GOLDจ่อผุด28โครงการใหม่ปี62มูลค่า3.3หมื่นล้าน ชูธงทาวน์โฮม-นีโอ โฮม ใกล้เมือง-ตจว.

Home » ข่าว » GOLDจ่อผุด28โครงการใหม่ปี62มูลค่า3.3หมื่นล้าน ชูธงทาวน์โฮม-นีโอ โฮม ใกล้เมือง-ตจว.

GOLDจ่อผุด28โครงการใหม่ปี62มูลค่า3.3หมื่นล้าน ชูธงทาวน์โฮม-นีโอ โฮม ใกล้เมือง-ตจว.

Posted on

โกลเด้นแลนด์เห็นพ้องมาตรการธปท.ช่วยผู้บริโภคมีวินัยการออม ยอดRejectลดลง เปิดแผนปี62 จ่อผุด 28 โครงการ มูลค่ารวม 33,000 ล้านบาท เดินหน้ารุกทาวน์โฮมและแบรนด์ “นีโอ โฮม”เป็นFlagship ทั้งขยายฐานตลาดตจว. พื้นที่EEC-เมืองอุตสาหกรรม รวมไปถึงพัฒนาโครงการควบคู่Bic C ในบางทำเล อัดงบ 12,160 ล้านบาท ตุนซื้อที่ดินรองรับโครงการปี63  คาดปี61กวาดยอดขายตามเป้า 31,000 ล้านบาท

 

นายแสนผิน สุขี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด(มหาชน)หรือโกลเด้นแลนด์ หรือ GOLD เปิดเผยว่า การที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังจะประกาศใช้มาตรการควบคุมสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์จะควบคุมอัตราส่วนการให้สินเชื่อเพื่อซื้อบ้านเทียบกับมูลค่าบ้าน (Loan to Value: LTV) ที่ 80% สำหรับบ้านหลังที่ 2 หรือมีมูลค่ามากกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป มองว่าจะส่งลผลดีต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทมากขึ้น  เนื่องจากจะช่วยให้การคัดกรองคุณภาพที่มีประสิทธิภาพได้ดียิ่งขึ้น  ผู้บริโภคมีวินัยการออกมากขึ้น โดยคาดว่าจะทำให้อัตราการปฎิเสธสินเชื่อของบริษัทลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากปัจจุบันที่โครงการทาวน์โฮมของบริษัทมีอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Reject)ที่ 30% ส่วนบ้านเดี่ยว 20% อีกทั้งมาตรการดังกล่าวช่วยเร่งยอดโอนของลูกค้าได้เพิ่มมากขึ้นในช่วงที่เหลือของปีนี้ก่อนที่มาตราการดังกล่าวจะเริ่มบังคับใช้

สำหรับแผนการตลาดของบริษัทฯในปี 2562 จะเปิดตัวใหม่ จำนวน 28 โครงการ มูลค่ารวม 33,000 ล้านบาท แบ่งเป็นทาวน์โฮม 13 โครงการ นีโอโฮม 4 โครงการ บ้านเดี่ยว 6 โครงการ และ โครงการต่างจังหวัดอีก 5 โครงการ ซึ่งในจำนวนดังกล่าวจะเป็นโครงการเดิมที่เลื่อนจากปี2561 จำนวน  16 โครงการ มูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท จากทั้งปี2561ที่เดิมจะพัฒนา 34 โครงการ มูลค่า 39,600 ล้านบาท  โดยสาเหตุที่เลื่อนการพัฒนาโครงการบางส่วนไปในปี2562 เนื่องจากการขออนุญาตจัดสรรนั้น จะต้องดำเนินการครั้งละ 1 โครงการ และแต่ละโครงการจะมีขนาดที่ใหญ่มาก

 

โดยโครงการที่จะพัฒนาในปี2562 นั้นจะเน้นทำเลในเมืองที่มีศักยภาพใกล้เมืองเป็นหลัก ซึ่งจะเน้นทาวน์โฮมเป็นหลัก เนื่องจากดีมานด์มีความต้องการมาก ประกอบกับสมาชิกแต่ละครอบครัวมีขนาดที่เล็กลง ทาวน์โฮมจึงเป็นทางเลือกที่ดี โดยมีที่ดินรองรับการพัฒนาแล้วทั้งหมด สำหรับตลาดต่างจังหวัดนั้นมีที่ดินรองรับแล้ว 6 ทำเล คือพระนครศรีอยุธยา,ชลบุรี,ฉะเชิงเทรา,นครราชสีมา,ขอนแก่น และเชียงใหม่ แต่จะพัฒนาก่อน 5 ทำเล โดยพิจารณาจากทำเลเป็นย่านอุตสาหกรรมและการค้า เช่น  โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาค (Eastern Economic Corrido : EEC), ย่านเมืองอุตสาหกรรม,เมืองที่มี Mass Transportation และการพัฒนาโครงการร่วมพื้นที่กับ Big C

 

 

ทั้งนี้ทุกโครงการที่พัฒนาในต่างจังหวัดจะพัฒนาภายใต้แบรนด์ “โกลเด้น ทาวน์” ยกเว้นที่จ.เชียงราย ที่พัฒนาภายใต้แบรนด์ “โกลเด้น เอ็มไพร์” เนื่องจากเป็นที่ดินแปลงใหญ่ จำนวน 160 ไร่ แต่ได้แบ่งให้กลุ่ม Big C สำหรับพัฒนาไฮเปอร์มาร์เก็ต จำนวน 36 ไร่ ส่วนที่เหลือโกลเด้นแลนด์ จำนำมาพัฒนาที่อยู่อาศัยทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม  และอีก 1 แปลงที่แบ่งที่ดิน จำนวน 32-35 ไร่ย่านลำลูกกา ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าคูคต ประมาณ 700 เมตร ให้กับ Big C ด้วยเช่นกัน ซึ่งที่ดินแปลงนี้จะพัฒนาทาวน์โฮมเช่นกัน  ทั้งนี้แนวทางการพัฒนาของโกลเด้นแลนด์ ไม่จำเป็นจะต้องซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาควบคู่กับ Bic C เสมอไป ทั้งนี้แล้วแต่โอกาสในการได้ที่ดินซึ่งเป็นแปลงใหญ่เข้ามาในกลุ่ม จึงจะมีการแบ่งจัดสรรเพื่อแยกไปพัฒนา

 

“ปีหน้ายังเป็นปีที่เรารุกขยายตลาดทาวน์โฮม ซึ่งเป็นแฟลกซ์ชิพของบริษัท ทั้งจำนวนและทำเล โดยมีแผนเปิดโครงการทาวน์โฮม อีก 13 โครงการ พร้อมบุกทำเลใหม่ๆ ที่โกลเด้น ทาวน์ ยังไม่ได้เข้าไปทำตลาด หรือยังไปไม่ทั่วถึง อาทิ กรุงเทพฯ โซนเหนือ (เขตจตุจักร บางซื่อ ลาดพร้าว หลักสี่ ดอนเมือง สายไหม และบางเขน) กรุงเทพฯ โซนตะวันออก (เขตบางกะปิ สะพานสูง บึงกุ่ม คันนายาว ลาดกระบัง มีนบุรี หนองจอก คลองสามวาและประเวศ) เป็นต้น” นายแสนผิน กล่าว

นอกจากนี้ในปี2562 ยังมีแผนจัดซื้อที่ดินเพิ่มจำนวน 30 แปลง ในงบประมาณ 12,160 ล้านบาท ซึ่งเป็นการรองรับการพัฒนาโครงการในปี 2563

 

สำหรับในช่วง 2 เดือนของปีนี้บริษัทฯจะเปิดตัวใหม่ ภายใต้แบรนด์ “โกลเด้น นีโอ” อีกจำนวน 3 ทำเล รวมมูลค่า 3,200 ล้านบาท คือ ลาดพร้าว-เกษตรนวมินทร์ มูลค่า 600 ล้านบาท , รามอินทรา-วงแหวน มูลค่า 600 ล้านบาท  และบางนา-กิ่งแก้ว มูลค่า 1,200 ล้านบาท ทำให้คาดได้ว่า ในปีนี้จะสามารถทำยอดขายได้ตามเป้าหมายอย่างแน่นอน

โดยในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา(มกราคม-กันยายน 2561) บริษัท ฯสามารถทำยอดขายได้  24,868 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโต 50%  คาดว่าทั้งปีจะสามารถทำยอดขายได้ตามเป้า 31,000 ล้านบาท ส่วนมูลค่ายอดขายรอโอน (Backlog) ของบริษัทปัจจุบันมีอยู่ 9,000 ล้านบาท ซึ่งทยอยรับรู้ไปจนถึงปี 2562 โดยที่เป้าหมายรายได้ในช่วงปี 2562 ตั้งไว้ที่ 19,000 ล้านบาท ซึ่งมาจากทาวน์โฮม สัดส่วน 51% ,นีโอ โฮม 18% และบ้านเดี่ยว 26% ส่วนเป้ายอดขายตั้งไว้ที่  34,000 ล้านบาท

 

 

Comments

comments