บริโภคในแต่ละช่วงอายุ รวมถึงนวัตกรรมเทคโนโลยีล้วนมีอิทธิพลต่อการพัฒนาและการขายโครงการที่อยู่อาศัยในอนาคต  ในส่วนของตลาดคอนโดมิเนียม ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับพื้นที่ส่วนกลาง รวมทั้งอยากอยู่ใกล้แหล่งชุมชน ใกล้แหล่งร้านอาหารและเครื่องดื่มเพิ่มเติมจากแค่ใกล้รถไฟฟ้า นอกจากนี้ บทบาทของเทคโนโลยีอย่าง smart home มีแนวโน้มจะกลายเป็น new normal ในอนาคต โดยเฉพาะด้านที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและการจัดการพลังงาน นอกจากนี้ ผู้บริโภคจะเปรียบเทียบและหาข้อมูลผ่านช่องทางดิจิทัลมากขึ้นซึ่งข้อมูลการเข้าใช้บริการเหล่านี้จะกลายเป็นแหล่งข้อมูลขนาดใหญ่ที่จะช่วยให้ธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์เข้าใจผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้นอีก

 

แม้ว่าผู้บริโภคไทยส่วนใหญ่อยากได้ที่อยู่อาศัยแนวราบโดยเฉพาะบ้านเดี่ยว แต่คอนโดมิเนียมจะยังคงเป็นตลาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กำลังเข้าสู่วัยทำงานที่คอนโดมิเนียมเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์มากกว่ารูปแบบอื่นด้วยเรื่องทำเลและกำลังซื้อ ขณะที่กลุ่ม Gen X และเบบี้บูมเมอร์ต้องการคอนโดมิเนียมเพื่อตอบโจทย์เฉพาะ เช่น ภาระการดูแลที่อยู่อาศัยที่น้อยกว่า ซื้อเพื่อลงทุน หรือซื้อให้บุตรหลาน อย่างไรก็ดี มุมมองจากผลสำรวจพบว่าหากไม่มีข้อจำกัดในเรื่องต่างๆ ผู้บริโภคส่วนใหญ่อยากได้ที่อยู่อาศัยแนวราบมากกว่าโดย 87% ของผู้ตอบแบบสำรวจสนใจซื้อที่อยู่อาศัยแนวราบโดยเฉพาะบ้านเดี่ยว

 

การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยต้องเน้นตอบโจทย์มากกว่าแค่การอยู่อาศัยเพื่อสอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งรวมถึงการให้ความสำคัญกับพื้นที่ส่วนกลาง และทำเลใกล้สิ่งอำนวยความสะดวก ผู้บริโภคไทยให้ความสำคัญกับความสมดุลของการทำงานและการใช้ชีวิต และยอมรับการแชร์ในสังคมมากขึ้น ส่งผลให้พื้นที่และฟังก์ชั่นการใช้งานพื้นที่ส่วนกลางในโครงการมีผลต่อการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยมากขึ้น ผู้ประกอบการจึงควรออกแบบฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลายมากขึ้นอย่างเช่น การมี co-working space และ co-recreation ในที่อยู่อาศัย ตลอดจนพื้นที่ที่จะสามารถรองรับการแชร์ในด้านอื่นๆ ต่อไปในอนาคต เช่น พื้นที่จอดรถยนต์ส่วนกลางที่ใช้ร่วมกัน เป็นต้น นอกจากนี้ ไม่เพียงแค่ทำเลที่เดินทางสะดวกหรือใกล้ที่ทำงานเท่านั้น แต่ทำเลใกล้สิ่งอำนวยความสะดวกก็มีความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การค้า ร้านอาหาร ศูนย์บริการสุขภาพซึ่งส่งผลให้โครงการมิกซ์ยูสมีแนวโน้มได้รับความนิยมมากขึ้น

 

เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาททั้งในส่วนของ smart home และ prop tech โดยในส่วนของ smart home แม้ว่ายังไม่แพร่หลายนัก แต่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจมากขึ้น จากผลสำรวจพบว่า 90% ของกลุ่มคนที่อายุต่ำกว่า 30 ปีเห็นว่าอุปกรณ์ smart home มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะระบบเตือนภัยและระบบจัดการพลังงาน นอกจากนี้ ช่องทางดิจิทัลจะมีบทบาทในการตัดสินใจเลือกซื้อที่อยู่อาศัยมากขึ้นเนื่องจากผู้บริโภคมีการเปรียบเทียบข้อมูลมากขึ้น โดยกว่า 50% ของผู้ตอบแบบสำรวจสนใจเข้าชมโครงการหลังได้รับข้อมูลรีวิวออนไลน์ ผู้ประกอบการจึงควรหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาแพลตฟอร์ม prop tech ใหม่ๆ อาทิ การนำเสนอข้อมูลเพื่อให้ผู้บริโภคเปรียบเทียบโครงการได้ง่ายขึ้น รวมถึงการนำเสนอบริการหลังการขายรูปแบบต่างๆ ตลอดจนการนำ prop tech มาใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการโครงการ

 

การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเร่งสร้างความแตกต่างโดย 3 กลยุทธ์สำคัญที่ไม่ควรมองข้าม คือ 1) ออกแบบโดยให้ความสำคัญต่อความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากยิ่งขึ้น อย่างเช่น universal design ที่ตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภคหลากหลายกลุ่ม 2) จับมือพันธกิจทางธุรกิจเพื่อพัฒนาสินค้า ถ่ายทอดความรู้ เข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่ และสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ อย่างเช่น จับมือกับสตาร์ทอัพเพื่อนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการอยู่อาศัยอย่างเช่น สมาร์ทโฮม และ 3) พัฒนาแพลตฟอร์มบริการหลังการขายใหม่ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในการขายและต่อยอดนำ Big data มาพัฒนาสินค้าและบริการ  อย่างเช่นการพัฒนาแพลตฟอร์มกลางเพื่อรวบรวมบริการหลังการขาย หรือการใช้ประโยชน์จาก Big data ในการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคหรือปัญหาที่พบจากการให้บริการบริการหลังการขายต่างๆ เพื่อนำมาพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่ผู้บริโภคมีความต้องการในอนาคตอีกด้วย

 

Comments

comments