ระบบรางเอื้อผู้ประกอบการผุดโครงการใหม่ นับถอยหลัง5ปีแลนด์มาร์คกทม.เปลี่ยนโฉม

วันนี้ (21 กันยายน 2560)บริษัท ทูมอร์โรว์ กรุ๊ป จำกัด และเว็ปไซต์ prop2morrow.comจัดงานสัมมนาภายใต้หัวข้อ “Bangkok’s New Landmark แนวโน้มกรุงเทพเมืองใหม่จากแลนด์มาร์คใหม่” ซึ่งกำลังเป็นกระแสอินเทรนด์ในยุค 4.0 นี้ ที่ผู้ประกอบการอสังหาฯค่ายยักษ์ต่างพยายามหาพื้นที่ศักยภาพเพื่อปักหมุดสร้างแลนด์มาร์คให้เป็นจุดขายกันมาก ซึ่งส่วนใหญ่ทำเลที่ตั้งจะอยู่ใกล้แนวระบบราง หรือรถไฟฟ้านั่นเอง

 

ผังเมืองใหม่เอื้อโครงการแนวรถไฟฟ้าโบนัสFARเพิ่ม20%

โดยเริ่มจากนางสาวก่องกนก เมนะรุจิ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษหัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการขนส่งทางรางสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร หรือ สนข. เปิดเผยภายใต้หัวข้อ “แผนการพัฒนาระบบรางในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล”ว่า สนข.ถือเป็นหน่วยงานที่มีส่วนสนับสนุนธุรกิจอสังหาฯ  โดยวางนโยบายจากความเป็นจริงให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้อยู่อาศัยในเมือง โดยระบบการขนส่งเพื่อรองรับการเดินทางที่ประหยัด ดีที่สุดและใช้ระยะเวลาที่น้อยลง คือระบบราง รัฐบาลจึงได้มีการวางแผนแม่บทเกี่ยวกับระบบรางมาตั้งแต่ปี 2537 โดยสายแรกที่เห็นคือสายสีเขียว (สีลมและสุขุมวิท) และมีพัฒนามาต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันที่เป็นช่วงบูมมาก จนถึงปัจจุบันมีทั้งหมด 12 เส้นทาง แล้ว ทั้งระยะสั้น กลาง และยาว โดยเป็นเส้นทางหลัก(มีผู้โดยสารปริมาณมาก)และเส้นทางรอง (เส้นทางที่มีผู้โดยสารที่เบาบาง เช่น สายสีชมพูและสายสีเหลือง)

นอกจากนี้คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้สนข.ไปศึกษาและพิจารณาบรรจุโครงการระบบขนส่งมวลชนระบบรองของกรุงเทพมหานครใน M-Map 2 จำนวน 3 โครงการ คือ สายสีเทา จากวัชรพล-สะพานพระราม 9 ระยะทาง 26 กิโลเมตร  ,สายบางนา-สุวรรณภูมิ เป็นระบบขนส่งมวลชนเบา  และสายสีทอง จากสถานีรถไฟฟ้ากรุงธนบุรี-เขตคลองสาน-ถนนประชาธิปก ระยะทาง 2.7 กิโลเมตร

ทั้งนี้คณะรัฐมนตรี (ครม.)ได้มีมติเห็นชอบตามแผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนทางรางในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล(M-MAP 1)ที่ให้มีการสร้างรถไฟฟ้า 12 สายให้เสร็จภายในปี 2572 โดยเร่งรัดให้เร่งดำเนินการใน 10 สายหลัก ระยะทาง 464 กิโลเมตร จำนวน  312 สถานี ครอบคลุมพื้นที่ 680 ตารางกิโลเมตร  รองรับประชาชน 5.13 ล้านคน ประกอบด้วยโครงข่ายหลัก 8 เส้นทาง  โครงข่ายรอง 2 เส้นทาง ขณะนี้ได้เปิดดำเนินการไปแล้ว 5 โครงการระยะทาง 110.5 กิโลเมตร(23.81 %) อยู่ระหว่าง การก่อสร้าง 6 โครงการ ระยะทาง 120.4 กิโลเมตร(25.94%) โครงการประกวดราคาเสร็จสิ้น เตรียมการก่อสร้างในปีนี้ 6 โครงการ ระยะทาง 64.9 กิโลเมตร (19.98%) โดย ครม.เห็นชอบการคัดเลือกเอกชนไปแล้วเมื่อ 30 พ.ค.)

 

ส่วนโครงการที่อยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติในปีนี้อีก 7 โครงการ รวมระยะทาง 97.6 กิโลเมตร (21.03%) ประกอบด้วย สายสีแดงเข้มช่วงรังสิต-มธ.รังสิต ระยะทาง 10 กิโลเมตร สายสีแดงอ่อน ช่วงตลิ่งชัน-ศาลายา ระยะทาง 14 กิโลเมตรา สายสีน้ำเงิน ช่วงบางแค-พุทธมณฑลสาย 4 ระยะทาง 8 กิโลเมตร สายสีเขียวเข้มช่วง คูคต-ลำลูกกา ระยะทาง 6.8 กิโลเมตร สายใหม่ ARL ระยะที่ 1 พญาไท-บางซื่อ ระยะที่ 2 บางซื่อ-ดอนเมือง รวมระยะทาง 21.8 กิโลเมตร สายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ-บางขุนนนท์ ระยะทาง 13.4 กิโลเมตร ส่ายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ ระยะทาง 23.6 กิโลเมตร และ ยังไม่ได้ดำเนินการอีก (9.75%)

อย่างไรก็ตามในปี 2562 จะเปิดให้บริการระยะทาง 140.2 กิโลเมตร ปี 2564 เปิดให้บริการ 326.4 กิโลเมตร ปี 2572 เปิดให้บริการ ระยะทาง 418.9 กิโลเมตร รวม 464 สถานี ซึ่งผู้ประกอบการควรพิจารณาลงทุนตามแนวรถไฟฟ้าและสถานีรถไฟฟ้าที่มีศักยภาพ

 

ทั้งนี้การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่งมวลชนนั้นไปพร้อมกับการพัฒนาพื้นที่รอบโครงข่ายและสถานีจะสามารถควบคุมทิศทางการพัฒนาเมือง จะสามารถควบคุมทิศทางการพัฒนาเมืองให้เกิดความกระชับและมีการใช้ประโยชน์ที่ดินที่มีความหนาแน่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะที่ผังเมืองใหม่ที่จะประกาศใช้ในปี 2561 ที่ทำให้การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในรัศมี 600 เมตรจากสถานีรถไฟฟ้ามีประสิทธิภาพและมีความหนาแน่นมากยิ่งขึ้น อาทิ หากพัฒนาภายในรัศมี 600 เมตรจะได้โบนัสอัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน (Floor Area Ratio:FAR) เพิ่มขึ้น 20% หรือกรณีมีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นจากกฎหมายกำหนัดก็จะได้รับโบนัสเพิ่มเช่นเดียวกัน นอกจากจะเอื้อต่อผู้ประกอบการที่อยู่ในรัศมี 600 เมตร แล้วยังทำให้เกิดการพัฒนาอื่นๆตามมาในรัศมี 12 กิโลเมตร

 

โดยที่ผ่านมารัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยร่างผังเมืองมหานครกรุงเทพและจังหวัดโดยรอบ เพื่อเป็นผังเมืองชี้นำในการพัฒนาให้เป็นทิศทางเดียวกัน จากเดิมที่ต่างคนต่างทำจนเกิดความไม่เท่าเทียม เช่นบนถนนเส้นเดียวกันแต่เป็นคนละจังหวัด สัดส่วน FAR ก็จะไม่เท่ากัน

 

อีก5ปีแลนด์มาร์คกรุงเทพฯเปลี่ยนโฉมใหม่

ด้านนางสาวอลิวัสสา พัฒนถาบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีบีอาร์อี จำกัด กล่าวว่า ภายในระยะเวลา 5 ปีข้างนี้หน้าแลนด์มาร์คของกรุงเทพฯจะเปลี่ยนไปในอีกรูปแบบหนึ่ง ปัจจุบันมองแลนด์มาร์คแค่ตัวอาคารที่มีรูปร่าง สะดุดตา โดยทำเลแรกที่จะเป็นแลนด์มาร์คคือ บริเวณโดยรอบสวนลุมพินี เพราะมีโครงการขนาดใหญ่ถึง 3 โครงการจะเกิดขึ้น คือ โครงการ  “One Bangkok” (วัน แบงค็อก)  มีพื้นที่ 104 ไร่ อยู่ตรงหัวมุมวิทยุ ตัดพระราม 4,โครงการหลังสวนวิลเลจ  มีเนื้อที่ 56 ไร่ ของสำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และโครงการของกลุ่มโรงแรมดุสิตธานี หัวมุมถนนสีลม พื้นที่ 23 ไร่

 

ทั้งนี้เมื่อโครงการทั้ง 3 เสร็จสมบูรณ์ ทำให้บริเวณโดยรอบสวนลุมฯเป็นนิวแลนด์มาร์คใหม่ของกรุงเทพฯทำเลแรก เพราะด้วยพื้นที่บริเวณดังกล่าวอยู่ริมถนนใหญ่ ได้FARเต็ม สามารถสร้างอาคารขนาดสูงได้เต็มที่ จึงสามารถพัฒนาเป็นมิกซ์ยูสเต็มรูปแบบ มีครบทั้งโรงแรม ที่อยู่อาศัย และโครงการเพื่อการพาณิชย์

 

“ในอีก 5 ปีข้างหน้า เมื่อโครงการดังกล่าวสร้างเสร็จ จะทำให้พื้นที่สำนักงานเพิ่มขึ้นมาก จากปัจจุบันอยู่ 4.4 ล้านตารางเมตร เพิ่มเป็น 7.85 แสนตารางเมตร รวมเฉพาะแค่วัน แบงค็อก เฟสเดียว ส่วนรีเทลปัจจุบันมีพื้นที่รวม 1.5 แสนตารางเมตร เพิ่มขึ้นอีก 2.85 แสนตารางเมตร หรือ 9% ในอีก 5 ปีข้างหน้า และจะมีโรงแรมเพิ่มขึ้นอีก 18%”นางสาวอลิวัสสา กล่าว

นางสาวอลิวัสสา กล่าวเพิ่มเติมว่า ในอนาคตทำเลที่จะพัฒนาเป็นแลนด์มาร์คได้ คือ โซนติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งเจริญนคร และเจริญกรุง  ซึ่งมีจุดเด่นของทำเลที่มีคาแรคเตอร์ที่แตกต่าง สังเกตว่าคอนโดมิเนียมติดริมแม่น้ำ เมื่อพัฒนาออกมา จะขายได้ 100% นอกจากนี้ยังมีรถไฟฟ้าสายสีทองที่เชื่อมในเมืองกับฝั่งธนบุรีอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีพื้นที่น่าสนใจอีกหลายพื้นที่ เช่น พื้นที่มักกะสัน จะเปิดการประมูลเร็วๆนี้ ซึ่งต้องจับตาดูว่าผู้ประมูลจะทำรูปแบบออกมาอย่างไร และผู้ประกอบการรายใดจะเข้าร่วมประมูล  ,พื้นที่พระราม 9 มีโครงการ ซุปเปอร์ทาวเวอร์ , พื้นที่สุขุมวิท บางนา มีโครงการ แบงค็อก มอลล์ ที่สามารถเชื่อมต่อไปสุวรรณภูมิ

 

ระบบรางขยายตัวหนุนเกิดเมืองศูนย์กลาง

นายอิสระ บุญยัง  นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร และกรรมการผู้จัดการ บริษัท กานดา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวว่า การพัฒนาโครงข่ายระบบรางจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กรุงเทพฯสามารถเติบโตไปได้อีกมาก นอกจากนี้การขยายระบบรางไปยังเส้นทางต่างจังหวัดยังทำให้จังหวัดที่เส้นทางรถไฟฟ้าผ่านมีการขยายตัวและเจริญเติบโตมากขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้ยังทำให้เกิดเมืองศูนย์กลางที่กระจายตัวออกไปยังภูมิภาคแทนกรุงเทพเพียงแห่งเดียว อาทิ ภาคตะวันออกที่รัฐบาลสนับสนุนให้เกิดโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC ซึ่งจะมีทั้งระบบราง การขยายสนามบินอู่ตะเภาให้เป็นสนามบินนานาชาติ ท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบังซึ่งจะยกเลิกท่าเรือคลองเตยไปใช้ที่แหลมฉบังแทน

 

การขยายเส้นทางรถไฟฟ้าจะทำให้การพัฒนาออกไปยังนอกเมืองมากขึ้น แต่จำนวนที่ดินที่นำมาพัฒนาจำนวนเท่าเดิม หากอัตราส่วนพื้นที่อาคารต่อพื้นที่ดิน หรือ Floor Area Ratio : FAR ไม่เปลี่ยนที่ดินที่จะนำมาพัฒนาใหม่ก็จะน้อยลง แม้ว่าจะพัฒนาไกลออกไปเพื่อให้สามารถพัฒนาที่อยู่อาศัยได้ในราคาถูกลง แต่พื้นที่รอบนอก FAR กลับต่ำลงตามจึงไม่ได้ช่วยให้ราคาลดลงได้

 

แนะ8กฎทองลงทุนซื้อคอนโดฯแนวรถไฟฟ้า

ด้านนายอนุชา กุลวิสุทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนอสังหาริทรัพย์ กล่าวว่า การลงทุนในคอนโดมิเนียมในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาอัตราผลตอบแทนมีแนวโน้มลดลงจาก 6-8 % เหลือเพียง 4-6 % และจากฐานข้อมูลดัชนีราคาที่อยู่อาศัยจากฐานข้อมูลสินเชื่อธนาคาร พบว่าตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา-เดือนกรกฏาคม 2560 บ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมเริ่มกลับมาดีขึ้นหลังจากที่แย่ลงตั้งแต่ปี 2558-2559 โดยมีอัตราการขยายตัว 3.9 % ในขณะ คอนโดมิเนียมเริ่มติดลบ 2.9 %ทั้งที่ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมามีการเติบโตที่ดีมาตลอด และในปี2561 คาดว่าตลาดอสังหาฯจะมีการเติบโตที่ดี โดยดูจาก Set index ที่ดีขึ้น ซึ่งโดยปกติกเมื่อตลาดหุ้นดี นักเล่นหุ้นได้กำไรก็จะนำเงินมาซื้ออสังหาริมทรัพย์

 

“การเลือกลงทุนในคอนโดมิเนียมสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงคือ คอนโดมิเนียมที่เปิดขายใหม่ในเส้นทางรถไฟฟ้าสายที่ยังไม่สร้าง มีการเปิดขายในราคาเสมือนมีรถไฟฟ้าวิ่งแล้ว ดังนั้นควรเลือกซื้อโครงการที่อยู่ในแนวรถไฟฟ้าที่เสร็จแล้ว , เลือกโครงการที่อยู่ติดสถานีหรือห่างออกไปไม่เกิน 400 เมตร,เน้นสถานีที่เป็นจุดตัดหรือมีสกายวอล์ก,ที่จอดรถ ,ระยะเดินเท้าจากที่พักไปยังสถานีรถไฟฟ้าและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆไม่ควรเกิน15นาที, และที่จอดรถในโครงการควรซึ่งปกติจะอยู่ที่ 30-60 %ของจำนวนห้องพัก,เลือกคอนโดฯที่อยู่ในโซนสีแดงราคาจะไม่ตก,เลือกซื้อคอนโดฯที่เพิ่งสร้างเสร็จ เพราะขายได้ทันทีในราคาที่ดี”นายอนุชา กล่าวในที่สุด

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง