CI มั่นใจปัจจัยลบไม่กระทบตลาดซูเปอร์ลักชัวรี่

Home » ข่าว » CI มั่นใจปัจจัยลบไม่กระทบตลาดซูเปอร์ลักชัวรี่

CI มั่นใจปัจจัยลบไม่กระทบตลาดซูเปอร์ลักชัวรี่

Posted on

บิ๊กชาญอิสสระฯ มั่นใจหลังเลือกตั้งการเมืองนิ่ง ภาพรวมตลาดอสังหาฯ กลับมาฟื้นตัว ความเชื่อมั่นดีมานด์กลับมา ด้านมาตรการ LTV ไม่กระทบตลาดไฮเอนด์ เผยลูกค้าสัดส่วน 60-70 % ซื้อเงินสด ขณะที่ตลาดกลาง-ล่าง ยังเหนื่อย ด้านซีบีอาร์อีระบุในช่วง 10 มีโครงการระดับซูเปอร์ลักชัวรี่เพียง 7 โครงการ จาก 3 ทำเลหลัก  ล่าสุดโครงการ “อิสสระ เรสซิเดนซ์ พระราม9” ยอดขายพุ่งแล้ว 60 % คาดปิดการขายได้ภายในปลายปีนี้


 นายสงกรานต์ อิสสระ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ CI เปิดเผยถึงภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2562 ว่า แม้จะมีปัจจัยกดดัน แต่มองว่าการเมืองของไทยที่มีการเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งที่มีความชัดเจน และมองว่าหลังจากจัดตั้งรัฐบาลแล้วจะมีเสถียรภาพ ทำให้การเมืองนิ่งและส่งผลต่อความมั่นใจของประชาชน และช่วยให้ภาวะเศรษฐกิจมีการขยายตัวได้ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย ส่วนการพัฒนาโครงการบ้านเดี่ยวระดับซูเปอร์ลักชัวร์รี่ทำเลใจกลางเมือง หรือ นิวซีบีดี ในปี 2562 ว่า ผู้ประกอบการจะมุ่งเน้นการพัฒนาในทำเลที่มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคมที่สามารถเดินทางได้สะดวก แต่ทำเลที่มีศักยภาพค่อนข้างหายาก  และการแข่งขันในตลาดดังกล่าวไม่สูงมากนัก และมีจำนวนซัพพลายในตลาดที่น้อย หรือมีอยู่เพียง 10 % ของทั้งตลาดในทุกระดับราคา

สำหรับทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในช่วงขึ้นรวมถึงมาตรการควบคุมสินเชื่อที่อยู่อาศัย (Loan to Value: LTV) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่จะประกาศใช้ในวันที่ 1 เมษายน 2562 นี้ อาจจะส่งผลกระทบต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะตลาดระดับกลาง-ล่าง ที่อาจทำให้มียอดขายช้าลง ผู้ประกอบการอาจปรับกลยุทธ์ด้วยการจัดแคมเปญลด แลก แจก แถม เพราะซัพพลายในตลาดค่อนข้างมาก ในขณะที่ตลาดระดับไฮเอนด์ ซึ่งถือเป็นกลุ่มลูกค้าของบริษัทฯ ไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ และบริษัทฯ ได้กำหนดเงินดาวน์สูง 25-30 % มาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ซึ่งที่ผ่านมาทุกโครงการของบริษัทฯ ก็มียอดขายที่ดีมาโดยตลอด และลูกค้าสัดส่วน 60-70 % จะซื้อด้วยเงินสด

ด้านนางสาวอลิวัสสา พัฒนถาบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีบีอาร์อี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมการแข่งขันตลาดบ้านเดี่ยวระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ที่เปิดตัวแล้วและกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างที่มีราคาตั้งแต่ 70 ล้านบาทขึ้นไป ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีเพียง 7 โครงการเท่านั้น หรือคิดเป็นบ้าน 271 หลัง โดยแบ่งเป็น 3 ทำเลหลัก ได้แก่ ทำเลใจกลางเมืองหรือซีบีดี อาทิ สุขุมวิท สาทร ทำเลกรุงเทพฯ ชั้นกลาง อาทิ รัชดาภิเษก-พระราม 9 พัฒนาการตอนต้น และทำเลชานเมืองโดยรอบ เช่น เกษตรนวมินทร์ กรุงเทพกรีฑา บางนา ซึ่งจากการศึกษาถึงความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายโดยซีบีอาร์อี พบว่า ผู้บริโภคต้องเลือกระหว่างการมีบ้านเดี่ยวที่มีเนื้อที่แต่อยู่ชานเมือง ซึ่งต้องใช้เวลาในการเดินทางแต่ละวันไม่น้อย ในขณะที่ถ้าต้องการอยู่ใจกลางเมือง ก็จำเป็นต้องเลือกอยู่ทาวน์เฮาส์ หรือบ้านแนวสูงที่มีมากกว่า 3 ชั้นขึ้นไป ซึ่งพื้นที่แต่ละชั้นถูกออกแบบมาเพียงแค่เป็นห้องนอน ไม่มีพื้นที่สำหรับกิจกรรมในครอบครัว อีกทั้งไม่มีพื้นที่สีเขียวภายในบริเวณบ้าน หรือเลือกอยู่คอนโดมิเนียม ซึ่งก็มีข้อจำกัดในการมีสัตว์เลี้ยง และมีที่จอดรถไม่เพียงพอสำหรับสมาชิกทุกคน

 

สำหรับโครงการบ้านเดี่ยวระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ อิสสระ เรสซิเดนซ์ พระราม9” (Issara Residence Rama 9) ตั้งอยู่บนพื้นที่ ประมาณ 9 ไร่ บริเวณถนนพระราม 9 ซอย 13 บนพื้นที่ดินขนาด 113-208 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 700-842 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 100-170 ล้านบาท  มีความเป็น Luxury Private เพียง 20 หลังเท่านั้น มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันมียอดขายแล้ว 50-60 % คาดว่าจนถึงปลายปี 2562 นี้จะสามารถทำยอดขายได้ 90-100 %

 

“โครงการอิสสระ เรสซิเดนซ์ พระราม9  บ้านเดี่ยวที่จับกลุ่มตลาดซุปเปอร์ลักชัวรี่โดยเลือกทำเลรัชดา-พระราม 9 ซึ่งตอบโจทย์ในด้านทำเลอันเป็นปัจจัยหลักในการเลือกซื้อบ้านของกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการบ้านใกล้เมืองที่มีพื้นที่ใช้สอยมากเพียงพอ จะเห็นได้ว่าโครงการตั้งอยู่บนทำเลกรุงเทพฯ ชั้นกลาง เส้นรัชดา-พระราม 9 ซึ่งต้องถือว่าเป็นทำเลย่านธุรกิจแห่งใหม่ หรือ New Hot Spot ที่แวดล้อมด้วยออฟฟิศเกรดเอ สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และเป็นจุดเชื่อมต่อสำหรับการเดินทางไม่ว่าจะเข้าสู่ใจกลางเมืองจากอย่างอโศก สุขุมวิท สาทร หรือมุ่งหน้าออกมอเตอร์เวย์ และสนามบินสุวรรณภูมิก็สามารถเดินทางได้อย่างสะดวก และในอนาคตอันใกล้มีส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าเอ็มอาร์ที   จากการสำรวจพบว่า ผู้บริโภคในกลุ่มนี้ต้องการพื้นที่ใช้สอยที่มากเพียงพอ และมีขนาดพื้นที่ในแต่ละห้องที่ใหญ่กว่าคอนโดมิเนียมหรือบ้านเดี่ยวระดับบนที่มีขายอยู่ทั่วไป คำนึงถึงทุกรายละเอียดของการใช้ เรียกได้ว่าสูงกว่ามาตรฐานโครงการบ้านในระดับเดียวกัน” นางสาวอลิวัสสา กล่าว

 

นางสาวอลิวัสสา กล่าวเพิ่มเติมว่า หากจะเปรียบเทียบผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายที่เลือกจะอยู่อาศัยในทำเลใจกลางเมือง หรือทำเลรอบนอกย่านธุรกิจแล้ว  คงเทียบได้กับคอนโดมิเนียมระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ ซึ่งหากต้องการพื้นที่ใช้สอย วัสดุพรีเมี่ยมเกรดเดียวกันในราคา 100 ล้านบาท จะได้พื้นที่ใช้สอยเพียง 250-300 ตารางเมตรเท่านั้น ในขณะที่บ้านเดี่ยวในโครงการนี้ให้พื้นที่ใช้สอยได้ถึง 700 ตารางเมตรขึ้นไปมีเพียงไม่กี่โครงการเท่านั้นที่สามารถตอบโจทย์ได้ครบทั้ง 3 ปัจจัยที่กล่าวมา และโครงการ “อิสสระ เรสซิเดนซ์ พระราม9”  ถือว่าเป็นหนึ่งในโครงการที่นับว่าหาได้ยากในปัจจุบันที่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้อย่างแท้จริง

 

 

 

Comments

comments