Home » Posts Tagged "กนง."

ตามไปดู เรื่องเด่นข้ามปีผลกระทบ “กฎหมาย” กับธุรกิจอสังหาฯ

ปี 2561 เป็นปีที่สถานการณ์ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีหลายประเด็นที่เป็นเรื่องเด่นให้ติดตามมาตลอดทั้ง “ปีจอ” … ทวีความท้าทายยาวมาถึง “ปีกุน” ปี 2562  นั่นคือ “กฎหมาย” หรือ มาตรการ ต่างๆ ที่ทยอยประกาศออกมานั้น ทีมงานของ prop2morrow.com ได้สะท้อนผ่านมุมมองของ “เลิศมงคล วราเวณุชย์” หนึ่งในกูรูทางด้านนี้ในฐานะกรรมการผู้จัดการบริษัท เดวา เรียลเอสเตท จำกัด, นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ นนทบุรี และอุปนายกและเลขาธิการสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ประเมินผลกระทบทั้งในแง่ “บวก” และ “ลบ” กับผู้ประกอบการอสังหาฯ ไทยแตกต่างกันไป ดังนี้   ปรับเกณฑ์ LTV ใหม่ เพิ่มดาวน์ที่อยู่อาศัยสกัดเก่งกำไร … เริ่มจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือ แบงก์ชาติ ได้ออกมาตรการกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Loan to Value :LTV) แบบใหม่เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2562 เป็นต้นไป

กนง.ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายแตะ 1.75%

กนง.ปรับขึ้นขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25 %  ต่อปี จาก  1.50% เป็น 1.75 %  ต่อปี โดยให้มีผลทันทีเพื่อลดความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงิน รวมทั้งเพื่อสร้างขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (policy space) สำหรับอนาคต   นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยถึงผลการประชุม กนง.ในวันนี้ (19 ธ.ค.2561) ครั้งที่ 8/2561 ว่า คณะกรรมการฯ มีมติ 5 ต่อ 2 เสียงให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ(%)  0.25 ต่อปี จาก  1.50 %  เป็น 1.75 % ต่อปี โดยให้มีผลทันที ขณะที่ 2 เสียงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ไว้ที่ 1.50% ต่อปี  นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)

ผลประชุมกนง.มีมติ 4 ต่อ 3 เสียงให้คง ดบ.นโยบายที่ร้อยละ 1.50 ต่อปี

ผลการประชุม กนง. วันนี้ (14 พ.ย.2561)  คณะกรรมการฯ มีมติ 4 ต่อ 3 เสียงให้คงอัตราดอกเบี้ย (ดบ.)นโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.50 ต่อปี  โดย 3 เสียงเห็นควรให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 จากร้อยละ 1.50 เป็นร้อยละ 1.75 ต่อปี    นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ในการตัดสินนโยบาย คณะกรรมการฯ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่อง  แม้อุปสงค์ต่างประเทศมีสัญญาณชะลอลงบ้าง อัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีทิศทางเพิ่มขึ้น ใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้เดิม   ภาวะการเงินโดยรวมยังอยู่ในระดับผ่อนคลายและเอื้อต่อการขยายตัว ทางเศรษฐกิจ เสถียรภาพระบบการเงินโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ต้องติดตามความเสี่ยงที่อาจสะสม ความเปราะบางในระบบการเงินได้ในอนาคต โดยเฉพาะจากภาวะการเงินที่ผ่อนคลายเป็นเวลานาน  คณะกรรมการฯ เห็นว่า นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายในระดับปัจจุบันมีส่วนช่วยสนับสนุนการขยายตัว ของเศรษฐกิจและสอดคล้องกับกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ กรรมการส่วนใหญ่จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ย นโยบายไว้ ส่วนกรรมการ 3 ท่านเห็นว่าความต่อเนื่องของการขยายตัวทางเศรษฐกิจมีความชัดเจนเพียงพอ และภาวะการเงินที่ผ่อนคลายมากอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานส่งผลให้ประชาชนและภาคธุรกิจประเมิน ความเสี่ยงของภาวะการเงินในอนาคตต่่ากว่าที่ควร

“ลลิล”เตรียมแผนการเงิน-ตรึงราคาสินค้าตั้งรับดอกเบี้ยปรับขึ้น

ลลิลฯเผยเศรษฐกิจไทยมีทิศทางดีขึ้น รับแรงสนับสนุนจากภาคส่งออก-ท่องเที่ยวขยายตัว และการลงทุนภาครัฐ หวั่นปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูง-การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เตรียมพร้อมรับมือปรับโครงสร้างการเงินกู้ระยะยาว-ออกตั๋วB/E ทั้งล็อกต้นทุนวัสดุสร้าง มั่นใจตรึงสินค้าราคาเดิม ครึ่งปีหลังจ่อเปิด 5-6โครงการใหม่ รวมมูลค่า3,100-3,600 ล้านบาท คาดยอดขายรวมทั้งปีเกินเป้า ด้านยอดรับรู้รายได้แตะ 4,000 ล้านบาท   นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ บริษัท  ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด(มหาชน)หรือLALIN  เปิดเผยถึงภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในครึ่งปีหลัง 2561 ว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยภาพรวมทั้งปี 2561 น่าจะเห็นการขยายตัวประมาณ 4 – 4.5% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ดี อีกทั้งเริ่มเห็นสัญญาณการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนมีทิศทางที่ดีขึ้น ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐเริ่มกลับมาขยายตัวในช่วงครึ่งปีหลัง อย่างไรก็ดีภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังคงต้องเฝ้าติดตามการเติบโตของเศรษฐกิจไทย เพราะแม้จะมีการขยายตัว แต่ยังคงเป็นการเติบโตที่กระจุกตัวในบางอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังมีปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ทรงตัวในระดับสูงเป็นตัวฉุดกำลังซื้อในประเทศ และความเสี่ยงจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งกระทบต่อกำลังซื้อเช่นเดียวกัน ในส่วนปัจจัยเสี่ยงนอกประเทศต้องติดตามประเด็นสงครามการค้าระหว่างประเทศ หากลุกลามอาจส่งผลกระทบต่อการขยายตัวเศรษฐกิจของโลกและไทยได้   ทั้งนี้ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.)ระบุว่าในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยในกทม.-ปริมณฑล มีข้อมูลจดทะเบียนทั้งสิ้นประมาณ 120,000-130,000 หน่วย/ปี และในช่วงปี 2560 มีตัวเลขที่ลดลงอยู่ที่ 110,000