Home » Articles Posted by WASANA KLUNPRASERT

“เพซ”ประกาศแผนลงทุนปี62รุกคอนโดฯไฮเอนด์มูลค่าไม่เกิน1หมื่นล้าน

เพซฯเผยหลังปลดหนี้50% จากกว่า 20,000 ล้านบาท เป็นบทเรียนเพิ่มความระวังในการพัฒนาโครงการ ประกาศทิศทางลงทุนรอบใหม่ปี62 ยังเน้นคอนโดฯระดับไฮเอนด์ย่านใจกลางเมือง รูปแบบแตกต่างจากคู่แข่ง มีกลุ่มเป้าหมายชัดเจน มูลค่าโครงการละ 5,000-10,000 ล้านบาท พัฒนาไม่เกิน 3 ปี มั่นใจไม่มีปัญหาขอสินเชื่อแบงก์ ด้านยูนิตเหลือขาย “นิมิต หลังสวน”อีก 10%คาดก่อสร้างแล้วเสร็จ ราคาขายปรับขึ้นเท่าตัวพุ่งไปที่ 600,000 บาท/ตารางเมตร   นายสรพจน์ เตชะไกรศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)หรือPACE เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่ได้ปลดล็อคหนี้สินจาก 20,000 กว่าล้านบาท เหลือเพียง 10,000 ล้านบาท ก็ทำให้สถานะทางการเงินดีขึ้นมาในระดับหนึ่ง ทั้งนี้จากบทเรียนและประสบการณ์ที่ผ่านมาจะช่วยให้ตนมีความระมัดระวังในการพัฒนาโครงการมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาบริษัทฯเน้นการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการก่อสร้าง ทำให้การพัฒนาล่าช้า การรับรู้รายได้ก็ช้าไปด้วย ทำให้ต้องเจออุปสรรคต่างๆมากมาย  ซึ่งที่ผ่านมาแนวทางการดำเนินงานของบริษัทฯจะเน้นตลาดระดับไฮเอนด์ แต่ปัจจุบันเริ่มมีการแข่งขันที่สูงมากขึ้น ดังนั้นทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทนับจากนี้ไปจะเน้นการพัฒนาโครงการระดับไฮเอนด์ย่านใจกลางเมืองเช่นเดิม แต่จะมีความแตกต่างจากคู่แข่ง และชัดเจนทั้งรูปแบบและกลุ่มลูกค้ามากขึ้น รวมไปถึงการเน้นนวัตกรรมใหม่ๆมาใช้ในโครงการ โดยจะพัฒนาครั้งละ 1 โครงการๆละประมาณ 5,000-10,000 ล้านบาท   ทั้งนี้บริษัทฯจะเริ่มดำเนินการลงทุนโครงการใหม่ได้ในปี2562โดยเป็นการพัฒนาเองทั้งหมด ในรูปแบบของคอนโดฯระดับไฮเอนด์ ที่ใช้ระยะเวลาในการพัฒนาไม่เกิน 3 ปี ต่างจากโครงการ”มหานคร” ที่ใช้เวลาในการพัฒนาประมาณ 10 ปีขณะนี้อยู่ในระหว่างการมองหาที่ดิน     “สำหรับแหล่งเงินทุนในการพัฒนาโครงการ เรามั่นใจว่ายังมีความสามารถในการขอสินเชื่อเพื่อพัฒนาโครงการได้อยู่ เนื่องจากลดหนี้ลงไปได้มาก นอกจากนี้สถาบันการเงินจะพิจารณาให้สินเชื่อตามศักยภาพของทำเลในการพัฒนาโครงการ จึงมั่นใจว่าไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน”นายสรพจน์กล่าว   ด้านการรับรู้รายได้จากการโอนโครงการอสังหาริมทรัพย์ในปี 2562 คาดว่าจะรับรู้รายได้เข้ามาประมาณ 8,000 ล้านบาท จากมูลค่ายอดขายรอโอน(Backlog) ที่มีอยู่ในปัจจุบัน 1,040 ล้านบาท จาก 4 โครงการ ได้แก่ 1.เดอะ ริทซ์-คาร์ลตันเรสซิเดนเซส บางกอก มียอดBacklog  2,062 ล้านบาท และมียูนิตรอขายอีก 301 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถโอนห้องที่เหลือทั้งหมดได้ภายในไตรมาส 4 ปี2561 นี้  2.โครงการมหาสมุทร วิลล่า มียอด Backlog  649 ล้านบาท และมีวิลล่ารอขายมูลค่าประมาณ 3,095 ล้านบาท  3.โครงการนิมิต หลังสวน มียอดขายแล้วกว่า 90% เป็นยอดBacklogคิดเป็นมูลค่า 6,914 ล้านบาท และห้องชุดรอขายมูลค่าประมาณ 1,086 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มสร้างเสร็จและโอนในช่วงไตรมาส 3 และ 4.โครงการ วินด์เชลล์ นราธิวาส  มียอดBacklog792 ล้านบาท และมีห้องชุดรอขายอีกมูลค่าประมาณ 2,208 ล้านบาท โดยทั้งโครงการนิมิต หลังสวน และโครงการวินด์ เชลล์ คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จและทยอยโอนรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2562     สำหรับความคืบหน้าโครงการ”นิมิต หลังสวน”ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 3 ไร่ เป็นคอนโดฯสูง 54 ชั้น ขนาด 78-640ตารางเมตร จำนวน 178 ยูนิต ราคาขายเมื่อเปิดตัวครั้งแรกปี2558 อยู่ที่ 320,000 บาท/ตารางเมตร หรือ 25-250 ล้านบาทมูลค่าโครงการกว่า 8,000 ล้านบาท โดยสามารถปิดการขายได้90%  คิดเป็นมูลค่า 6.914 พันล้านบาท ลูกค้าที่ซื้อเป็นคนไทย สัดส่วน 90% และต่างชาติ 10%สำหรับจำนวนยูนิตที่เหลือสัดส่วน 10% จะเปิดขายอีกครั้งเมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ คาดว่าจะสามารถสร้างถึงชั้น 50 ภายในปลายปี2561นี้  และแล้วเสร็จประมาณไตรมาส3-4/2562 ซึ่งราคาขายอาจจะปรับขึ้นไปที่ 600,000 บาท/ตารางเมตร เนื่องจากห้องที่เหลือขายเป็นห้องแบบเพนท์เฮาส์ และจะเริ่มทยอยโอนกรรมสิทธิ์ได้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2562 เป็นต้นไป      

ลั่นฆ้องงานมหกรรมบ้านฯครั้งที่ 39 ดูดกำลังซื้อโค้งสุดท้าย

3 สมาคมอสังหาฯ ผนึกกำลังจัดงาน “มหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 39” รุกตลาดอสังหาฯ ช่วงปลายปี61 ระดมผู้ประกอบการเปิดโครงการใหม่ พร้อมเคลียร์สต็อกรับไตรมาสสุดท้าย รวมกว่า 500 บูธ  กว่า 1,000 โครงการ อัดแคมเปญเร้าใจกระตุ้นยอดขาย คาด 4 วันที่ มีผู้ชมงานเกิน 100,000 คน ยอดจองในงานและต่อเนื่องรวมไม่ต่ำกว่า 12,000 ล้านบาท     นายปิติพัฒน์ ปรีดานนท์ ประธานคณะกรรมการจัดงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 39 เปิดเผยถึงภาพรวมของตลาดอสังหาฯ ในครึ่งปีหลัง2561 ว่า มีแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน เห็นได้จากการที่ผู้ประกอบการเปิดตัวโครงการใหม่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งมองว่าเป็นการขานรับตัวเลขจีดีพีทางเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นและการเดินหน้าของรัฐบาลในการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสายสีเขียวเข้ม ส่วนต่อขยายหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต สีเขียวอ่อน ช่วงส่วนต่อขยายจากสถานีบางหว้า ไปถึง ตลิ่งชัน สายสีน้ำเงินที่กำลังก่อสร้างส่วนต่อขยายทั้งเส้นทางใต้ดินและยกระดับทั้งจากฝั่งสถานีเตาปูน และจากสถานีหัวลำโพง สายสีชมพู เส้นศูนย์ราชการนนทบุรี-มีนบุรีสายสีแดงเข้ม บางซื่อ-รังสิต สายสีแดงอ่อน ตลิ่งชัน-บางซื่อ          สายสีเหลือง ลาดพร้าว-สำโรง สายสีส้มช่วงศูนย์วัฒนธรรม-สุวินทวงศ์ ทั้งยังมีโครงการอื่นๆ ได้แก่  รถไฟฟ้าความเร็วสูง รถไฟทางคู่ มอเตอร์เวย์ โครงการ Action planและ EEC โครงการเหล่านี้จะช่วยเปิดหน้าดิน สร้างทำเลที่อยู่อาศัยกว้างออกไป   อีกทั้งปัจจัยอื่นๆ ที่ช่วยสนับสนุนการขยายตัวของตลาดอสังหาฯ ในปีนี้ ยังประกอบด้วยภาคการท่องเที่ยว การส่งออก และการลงทุนของภาคเอกชนที่มีการเติบโต ที่สำคัญอัตราดอกเบี้ยที่คาดว่าจะยังไม่มีการปรับขึ้นในปีนี้ และ ท่าทีของธนาคารที่ผ่อนปรนมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อลง จึงเพิ่มโอกาสให้กับผู้บริโภคที่ต้องการซื้อบ้านมากขึ้น ขณะเดียวกันอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันก็ยังอยู่ในระดับต่ำ จึงมีส่วนช่วยในเรื่องของต้นทุนในการก่อสร้าง ค่าเช่า และค่าขนส่งวัสดุ   นายปิติพัฒน์ กล่าวต่อว่า ล่าสุด สมาคมอาคารชุดไทย สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร และสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ได้ร่วมจัดงาน”มหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 39”ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่4 – 7 ตุลาคม 2561 ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ บริเวณโซนซี ชั้น 1 ชั้น 2 และโซนเอเทรียม ภายใต้คอนเซ็ปต์ “SMART คิด HOUSE CONDO SOLUTIONS ให้เรื่องเป็นอยู่ เป็นเรื่องง่าย” โดยมีแนวคิดในการเลือกทำเลที่อยู่อาศัยอย่างชาญฉลาด ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้จะมีทั้งโครงการใหม่และสินค้าในสต็อกเดิม แบ่งสินค้าที่มาร่วมแสดงตามประเภทโครงการ เป็นคอนโดมิเนียมประมาณ 35% บ้านเดี่ยว 20% ทาวน์เฮาส์ 15% และอื่นๆ เช่นบ้านแฝด บ้านมือสอง ที่ดินเปล่า คิดเป็น 30% ซึ่งคาดว่าสินค้าที่จะได้รับความ นิยมจองซื้อมากที่สุดจะเป็นบ้านเดี่ยวคอนโดมิเนียม ทาวน์เฮาส์ ตามมาด้วยบ้านแฝด และอื่นๆ ที่อยู่ในช่วงราคา ต่ำกว่า 2 ล้านบาท ตามด้วยระดับ 2-3 ล้านบาทสอดคล้องกับกลุ่มอายุของผู้ที่เดินชมงาน ที่ส่วนใหญ่จะเป็นFirst Jobber หรือผู้ที่กำลังเริ่มทำธุรกิจของตัวเอง ในช่วงอายุ21-30 ปี คิดเป็น 35% ตามมาด้วยกลุ่มครอบครัวใหม่ ในช่วงอายุ 31-40 ปี ที่ 30% และช่วงอายุ 41-50 ปี ประมาณ 15% นอกจากนี้ โครงการที่อยู่อาศัยในกรุงเทพ-ปริมณฑลจะได้รับความสนใจมากกว่าโครงการในต่างจังหวัดอยู่ที่สัดส่วน 70:30   “คณะกรรมการจัดงานพยายามสร้างไฮไลท์ในงานแต่ละครั้งเพื่อสร้างความสดใหม่ และกระตุ้นความสนใจของผู้บริโภคสำหรับงานครั้งที่ 39 นี้ คณะกรรมการจัดงานได้จัดโซน HC SOLUTIONS ขึ้น ให้สอดรับกับคอนเซ็ปต์การจัดงานครั้งนี้โดยมี HC INFORMATION ระบบที่รวบรวมข้อมูลทุกโครงการจากผู้ประกอการกว่า 200 ราย ที่เข้าร่วมจัดแสดงสินค้า เพื่อประมวลผลในทุกเรื่องที่ผู้บริโภคต้องการทราบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทำเล ราคา และโปรโมชั่นต่างๆ ทั้งยังช่วยคำนวณความสามารถในการขอสินเชื่อ และมีบริการให้คำปรึกษาแนะนำเรื่องการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินชั้นนำที่มาร่วมเปิดบูธ นอกจากนี้ ยังช่วยค้นหาตำแหน่งบูธของโครงการต่างๆในงาน ทำให้ผู้มางานสามารถเข้าถึงโครงการต่างๆ ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ได้รับประสบการณ์ ที่ดีและประทับใจในการมางาน อีกทั้งยังรู้สึกว่าเรื่องเป็นอยู่เป็นเรื่องง่ายอีกด้วย และที่สำคัญ ยังช่วยให้ตัดสินใจซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น เพราะผู้บริโภคได้รับข้อมูลสินค้าที่ตรงกับความต้องการ”นายปิติพัฒน์ กล่าว   นายปิติพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทาง 3สมาคมและสมาชิกผู้ประกอบการพยายามที่จะรักษามาตรฐานการจัดงาน เพื่อให้งานมหกรรมบ้านและคอนโดฯ ยังคงเป็นงานแสดงสินค้าที่อยู่อาศัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย รวบรวมสินค้าบริการ และโปรโมชั่น ด้านอสังหาฯไว้มากที่สุด สมกับสโลแกนที่ว่า ‘ครบที่สุด ทุกที่ ทุกทำเล ทุกราคา หาได้ที่นี่’ ในทุกครั้ง บนพื้นที่จัดแสดงสินค้ากว่า 10,000ตารางเมตร จะมีบูธผู้ประกอบการกว่า500 บูธ นำสินค้าอสังหาฯ กว่า 1,000 โครงการ รวมถึงสถาบันการเงินที่มีชื่อเสียงนำบริการสินเชื่อมาเสนอแก่ผู้บริโภค งานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 39 นี้ ก็เช่นกัน ยังคงได้รับความร่วมมืออย่างดีจากผู้ประกอบการรายใหญ่เข้าร่วม เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับวงการอสังหาฯ และผู้บริโภค ทำให้ยอดจองพื้นที่ เต็ม 100%   “ทางคณะกรรมการจัดงานได้เตรียมโปรโมชั่นพิเศษ ไว้ให้กับลูกค้าที่ชำระเงินจองซื้อโครงการที่อยู่อาศัย ทุก 5 แสนบาท จะได้รับคูปองสำหรับจับฉลากรางวัล 1 ใบ เพื่อลุ้น ชิงบัตรกำนัลส่วนลดเงินสดมูลค่า 1 ล้านบาท จำนวน 1 รางวัล ทั้งยังได้ลุ้นรับโทรทัศน์แอลอีดี ขนาด 43 นิ้ว รุ่น TV-43FX500 จาก      พานาโซนิค รางวัลละ 19,490 บาท จำนวน 15 รางวัล อีกทั้งยังมีโปรโมชั่นพิเศษมากมายจาก ผู้ประกอบการมากมาย ทั้งนี้คาดว่าในระหว่าง 4 วันที่จัดงานจะมีผู้มาเดินงานกว่า 100,000 คน มียอดจองและขายมากกว่า 4,000 ล้านบาท และมียอดขายต่อเนื่องหลังงานอีกไม่น้อยกว่า 8,000 ล้านบาท

3สมาคมอสังหาฯหวั่นซัพพลายบ้านไม่สมดุลดีมานด์

เอกชนเผยระบบขนส่งมวลชนภาครัฐดันที่ดินชานเมืองพุ่ง ส่งผลราคาที่อยู่อาศัยสูงเกินรายได้ผู้บริโภค หวั่นอนาคตซัพพลายแนวราบไม่สมดุลดีมานด์ แนะรัฐปลดล็อคผังสี เอื้อคนมีบ้านราคาถูกลง ส่วนตลาดคอนโดฯโตต่อเนื่องขยายตัวตามโครงข่ายคมนาคม ขณะที่ตลาดEECยังน่าลงทุน ต่างชาติยังแห่นำเม็ดเงินอัดหลายล้านล้านเหรียญสหรัฐ     หวั่นซัพพลายแนวราบไม่สมดุลดีมานด์–แนะรัฐปลดล็อคผังสี นายวสันต์ เคียงศิริ อุปนายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร  กล่าวว่า จากการพัฒนาโครงการระบบขนส่งมวลชน โดยเฉพาะรถไฟฟ้า ทำให้ที่ดินมีศักยภาพสูงขึ้น โดยเฉพาะทำเลกรุงเทพฯและปริมณฑล มีการปรับขึ้นสูงมาก จนทำให้ต้นทุนการพัฒนาโครงการแนวราบของผู้ประกอบการปรับขึ้นตาม ส่งผลไปยังราคาที่อยู่อาศัยปรับสูงขึ้นตาม ในขณะที่รายได้ของผู้บริโภคขึ้นตามไม่ทัน เชื่อว่าในอนาคตประชาชนส่วนใหญ่จะไม่มีกำลังซื้อบ้าน เนื่องจากราคาสูงเกินไป ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายหวั่นว่าบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ ทำเลกรุงเทพฯ-ปริมณฑล จะหมดตลาด ในขณะที่ดีมานด์ยังมีต่อเนื่อง  โดยข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.)พบว่าในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมาบ้านเดี่ยว มีการโอนกรรมสิทธิ์ไปทั้งสิ้น 15,000 ยูนิต ในขณะที่มีบ้านเดี่ยวเปิดใหม่เพียง 5,000 ยูนิต ส่วนทาวน์เฮาส์ มีการโอนกรรมสิทธิ์ไป 30,000 ยูนิต ในขณะที่มีโครงการเปิดใหม่เพียง 10,000 ยูนิต ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่ามีความต้องการสูงกว่าซัพพลายที่ออกสู่ตลาดและคาดว่าจะสามารถขายได้หมดในเวลาไม่นาน   “สิ่งที่ผู้ประกอบการเริ่มกังวลว่าในอนาคตพื้นที่ชานเมืองจะหาบ้านเดี่ยวราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาทได้ยากขึ้น จะมีแต่ราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป ส่วนทาวน์เฮาส์

พลัสฯ เผยคอนโดย่านพหลฯ มาแรง ราคาที่ดินเทียบชั้นสุขุมวิท

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ เผยผลวิจัยพบคอนโดมิเนียมย่านพหลโยธิน-ห้าแยกลาดพร้าว ย้อนหลัง 4 ปีปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 8%  ราคาขายเฉลี่ยโครงการใหม่ 150,000–170,000 บาทต่อตารางเมตร ด้านราคาที่ดินเริ่มต้น 500,000 -1,000,000 บาทต่อตารางวา ใกล้เคียงย่านสุขุมวิท เหตุเป็นทำเลศักยภาพแห่งการอยู่อาศัย พบความต้องการอยู่อาศัยเพิ่มขึ้นปีละ 8.4% มาจากความต้องการกลุ่มคนทำงาน และกลุ่มผู้อาศัยในพื้นที่ดั้งเดิมที่ต้องการขยับขยายแต่ไม่ต้องการย้ายถิ่นฐาน       นายอนุกูล รัฐพิทักษ์สันติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารและจัดการอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร เปิดเผยผลสำรวจของฝ่ายวิจัยและพัฒนาพบว่าราคาเฉลี่ยของคอนโดมิเนียมเปิดใหม่ย่านพหลโยธินปัจจุบันอยู่ที่ 150,000 – 170,000 บาทต่อตารางเมตร สูงกว่าโครงการเก่าประมาณ 8% ซึ่งในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 8% ต่อปี อีกทั้งคาดว่าในอนาคตคอนโดมิเนียมใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS จะมีแนวโน้มราคาเพิ่มขึ้นอีกเนื่องจากข้อจำกัดของที่ดินสำหรับพัฒนาโครงการใหม่ในย่านนี้ ซึ่งราคาที่ดินที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS นับตั้งแต่ปี 2556 เริ่มต้นที่ 500,000 -1,000,000 บาทต่อตารางวา ราคาในปัจจุบันจึงขยับเข้าใกล้ราคาที่ดินทำเลสุขุมวิท  นอกจากนี้ที่ดินย่านพลโยธินยังถูกแบ่งเป็นที่ดินแปลงเล็กที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ ดังนั้นความต้องการที่เพิ่มขึ้นบนที่ดินที่หายากมากขึ้นนี้จึงเป็นความท้าทายของผู้ประกอบการ   ปัจจัยที่ส่งผลให้ราคาคอนโดมิเนียมย่านพหลโยธินปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องนั้น เนื่องจากเป็นจุดที่มีการคมนาคมสะดวก สามารถเดินทางได้โดยรถไฟฟ้า BTS และสามารถเชื่อมต่อไปยังสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT โดยการเชื่อมด้วยรถไฟฟ้า BTS ที่สถานีจตุจักร อีกทั้งยังมีความสะดวกสบายให้กับผู้อยู่อาศัยเนื่องจากอาคารส่วนใหญ่ตามแนวถนนมีทั้งร้านขายของแห่งใหม่และร้านค้าเก่าแก่  มีห้างค้าปลีกสมัยใหม่และ คอมมูนิตี้มอลล์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมธนาคาร ร้านอาหารและซูเปอร์มาร์เก็ต ที่มีทางเดินเชื่อมต่อสู่สถานีรถไฟฟ้าอย่างสะดวก     นอกจากนี้พหลโยธินยังเป็นแหล่งของอาคารสำนักงานจำนวนมากซึ่งเป็นที่ทำงานสำหรับกลุ่มพนักงงานออฟฟิศทั่วไป ถือเป็นกลุ่มที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยในรูปแบบของคอนโดมิเนียมที่ไม่ไกลจากที่ทำงานที่นี่ และยังมีความต้องการจากกลุ่มผู้อยู่อาศัยดั้งเดิมที่อยู่กันมานานหลายรุ่นและมีแนวโน้มที่จะไม่ย้ายถิ่นที่อยู่ ซึ่งกลุ่มคนในพื้นที่ดั้งเดิมนี้ก็เป็นอีกกลุ่มที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัยเพื่อขยายครอบครัว แต่ยังคงต้องการอาศัยอยู่รอบย่านที่อยู่อาศัยปัจจุบัน  คอนโดมิเนียมจึงเป็นอีกทางเลือกที่สะดวกสบาย

“เซ็นทารา” ปักธงรับบริหาร 3 โรงแรมใหม่ใน 2 เมืองใหญ่สปป. ลาว

    นายสุทธิเกียรติ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา เครือโรงแรมชั้นนำของประเทศไทย ลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกับ  เอไอดีซี ลาว (บริษัท เอเชียลงทุน, พัฒนา, และก่อสร้างจำกัดผู้เดียว) กลุ่มธุรกิจก่อสร้างและการลงทุนชั้นนำจาก สปป. ลาว กำหนดเปิดโรงแรมในเครือเซ็นทาราเพิ่มอีก 3 แห่ง รวม 214 ห้อง ประกอบด้วย แบรนด์ เซ็นทารา แกรนด์  1 แห่ง โรงแรมระดับ 3 ดาวพรีเมี่ยมภายใต้แบรนด์ เซ็นทรา บาย เซ็นทารา  1 แห่ง โดยทั้ง 2 โรงแรมนี้จะตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวงพระบาง ไม่ไกลจากสนามบินและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ โดยจะให้บริการห้องพักรวมกว่า 114 ห้อง บนพื้นที่รวมกว่า 8 ไร่ และยังมีโรงแรมแนวไลฟ์สไตล์แบรนด์น้องใหม่ล่าสุดอย่างโรงแรมโคซี่  อีก 1 แห่งในนครเวียงจันทน์ ที่จะให้บริการห้องพัก 100 ห้องกับนักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่เน้นความสะดวกสบาย ตั้งอยู่บนทำเลที่โดดเด่นใจกลางเมือง และพร้อมด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย เมื่อเร็วๆ นี้

“อารียา” พร้อมเปิดตัวโครงการมิกซ์ยูสย่านราชดำริไตรมาส 2/62 แน่

อารียาฯ ส่งสัญญาณเปิดตัวโครงการมิกซ์ยูส สูง 50-60 ชั้นบนที่ดิน AUAA เก่า ไตรมาส 2/62 แน่ ครึ่งปีหลังผุด 8 โครงการใหม่ รวมมูลค่า 7,275 ล้านบาท   พร้อมปรับแผนการขายเน้นลูกค้าต่างชาติมากขึ้น คาดยอดขายรวมปี 61 แตะ 10,000 ล้านบาท มั่นใจรายได้โต10% นายวิศิษฎ์ เลาหพูนรังษี ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ A เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในช่วงครึ่งปีหลัง 2561 ว่า จะมีการเติบโตดีขึ้นกว่าครึ่งปีแรก จากการที่เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตขึ้น การลงทุนภาครัฐเริ่มมีการลงทุนอย่างชัดเจน และหนี้สินครัวเรือนที่มีแนวโน้มลดลง แต่การแข่งขันของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยังคงแข่งขันมากขึ้น จากการเปิดโครงการที่ออกมามากต่อเนื่อง โดยตลาดที่ต้องระมัดระวังคือ คอนโดมิเนียม ที่มีการเปิดโครงการออกมามาก และมีความต้องการซื้อในตลาดที่ผันผวน ทำให้มีความเสี่ยงสูงมากในการเปิดตัวโครงการในช่วงนี้ ซึ่งจะต้องมีการวิเคราะห์ทำเลที่จะเปิดอย่างระมัดระวังและรอบคอบ ส่วนโครงการแนวราบยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากความต้องการซื้อที่ยังมีสูงต่อเนื่อง โดยทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ยังเน้นการพัฒนาโครงการแนวราบ ในสัดส่วน 60-70% และคอนโดมิเนียม สัดส่วน

“ศุภาลัย” ปลื้มรอบ “Online Booking” ปิดการขาย 100% พร้อม Pre-Sale 28-30 ก.ย.นี้

  นางสาวบุศรินทร์  รุ่งรัตนกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและขาย  บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI (ที่ 4 จากขวา) เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่เปิดจองคอนโดฯ โครงการ “ศุภาลัย เวอเรนด้า รามคำแหง” ผ่านช่องทาง “Supalai Online Booking” เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2561 ที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มความสะดวกในการจองห้องชุดให้หลากหลายและเหมาะกับไลฟ์ สไตล์ของกลุ่ม Active ปรากฏว่าสามารถปิดยอดขาย Online Booking Sold Out 100% ของจำนวนยูนิตที่เปิดขาย ภายในเวลาเพียง 5 ชั่วโมง ถือว่าประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ เนื่องจากลูกค้าจำนวนมากให้ความสนใจ และต้องการซื้อตั้งแต่ทราบข่าวการพัฒนาโครงการศุภาลัย เวอเรนด้า รามคำแหง ทั้งจุดเด่นด้านทำเล และอยู่ติดรถไฟฟ้า MRT สายสีส้ม  0 เมตร สถานีราชมังคลาฯ   สำหรับผู้ที่สนใจห้องชุดโครงการดังกล่าว สามารถจองได้ในวันพรีเซลอย่างเป็นทางการในวันที่ 28 – 30 กันยายน 2561 ณ Sales Gallery โครงการศุภาลัย เวอเรนด้า รามคำแหง ราคาเริ่มต้นที่ 1.89 ล้านบาท โดยต้องลงทะเบียนร่วมงานได้ที่ www.supalai.com/verand aram หรือสอบถามข้อมูลโทร.

EVER ปรับแผนผุดแนวราบก่อนกำหนดต้นปี 62

  “เอเวอร์แลนด์” เร่งอัดยอดโอนโครงการแนวสูงย่านสนามบินน้ำ “เดอะโพลิแทน บรีซ” มูลค่าโครงการ 1,900-2,000 ล้านบาท ดีเดย์โอนล็อตแรกก.ย.นี้ มูลค่ากว่า 300 ล้านบาท ส่วนที่เหลือทยอยรับถึงธันวาคม 61 หนุนรายได้รวมปีนี้โตเท่าตัว จากปีก่อนอยู่ที่ 704 ล้านบาท เผยมีลุ้นพลิกกำไรจากขาดทุน แย้มอาจผุดแนวราบก่อนกำหนด 1 โครงการสิ้นปีนี้   นายสวิจักร์ โลจายะ ประธานกรรมการ บริษัท เอเวอร์แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ EVER  เปิดเผยว่า ขณะนี้โครงการแนวสูงย่านสนามบินน้ำทั้ง 3 โครงการ  “เดอะ โพลิแทน ริฟ”  “เดอะโพลิแทน อควา” และ”เดอะโพลิแทน บรีซ” ยังคงได้รับความสนใจจากลูกค้าในการเข้าชม โดยโครงการเดอะโพลิแทน บรีซ มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท คาดจะเริ่มโอนภายในเดือนกันยายนนี้ มูลค่า 300 – 400 ล้านบาท จากยอดขายจำนวน 130 – 150 ยูนิตจาก  ขณะที่โครงการทั้งหมดมีกว่า 500 ยูนิต ทั้งนี้ ส่วนที่เหลือจะทยอยโอนไปถึงเดือนธันวาคม 2561 ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะสนับสนุน และคาดว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว จากปีก่อนอยู่ที่ 704 ล้านบาท และคาดว่าจะพลิกเป็นกำไรจากปีก่อนที่ขาดทุน   “ในปีนี้โครงการเดอะโพลิแทน บรีซ จะเป็นพระเอกในการทำให้ผลประกอบการเราดีขึ้น โดยในเดือนกันยายนนี้ น่าจะเห็นยอดโอนได้ราว 300 ล้านบาท และทยอยโอนเรื่อยๆ ที่ผ่านมาการตอบรับที่ดีมากจากลูกค้า เช่น

“ชีวาทัย” พบนักลงทุนประจำไตรมาส 2/2561

  นายบุญ ชุน เกียรติ (กลาง) กรรมการผู้จัดการ ร่วมด้วย นางสาวกษมล แสนใจธรรม (ที่ 2 จากขวา) รองผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายบัญชีและการเงิน พร้อมทีมผู้บริหาร บริษัท ชีวาทัย จำกัด (มหาชน) หรือ CHEWA ร่วมนำเสนอข้อมูลในงานบริษัทจดทะเบียนพบนักลงทุน (Opportunity Day) เพื่อนำเสนอผลประกอบการธุรกิจประจำไตรมาส 2 ปี 2561 โดยบริษัทฯ ย้ำเป้ารายได้ปี 2561 โตกว่า 2,400 ล้านบาท แบ็กล็อก 800 ล้านบาท กางแผนกลยุทธ์เปิด 7 โครงการใหม่ และ 2 โครงการร่วมทุน โชว์แต่งตั้งกรรมการตรวจสอบ-กรรมการอิสระ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ถือหุ้น ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (รัชดา) เมื่อเร็วๆ นี้

“ออลล์ อินสไปร์” ร่วมงาน The Next Rising Star RE-Talk 2018

  นายธนากร ธนวริทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รูปแบบคอนโดมิเนียม ภายใต้แบรนด์ ดิ เอ็กเซล ไรส์ และอิมเพรสชั่น โชว์ศักยภาพความเป็นสุดยอดกูรู ผู้สร้างแบรนด์ให้เป็น “ดาว” ร่วมงานสัมมนาของ MRE มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หัวข้อ The Next Rising Star RE-Talk 2018 พร้อมแชร์ประสบการณ์ สู่การเป็น “ดาว” ในวงการอสังหาฯ เมืองไทย คนต่อไป ต้องทำอย่างไร นอกจากนี้ภายในงานมีคณาจารย์ และวิทยากรรับเชิญที่มีชื่อเสียง พร้อมผู้เข้าร่วมงานสัมมนาเป็นจำนวนมาก จัดขึ้น ณ หอประชุม ศาตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อเร็วๆ นี้