Home » ข่าว » Archive by Category "ข่าวอสังหาฯ"

“เพซ”ประกาศแผนลงทุนปี62รุกคอนโดฯไฮเอนด์มูลค่าไม่เกิน1หมื่นล้าน

เพซฯเผยหลังปลดหนี้50% จากกว่า 20,000 ล้านบาท เป็นบทเรียนเพิ่มความระวังในการพัฒนาโครงการ ประกาศทิศทางลงทุนรอบใหม่ปี62 ยังเน้นคอนโดฯระดับไฮเอนด์ย่านใจกลางเมือง รูปแบบแตกต่างจากคู่แข่ง มีกลุ่มเป้าหมายชัดเจน มูลค่าโครงการละ 5,000-10,000 ล้านบาท พัฒนาไม่เกิน 3 ปี มั่นใจไม่มีปัญหาขอสินเชื่อแบงก์ ด้านยูนิตเหลือขาย “นิมิต หลังสวน”อีก 10%คาดก่อสร้างแล้วเสร็จ ราคาขายปรับขึ้นเท่าตัวพุ่งไปที่ 600,000 บาท/ตารางเมตร   นายสรพจน์ เตชะไกรศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)หรือPACE เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่ได้ปลดล็อคหนี้สินจาก 20,000 กว่าล้านบาท เหลือเพียง 10,000 ล้านบาท ก็ทำให้สถานะทางการเงินดีขึ้นมาในระดับหนึ่ง ทั้งนี้จากบทเรียนและประสบการณ์ที่ผ่านมาจะช่วยให้ตนมีความระมัดระวังในการพัฒนาโครงการมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาบริษัทฯเน้นการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการก่อสร้าง ทำให้การพัฒนาล่าช้า การรับรู้รายได้ก็ช้าไปด้วย ทำให้ต้องเจออุปสรรคต่างๆมากมาย  ซึ่งที่ผ่านมาแนวทางการดำเนินงานของบริษัทฯจะเน้นตลาดระดับไฮเอนด์ แต่ปัจจุบันเริ่มมีการแข่งขันที่สูงมากขึ้น ดังนั้นทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทนับจากนี้ไปจะเน้นการพัฒนาโครงการระดับไฮเอนด์ย่านใจกลางเมืองเช่นเดิม แต่จะมีความแตกต่างจากคู่แข่ง และชัดเจนทั้งรูปแบบและกลุ่มลูกค้ามากขึ้น รวมไปถึงการเน้นนวัตกรรมใหม่ๆมาใช้ในโครงการ โดยจะพัฒนาครั้งละ 1 โครงการๆละประมาณ 5,000-10,000 ล้านบาท   ทั้งนี้บริษัทฯจะเริ่มดำเนินการลงทุนโครงการใหม่ได้ในปี2562โดยเป็นการพัฒนาเองทั้งหมด ในรูปแบบของคอนโดฯระดับไฮเอนด์ ที่ใช้ระยะเวลาในการพัฒนาไม่เกิน 3 ปี ต่างจากโครงการ”มหานคร” ที่ใช้เวลาในการพัฒนาประมาณ 10 ปีขณะนี้อยู่ในระหว่างการมองหาที่ดิน     “สำหรับแหล่งเงินทุนในการพัฒนาโครงการ เรามั่นใจว่ายังมีความสามารถในการขอสินเชื่อเพื่อพัฒนาโครงการได้อยู่ เนื่องจากลดหนี้ลงไปได้มาก นอกจากนี้สถาบันการเงินจะพิจารณาให้สินเชื่อตามศักยภาพของทำเลในการพัฒนาโครงการ จึงมั่นใจว่าไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน”นายสรพจน์กล่าว   ด้านการรับรู้รายได้จากการโอนโครงการอสังหาริมทรัพย์ในปี 2562 คาดว่าจะรับรู้รายได้เข้ามาประมาณ 8,000 ล้านบาท จากมูลค่ายอดขายรอโอน(Backlog) ที่มีอยู่ในปัจจุบัน 1,040 ล้านบาท จาก 4 โครงการ ได้แก่ 1.เดอะ ริทซ์-คาร์ลตันเรสซิเดนเซส บางกอก มียอดBacklog  2,062 ล้านบาท และมียูนิตรอขายอีก 301 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถโอนห้องที่เหลือทั้งหมดได้ภายในไตรมาส 4 ปี2561 นี้  2.โครงการมหาสมุทร วิลล่า มียอด Backlog  649 ล้านบาท และมีวิลล่ารอขายมูลค่าประมาณ 3,095 ล้านบาท  3.โครงการนิมิต หลังสวน มียอดขายแล้วกว่า 90% เป็นยอดBacklogคิดเป็นมูลค่า 6,914 ล้านบาท และห้องชุดรอขายมูลค่าประมาณ 1,086 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มสร้างเสร็จและโอนในช่วงไตรมาส 3 และ 4.โครงการ วินด์เชลล์ นราธิวาส  มียอดBacklog792 ล้านบาท และมีห้องชุดรอขายอีกมูลค่าประมาณ 2,208 ล้านบาท โดยทั้งโครงการนิมิต หลังสวน และโครงการวินด์ เชลล์ คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จและทยอยโอนรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2562     สำหรับความคืบหน้าโครงการ”นิมิต หลังสวน”ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 3 ไร่ เป็นคอนโดฯสูง 54 ชั้น ขนาด 78-640ตารางเมตร จำนวน 178 ยูนิต ราคาขายเมื่อเปิดตัวครั้งแรกปี2558 อยู่ที่ 320,000 บาท/ตารางเมตร หรือ 25-250 ล้านบาทมูลค่าโครงการกว่า 8,000 ล้านบาท โดยสามารถปิดการขายได้90%  คิดเป็นมูลค่า 6.914 พันล้านบาท ลูกค้าที่ซื้อเป็นคนไทย สัดส่วน 90% และต่างชาติ 10%สำหรับจำนวนยูนิตที่เหลือสัดส่วน 10% จะเปิดขายอีกครั้งเมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ คาดว่าจะสามารถสร้างถึงชั้น 50 ภายในปลายปี2561นี้  และแล้วเสร็จประมาณไตรมาส3-4/2562 ซึ่งราคาขายอาจจะปรับขึ้นไปที่ 600,000 บาท/ตารางเมตร เนื่องจากห้องที่เหลือขายเป็นห้องแบบเพนท์เฮาส์ และจะเริ่มทยอยโอนกรรมสิทธิ์ได้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2562 เป็นต้นไป      

“โกลด์เด้น กรุ๊ป” จ่องัดแลนด์แบงก์กว่า 400 ไร่ ออกพัฒนารับแผนบูมอีอีซี.

บิ๊กอสังหาศรีราชา “โกลด์เด้น กรุ๊ป” เตรียมงัดแลนด์แบงก์กว่า 400 ไร่กระจายในพื้นที่อีอีซี. ทั้งในจ. ชลบุรี และ จ. ระยอง ออกมาพัฒนา หวังขึ้นเบอร์เบอร์ 1 ในพื้นที่อีอีซี พร้อมแจงแผนลงทุนพัฒนาโครงการใหม่ในช่วงที่เหลือของปี 2561 อีก 5 โครงการมูลค่าโครงการรวม 3,200 ล้านบาท   นางสุนทรา คำภูสิริ กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้ง บริษัท โกลด์เด้น กรุ๊ป จำกัด ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ย่านศรีราชา จ. ชลบุรี เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในย่านศรีราชา ว่ามีการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วง 3 ปีที่ผ่านมามีโครงการที่อยู่อาศัยทั้งแนวสูงและแนวราบเกิดขึ้นค่อนข้างมาก ในขณะเดียวกันราคาซื้อขายที่ดินก็มีการปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 50 % โดยเฉพาะที่ดินที่อยู่ริมหาดจากเมื่อ 5 ปีก่อนราคาซื้อขายอยู่หลักหมื่นบาท แต่ปัจจุบันขยับขึ้นไปที่ 2-3 แสนบาทต่อตารางวา (ตร.ว)   อย่างไรก็ตามการพัฒนาโครงการอสังหาฯ ของโกลด์เด้น กรุ๊ป จะเป็นการนำเอาแลนด์แบงก์เก่าออกมาพัฒนามากกว่าซื้อที่ดินใหม่ และ นับตั้งแต่บริษัทฯ

ลั่นฆ้องงานมหกรรมบ้านฯครั้งที่ 39 ดูดกำลังซื้อโค้งสุดท้าย

3 สมาคมอสังหาฯ ผนึกกำลังจัดงาน “มหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 39” รุกตลาดอสังหาฯ ช่วงปลายปี61 ระดมผู้ประกอบการเปิดโครงการใหม่ พร้อมเคลียร์สต็อกรับไตรมาสสุดท้าย รวมกว่า 500 บูธ  กว่า 1,000 โครงการ อัดแคมเปญเร้าใจกระตุ้นยอดขาย คาด 4 วันที่ มีผู้ชมงานเกิน 100,000 คน ยอดจองในงานและต่อเนื่องรวมไม่ต่ำกว่า 12,000 ล้านบาท     นายปิติพัฒน์ ปรีดานนท์ ประธานคณะกรรมการจัดงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 39 เปิดเผยถึงภาพรวมของตลาดอสังหาฯ ในครึ่งปีหลัง2561 ว่า มีแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน เห็นได้จากการที่ผู้ประกอบการเปิดตัวโครงการใหม่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งมองว่าเป็นการขานรับตัวเลขจีดีพีทางเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นและการเดินหน้าของรัฐบาลในการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสายสีเขียวเข้ม ส่วนต่อขยายหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต สีเขียวอ่อน ช่วงส่วนต่อขยายจากสถานีบางหว้า ไปถึง ตลิ่งชัน สายสีน้ำเงินที่กำลังก่อสร้างส่วนต่อขยายทั้งเส้นทางใต้ดินและยกระดับทั้งจากฝั่งสถานีเตาปูน และจากสถานีหัวลำโพง สายสีชมพู เส้นศูนย์ราชการนนทบุรี-มีนบุรีสายสีแดงเข้ม บางซื่อ-รังสิต สายสีแดงอ่อน ตลิ่งชัน-บางซื่อ          สายสีเหลือง ลาดพร้าว-สำโรง สายสีส้มช่วงศูนย์วัฒนธรรม-สุวินทวงศ์ ทั้งยังมีโครงการอื่นๆ ได้แก่  รถไฟฟ้าความเร็วสูง รถไฟทางคู่ มอเตอร์เวย์ โครงการ Action planและ EEC โครงการเหล่านี้จะช่วยเปิดหน้าดิน สร้างทำเลที่อยู่อาศัยกว้างออกไป   อีกทั้งปัจจัยอื่นๆ ที่ช่วยสนับสนุนการขยายตัวของตลาดอสังหาฯ ในปีนี้ ยังประกอบด้วยภาคการท่องเที่ยว การส่งออก และการลงทุนของภาคเอกชนที่มีการเติบโต ที่สำคัญอัตราดอกเบี้ยที่คาดว่าจะยังไม่มีการปรับขึ้นในปีนี้ และ ท่าทีของธนาคารที่ผ่อนปรนมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อลง จึงเพิ่มโอกาสให้กับผู้บริโภคที่ต้องการซื้อบ้านมากขึ้น ขณะเดียวกันอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันก็ยังอยู่ในระดับต่ำ จึงมีส่วนช่วยในเรื่องของต้นทุนในการก่อสร้าง ค่าเช่า และค่าขนส่งวัสดุ   นายปิติพัฒน์ กล่าวต่อว่า ล่าสุด สมาคมอาคารชุดไทย สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร และสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ได้ร่วมจัดงาน”มหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 39”ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่4 – 7 ตุลาคม 2561 ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ บริเวณโซนซี ชั้น 1 ชั้น 2 และโซนเอเทรียม ภายใต้คอนเซ็ปต์ “SMART คิด HOUSE CONDO SOLUTIONS ให้เรื่องเป็นอยู่ เป็นเรื่องง่าย” โดยมีแนวคิดในการเลือกทำเลที่อยู่อาศัยอย่างชาญฉลาด ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้จะมีทั้งโครงการใหม่และสินค้าในสต็อกเดิม แบ่งสินค้าที่มาร่วมแสดงตามประเภทโครงการ เป็นคอนโดมิเนียมประมาณ 35% บ้านเดี่ยว 20% ทาวน์เฮาส์ 15% และอื่นๆ เช่นบ้านแฝด บ้านมือสอง ที่ดินเปล่า คิดเป็น 30% ซึ่งคาดว่าสินค้าที่จะได้รับความ นิยมจองซื้อมากที่สุดจะเป็นบ้านเดี่ยวคอนโดมิเนียม ทาวน์เฮาส์ ตามมาด้วยบ้านแฝด และอื่นๆ ที่อยู่ในช่วงราคา ต่ำกว่า 2 ล้านบาท ตามด้วยระดับ 2-3 ล้านบาทสอดคล้องกับกลุ่มอายุของผู้ที่เดินชมงาน ที่ส่วนใหญ่จะเป็นFirst Jobber หรือผู้ที่กำลังเริ่มทำธุรกิจของตัวเอง ในช่วงอายุ21-30 ปี คิดเป็น 35% ตามมาด้วยกลุ่มครอบครัวใหม่ ในช่วงอายุ 31-40 ปี ที่ 30% และช่วงอายุ 41-50 ปี ประมาณ 15% นอกจากนี้ โครงการที่อยู่อาศัยในกรุงเทพ-ปริมณฑลจะได้รับความสนใจมากกว่าโครงการในต่างจังหวัดอยู่ที่สัดส่วน 70:30   “คณะกรรมการจัดงานพยายามสร้างไฮไลท์ในงานแต่ละครั้งเพื่อสร้างความสดใหม่ และกระตุ้นความสนใจของผู้บริโภคสำหรับงานครั้งที่ 39 นี้ คณะกรรมการจัดงานได้จัดโซน HC SOLUTIONS ขึ้น ให้สอดรับกับคอนเซ็ปต์การจัดงานครั้งนี้โดยมี HC INFORMATION ระบบที่รวบรวมข้อมูลทุกโครงการจากผู้ประกอการกว่า 200 ราย ที่เข้าร่วมจัดแสดงสินค้า เพื่อประมวลผลในทุกเรื่องที่ผู้บริโภคต้องการทราบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทำเล ราคา และโปรโมชั่นต่างๆ ทั้งยังช่วยคำนวณความสามารถในการขอสินเชื่อ และมีบริการให้คำปรึกษาแนะนำเรื่องการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินชั้นนำที่มาร่วมเปิดบูธ นอกจากนี้ ยังช่วยค้นหาตำแหน่งบูธของโครงการต่างๆในงาน ทำให้ผู้มางานสามารถเข้าถึงโครงการต่างๆ ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ได้รับประสบการณ์ ที่ดีและประทับใจในการมางาน อีกทั้งยังรู้สึกว่าเรื่องเป็นอยู่เป็นเรื่องง่ายอีกด้วย และที่สำคัญ ยังช่วยให้ตัดสินใจซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น เพราะผู้บริโภคได้รับข้อมูลสินค้าที่ตรงกับความต้องการ”นายปิติพัฒน์ กล่าว   นายปิติพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทาง 3สมาคมและสมาชิกผู้ประกอบการพยายามที่จะรักษามาตรฐานการจัดงาน เพื่อให้งานมหกรรมบ้านและคอนโดฯ ยังคงเป็นงานแสดงสินค้าที่อยู่อาศัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย รวบรวมสินค้าบริการ และโปรโมชั่น ด้านอสังหาฯไว้มากที่สุด สมกับสโลแกนที่ว่า ‘ครบที่สุด ทุกที่ ทุกทำเล ทุกราคา หาได้ที่นี่’ ในทุกครั้ง บนพื้นที่จัดแสดงสินค้ากว่า 10,000ตารางเมตร จะมีบูธผู้ประกอบการกว่า500 บูธ นำสินค้าอสังหาฯ กว่า 1,000 โครงการ รวมถึงสถาบันการเงินที่มีชื่อเสียงนำบริการสินเชื่อมาเสนอแก่ผู้บริโภค งานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 39 นี้ ก็เช่นกัน ยังคงได้รับความร่วมมืออย่างดีจากผู้ประกอบการรายใหญ่เข้าร่วม เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับวงการอสังหาฯ และผู้บริโภค ทำให้ยอดจองพื้นที่ เต็ม 100%   “ทางคณะกรรมการจัดงานได้เตรียมโปรโมชั่นพิเศษ ไว้ให้กับลูกค้าที่ชำระเงินจองซื้อโครงการที่อยู่อาศัย ทุก 5 แสนบาท จะได้รับคูปองสำหรับจับฉลากรางวัล 1 ใบ เพื่อลุ้น ชิงบัตรกำนัลส่วนลดเงินสดมูลค่า 1 ล้านบาท จำนวน 1 รางวัล ทั้งยังได้ลุ้นรับโทรทัศน์แอลอีดี ขนาด 43 นิ้ว รุ่น TV-43FX500 จาก      พานาโซนิค รางวัลละ 19,490 บาท จำนวน 15 รางวัล อีกทั้งยังมีโปรโมชั่นพิเศษมากมายจาก ผู้ประกอบการมากมาย ทั้งนี้คาดว่าในระหว่าง 4 วันที่จัดงานจะมีผู้มาเดินงานกว่า 100,000 คน มียอดจองและขายมากกว่า 4,000 ล้านบาท และมียอดขายต่อเนื่องหลังงานอีกไม่น้อยกว่า 8,000 ล้านบาท

บาเนีย เปิด Baania Pulse

บาเนีย เปิด Baania Pulse บริการวิเคราะห์ข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์ เจาะลึกเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ พร้อมเปิดผลสำรวจข้อกังวลของคนซื้อบ้านผ่านสื่อสังคมออนไลน์   นายวีรวัฒน์ รัตนวราหะ ผู้ร่วมก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท บาเนีย (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทเทคโนโลยีที่พัฒนาเกี่ยวกับ Big Data ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในรูปแบบ Comprehensive Marketplace และ Data Platform รายแรกของประเทศไทย กล่าวว่า บริษัทได้เปิดบริการ Baania Pulse ซึ่งเป็น Deep Social Analytics Platform ทางด้านอสังหาริมทรัพย์ อย่างเป็นทางการ  โดยการพัฒนา Unstructured Data  ที่มีอยู่ในสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ มาจัดการอย่างเป็นระบบและวิเคราะห์โดยทีม Data Siencetist และ Data Analytics ทำให้ข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์ร่วมกับ Structured Data มีความครบถ้วน ถูกต้องแม่นยำมากยิ่งขึ้น   ปัจจุบันการสื่อสารบนสื่อสังคมออนไลน์มีมากกว่า

3สมาคมอสังหาฯหวั่นซัพพลายบ้านไม่สมดุลดีมานด์

เอกชนเผยระบบขนส่งมวลชนภาครัฐดันที่ดินชานเมืองพุ่ง ส่งผลราคาที่อยู่อาศัยสูงเกินรายได้ผู้บริโภค หวั่นอนาคตซัพพลายแนวราบไม่สมดุลดีมานด์ แนะรัฐปลดล็อคผังสี เอื้อคนมีบ้านราคาถูกลง ส่วนตลาดคอนโดฯโตต่อเนื่องขยายตัวตามโครงข่ายคมนาคม ขณะที่ตลาดEECยังน่าลงทุน ต่างชาติยังแห่นำเม็ดเงินอัดหลายล้านล้านเหรียญสหรัฐ     หวั่นซัพพลายแนวราบไม่สมดุลดีมานด์–แนะรัฐปลดล็อคผังสี นายวสันต์ เคียงศิริ อุปนายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร  กล่าวว่า จากการพัฒนาโครงการระบบขนส่งมวลชน โดยเฉพาะรถไฟฟ้า ทำให้ที่ดินมีศักยภาพสูงขึ้น โดยเฉพาะทำเลกรุงเทพฯและปริมณฑล มีการปรับขึ้นสูงมาก จนทำให้ต้นทุนการพัฒนาโครงการแนวราบของผู้ประกอบการปรับขึ้นตาม ส่งผลไปยังราคาที่อยู่อาศัยปรับสูงขึ้นตาม ในขณะที่รายได้ของผู้บริโภคขึ้นตามไม่ทัน เชื่อว่าในอนาคตประชาชนส่วนใหญ่จะไม่มีกำลังซื้อบ้าน เนื่องจากราคาสูงเกินไป ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายหวั่นว่าบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ ทำเลกรุงเทพฯ-ปริมณฑล จะหมดตลาด ในขณะที่ดีมานด์ยังมีต่อเนื่อง  โดยข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.)พบว่าในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมาบ้านเดี่ยว มีการโอนกรรมสิทธิ์ไปทั้งสิ้น 15,000 ยูนิต ในขณะที่มีบ้านเดี่ยวเปิดใหม่เพียง 5,000 ยูนิต ส่วนทาวน์เฮาส์ มีการโอนกรรมสิทธิ์ไป 30,000 ยูนิต ในขณะที่มีโครงการเปิดใหม่เพียง 10,000 ยูนิต ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่ามีความต้องการสูงกว่าซัพพลายที่ออกสู่ตลาดและคาดว่าจะสามารถขายได้หมดในเวลาไม่นาน   “สิ่งที่ผู้ประกอบการเริ่มกังวลว่าในอนาคตพื้นที่ชานเมืองจะหาบ้านเดี่ยวราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาทได้ยากขึ้น จะมีแต่ราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป ส่วนทาวน์เฮาส์

พลัสฯ เผยคอนโดย่านพหลฯ มาแรง ราคาที่ดินเทียบชั้นสุขุมวิท

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ เผยผลวิจัยพบคอนโดมิเนียมย่านพหลโยธิน-ห้าแยกลาดพร้าว ย้อนหลัง 4 ปีปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 8%  ราคาขายเฉลี่ยโครงการใหม่ 150,000–170,000 บาทต่อตารางเมตร ด้านราคาที่ดินเริ่มต้น 500,000 -1,000,000 บาทต่อตารางวา ใกล้เคียงย่านสุขุมวิท เหตุเป็นทำเลศักยภาพแห่งการอยู่อาศัย พบความต้องการอยู่อาศัยเพิ่มขึ้นปีละ 8.4% มาจากความต้องการกลุ่มคนทำงาน และกลุ่มผู้อาศัยในพื้นที่ดั้งเดิมที่ต้องการขยับขยายแต่ไม่ต้องการย้ายถิ่นฐาน       นายอนุกูล รัฐพิทักษ์สันติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารและจัดการอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร เปิดเผยผลสำรวจของฝ่ายวิจัยและพัฒนาพบว่าราคาเฉลี่ยของคอนโดมิเนียมเปิดใหม่ย่านพหลโยธินปัจจุบันอยู่ที่ 150,000 – 170,000 บาทต่อตารางเมตร สูงกว่าโครงการเก่าประมาณ 8% ซึ่งในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 8% ต่อปี อีกทั้งคาดว่าในอนาคตคอนโดมิเนียมใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS จะมีแนวโน้มราคาเพิ่มขึ้นอีกเนื่องจากข้อจำกัดของที่ดินสำหรับพัฒนาโครงการใหม่ในย่านนี้ ซึ่งราคาที่ดินที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS นับตั้งแต่ปี 2556 เริ่มต้นที่ 500,000 -1,000,000 บาทต่อตารางวา ราคาในปัจจุบันจึงขยับเข้าใกล้ราคาที่ดินทำเลสุขุมวิท  นอกจากนี้ที่ดินย่านพลโยธินยังถูกแบ่งเป็นที่ดินแปลงเล็กที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ ดังนั้นความต้องการที่เพิ่มขึ้นบนที่ดินที่หายากมากขึ้นนี้จึงเป็นความท้าทายของผู้ประกอบการ   ปัจจัยที่ส่งผลให้ราคาคอนโดมิเนียมย่านพหลโยธินปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องนั้น เนื่องจากเป็นจุดที่มีการคมนาคมสะดวก สามารถเดินทางได้โดยรถไฟฟ้า BTS และสามารถเชื่อมต่อไปยังสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT โดยการเชื่อมด้วยรถไฟฟ้า BTS ที่สถานีจตุจักร อีกทั้งยังมีความสะดวกสบายให้กับผู้อยู่อาศัยเนื่องจากอาคารส่วนใหญ่ตามแนวถนนมีทั้งร้านขายของแห่งใหม่และร้านค้าเก่าแก่  มีห้างค้าปลีกสมัยใหม่และ คอมมูนิตี้มอลล์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมธนาคาร ร้านอาหารและซูเปอร์มาร์เก็ต ที่มีทางเดินเชื่อมต่อสู่สถานีรถไฟฟ้าอย่างสะดวก     นอกจากนี้พหลโยธินยังเป็นแหล่งของอาคารสำนักงานจำนวนมากซึ่งเป็นที่ทำงานสำหรับกลุ่มพนักงงานออฟฟิศทั่วไป ถือเป็นกลุ่มที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยในรูปแบบของคอนโดมิเนียมที่ไม่ไกลจากที่ทำงานที่นี่ และยังมีความต้องการจากกลุ่มผู้อยู่อาศัยดั้งเดิมที่อยู่กันมานานหลายรุ่นและมีแนวโน้มที่จะไม่ย้ายถิ่นที่อยู่ ซึ่งกลุ่มคนในพื้นที่ดั้งเดิมนี้ก็เป็นอีกกลุ่มที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัยเพื่อขยายครอบครัว แต่ยังคงต้องการอาศัยอยู่รอบย่านที่อยู่อาศัยปัจจุบัน  คอนโดมิเนียมจึงเป็นอีกทางเลือกที่สะดวกสบาย

“อารียา” พร้อมเปิดตัวโครงการมิกซ์ยูสย่านราชดำริไตรมาส 2/62 แน่

อารียาฯ ส่งสัญญาณเปิดตัวโครงการมิกซ์ยูส สูง 50-60 ชั้นบนที่ดิน AUAA เก่า ไตรมาส 2/62 แน่ ครึ่งปีหลังผุด 8 โครงการใหม่ รวมมูลค่า 7,275 ล้านบาท   พร้อมปรับแผนการขายเน้นลูกค้าต่างชาติมากขึ้น คาดยอดขายรวมปี 61 แตะ 10,000 ล้านบาท มั่นใจรายได้โต10% นายวิศิษฎ์ เลาหพูนรังษี ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ A เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในช่วงครึ่งปีหลัง 2561 ว่า จะมีการเติบโตดีขึ้นกว่าครึ่งปีแรก จากการที่เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตขึ้น การลงทุนภาครัฐเริ่มมีการลงทุนอย่างชัดเจน และหนี้สินครัวเรือนที่มีแนวโน้มลดลง แต่การแข่งขันของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยังคงแข่งขันมากขึ้น จากการเปิดโครงการที่ออกมามากต่อเนื่อง โดยตลาดที่ต้องระมัดระวังคือ คอนโดมิเนียม ที่มีการเปิดโครงการออกมามาก และมีความต้องการซื้อในตลาดที่ผันผวน ทำให้มีความเสี่ยงสูงมากในการเปิดตัวโครงการในช่วงนี้ ซึ่งจะต้องมีการวิเคราะห์ทำเลที่จะเปิดอย่างระมัดระวังและรอบคอบ ส่วนโครงการแนวราบยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากความต้องการซื้อที่ยังมีสูงต่อเนื่อง โดยทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ยังเน้นการพัฒนาโครงการแนวราบ ในสัดส่วน 60-70% และคอนโดมิเนียม สัดส่วน

ทุ่ม 1,000 ลบ. เปิดตัว ‘ไอคอนสยาม’ 9 พฤศจิกายน 2561

เตรียมทุ่มงบประมาณกว่า 1,000 ล้านบาทเปิด “ไอคอนสยาม” อภิมหาโครงการเมืองแห่งการใช้ชีวิตสู่โลกอนาคต สัญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์ของไทยริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยามูลค่า 54,000 ล้านบาท อย่างเป็นทางการ 9 พฤศจิกายน 2561 นี้   นายสุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวว่า ได้เตรียมงบประมาณไว้มากกว่า 1,000 ล้านบาท (ลบ.) สำหรับการจัดงานเปิดเมืองไอคอนสยามและเชิญผู้สื่อข่าวจากทั่วโลกมาเยี่ยมชม โครงการ “ไอคอนสยาม”  ที่มีกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2561 นี้  โดยโครงการนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยามูลค่า 54,000 ล้านบาท มีพื้นที่รวมกว่า 750,000 ตารางเมตร (ตร.ม.) พัฒนาภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘การสร้างประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย’ หรือ Creating Shared Value และ ‘การร่วมกันรังสรรค์’ หรือ Co-Creation เป็นส่วนประกอบสำคัญที่สุดของไอคอนสยาม ที่ได้บุกเบิกและทำคอนเซ็ปต์ค้าปลีกรูปแบบใหม่นี้ให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรมและเต็มรูปแบบ เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ที่ก้าวขึ้นไปอีกขั้นอย่างเต็มภาคภูมิ และสร้างประสบการณ์ที่ประทับใจแก่คนไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก  

กลุ่ม LHMH เตรียมเม็ดเงินกว่า 1.6 หมื่นลบ. ลงทุน 3-5 ปี

LHMH ในเครือแลนด์แอนด์เฮ้าส์ วางแผนลงทุนระยะกลาง 3-5 ปี รวมเม็ดเงิน 1.6 หมื่นล้านบาททั้งในรูปแบบ “มิกซ์ยูส” และ “สแตนอโลน” ปี 2562 เตรียมผุด “เทอร์มินอล 21” ริมน้ำเจ้าพระยา ย่านพระราม 3 บนเนื้อที่ 15 ไร่ ใช้เงินลงทุนราว 4,000 ล้านบาท ขณะที่โครงการ“มิกซ์ยูส” พัทยามูลค่าลงทุน 6,000 ล้านเปิดบริการในเดือนตุลาคม นี้ นางสุวรรณา พุทธประสาท ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท แอล เอช มอลล์ แอนด์ โฮเทล จำกัดหรือ LHMH บริษัทในเครือ บมจ. แลนด์ แอนด์ เฮาส์ (LH) ผู้บุกเบิกธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย ภายใต้แบรนด์ “เทอร์มินอล 21” ธุรกิจโรงแรม ภายใต้แบรนด์ “แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์”

เอพี เปิดคอนโดฯ ใหม่ “ไลฟ์ อโศก ไฮป์” เริ่มต้น 2.89 ล้านบาท

เอพี โชว์ยอดขายล่าสุดได้กว่า 2.97 หมื่นล้านบาท พร้อมเดินหน้าแผนเปิดตัวโครงการใหม่ ล่าสุดสบช่องผุด “ไลฟ์ อโศก ไฮป์” มูลค่ากว่า 5,700 ล้านบาท คาดก่อสร้างแล้วเสร็จไตรมาส 2 ปี 2564   นายวิทการ  จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กร และการสร้างสรรค์ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์ ) จำกัด (มหาชน) หรือ AP เปิดเผยถึงผลประกอบการด้านยอดขายล่าสุด ณ วันที่ 15 กันยายน 2561 ว่า บริษัทมียอดขายรวมแล้ว 29,710 ล้านบาท หรือ 75% ของเป้าหมายยอดขายทั้งปีที่ตั้งไว้ 39,800 ล้านบาท ส่วนสินค้ารอรับรู้รายได้ (แบล็คล็อก) ปัจจุบันมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 54,255 ล้านบาท แบ่งเป็นจากโครงการแนวราบ มูลค่า 9,675 ล้านบาท คาดว่าจะรับรู้ในปีนี้ทั้งหมด