“พงศธร จอม สาลักษณ์” ตอกย้ำดีเอ็นเอ”ฟินน์”

ภายหลังจากที่ “คุณพงศธร จอม สาลักษณ์ หรือ จอม” จำต้องลา ดอยซ์แบงก์” (Deutsche Bank) อันเป็นสถานที่ทำงานแห่งแรกที่สร้างประสบการณ์ในการทำงานให้เขาเป็นอย่างมาก เพื่อกลับมาบริหารงานในธุรกิจอุตสาหกรรมเกลือบริสุทธิ์ ที่มีแบรนด์คุ้นหูคือ “เกลือปรุงทิพย์” สืบต่อจากบิดา “คุณดุสิต สาลักษณ์” ผู้ก่อตั้งบริษัทฯ ที่เสียชีวิตลง แต่ด้วยโครงสร้างทางธุรกิจที่มีความแข็งแกร่งจากการบริหารงานที่มีมาแต่เดิม “จอม” ก็ได้เข้ามาช่วยปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร รวมทั้งแผนด้านการขายและการตลาด ที่ได้รับผิดชอบโดยตรง ด้วยการจัดระเบียบพนักงานขายให้ดีขึ้นกว่าเดิม เน้นการดูแลให้บริการลูกค้ามากขึ้นไม่ใช่เน้นเพียงการขายของอย่างเดียว  แม้ว่าขณะนี้ธุรกิจเกลือจะยังไม่ค่อยมีคู่แข่ง แต่ก็พยายามที่จะไม่ประมาทในการทำธุรกิจ จนถึงปัจจุบันทำให้ยอดขายเกลือปรุงทิพย์มีอัตราการเติบโตสูงขึ้นกว่าเดิมมากหลายเท่าตัว

 กลับมาบริหารธุรกิจครอบครัว

คุณพงศธร จอม สาลักษณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟินน์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ภายใต้แบรนด์ “ฟินน์” และรีสอร์ท “หาดเทียน บีช รีสอร์ท”และโรงแรม “เดอะ บีชคลับ บาย หาดเทียน” ที่เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี เปิดเผยกับทีมงาน prop2morrow ว่า หลังจากที่กลับมาจากต่างประเทศและมาบริหารงานด้านการขายและการตลาดที่ “เกลือปรุงทิพย์” พบว่าประสบการณ์จากการทำงานด้านไฟแนนซ์จากดอยซ์แบงก์ ในส่วนการควบรวมและการซื้อกิจการ (Mergers and Acquisitions) ได้ช่วยให้เข้าใจภาพรวมธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว และสามารถทำงานได้ โดยไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ใหม่มากนัก เพียงแต่ต้องขยันและต้องตั้งใจ มีเป้าหมายการดำเนินงาน ก็สามารถโฟกัสการทำงานได้  และได้นำไปสู่การปรับระบบการทำงานของบุคลากรใน ”เกลือปรุงทิพย์” ให้สอดคล้องกับยุคสมัย

สานฝันนำที่ดินมรดกผุดโรงแรม-รีสอร์ท

ในขณะเดียวกัน “จอม” ก็เริ่มที่จะสานฝันการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เน้นไลฟ์สไตล์ของตนเอง ด้วยการนำที่ดินมรดกของ ”คุณดุสิต” ผู้เป็นบิดา ที่ซื้อไว้เมื่อกว่า 30 ปีที่ผ่านมา  จำนวนทั้งหมด 117 ไร่ และได้ทยอยนำมาพัฒนาโครงการ “หาดเทียน บีช รีสอร์ท” และโรงแรม “เดอะ บีชคลับ บาย หาดเทียน” ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยไม่ได้พัฒนาตามรูปแบบเชนโรงแรมตะวันตก แต่เริ่มจากการหาโซลูชั่นที่เหมาะสมกับสถานการณ์ แม้ว่าจะไม่มีโนว์ฮาวเรื่องโรงแรม รีสอร์ท แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะพัฒนาไม่ได้ โดยใช้ระยะเวลา 2-3 ปีในการวางแผน ออกแบบ และค่อยๆ ดำเนินการก่อสร้าง เพื่อทดลองตลาดก่อน ซึ่งเปิดให้บริการเริ่มแรกด้วยวิลล่าเพียง 2-3 หลัง ในราคา 6,000 บาท/คืน สอดคล้องกับจังหวะที่ตลาดการท่องเที่ยวและพักผ่อนเชิงธรรมชาติ แทนที่บรรยากาศเมืองท่องเที่ยวที่หนาแน่น เป็นที่ต้องการมากขึ้น รวมทั้งจุดเด่นของเกาะเต่า ที่มีชายหาดที่สงบ รายล้อมไปด้วยจุดดำน้ำ ทั้งแบบน้ำตื้นและน้ำลึก ซึ่งเป็นความพิเศษที่มีชื่อเสียงมาช้านานในหมู่นักดำน้ำ “หาดเทียน บีช รีสอร์ท” และ “เดอะ บีชคลับ บาย หาดเทียน” จึงมีอัตราการเข้าพักเต็มอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันพัฒนาไปแล้ว 70 วิลล่า และ 74 ห้องพัก  โดยเฉลี่ยทั้งปีมีอัตราการเข้าพักถึง 75% หากเป็นช่วงไฮซีซั่น ที่พักแบบวิลล่า ราคาจะอยู่ที่ 8,000-12,000 บาท/คืน ส่วนห้องพักปกติ ราคาอยู่ที่ 4,000-8,000 บาท/คืน ซึ่งเป็นธุรกิจที่ท้าทาย เพราะบริหารเองทั้งหมด

ขณะเดียวกันก็ร่วมทุนกับเพื่อนๆ คือ “คุณโชน โสภณพนิช”และ “คุณยศพนต์ จันท์สุขศรี” ก่อตั้งบริษัท ไอเดียส์1606 จำกัด ขึ้นมา เพื่อพัฒนาโครงการ “เวลา เขาต่า เรสซิเดนเซส” เพียง 15 ยูนิต มูลค่าโครงการ 350 ล้านบาท และสามารถปิดการขายได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว ซึ่ง ณ ขณะนั้นต้องการพัฒนาโครงการที่เป็นไลฟ์สไตล์ เพราะสามารถสัมผัสด้วยตัวเองได้

ผันพัฒนาอสังหาฯ เต็มตัวชูความต่างแบรนด์ ”ฟินน์”

และมาเริ่มพัฒนาโครงการอสังหาฯ เองอย่างเต็มตัวเมื่อปี 2558 ด้วยการเปิดตัว “ฟินน์ อารีย์ (FYNN Aree)” คอนโดมิเนียมสไตล์โมเดิร์น คอนเท็มโพรารี่ สูง 8 ชั้น บนซอยอารีย์ 2 พหลโยธิน รูปแบบ 1-2 ห้องนอน ขนาด 27-47 ตารางเมตร  ราคาขายเริ่มต้นที่ 3.4 ล้านบาท จำนวน 79 ยูนิต โดยมอบหมายให้บริษัท โจนส์ แลง ลาซาลส์ (ประเทศไทย)หรือ JLL เป็นผู้บริหารงานขาย

โดย ”จอม” ให้เหตุผลว่าสาเหตุที่เลือกทำเลอารีย์เปิดตัวคอนโดฯโครงการแรก เพราะอยากพัฒนาสินค้าที่มีความเป็นบ้าน ใกล้คอมมูนิตี้ ไม่ใช่เพียงแค่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าเท่านั้น ซึ่งทำเลอารีย์มีครบทุกอย่าง สินค้าตอบโจทย์ลูกค้าในย่านนั้น โดยเปิดขายเพียง 2 วันสามารถทำยอดขายได้ถึง 50% และ 70% ใน 3 เดือนแรก ปัจจุบันได้ปิดการขายแล้ว และอยู่ระหว่างการโอนกรรมสิทธิ์

หลังจากนั้นจึงรุกมาพัฒนาโครงการ “ฟินน์  สุขุมวิท 31 (FYNN Sukhumvit 31)” บนพื้นที่  0-3-21 ไร่ ในซอยสุขุมวิท 31 (สวัสดี) แม้ว่าจะเป็นทำเลที่มีซัพพลายมากและมีคู่แข่งที่มากขึ้น แต่กลุ่ม ”ฟินน์” ก็ชูจุดขายด้วยการนำเสนอยูนิตห้องชุดที่มีขนาดที่กว้าง เหมาะสมกับการอยู่อาศัยจริง ในราคาที่คุ้มค่า โดยพัฒนาในรูปแบบของคอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ สูง 8 ชั้น 1 อาคาร ออกแบบสไตล์โมเดิร์น ลักชูรี่ รูปแบบ 1-3 ห้องนอน และเพนท์เฮ้าส์ ขนาด 36-400 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้นที่ 5.9 ล้านบาท จำนวน 63 ยูนิต มูลค่าโครงการ 800 ล้านบาท ซึ่งมอบหมายให้บริษัท ซีบีอาร์อี (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้บริหารงานขาย ปรากฏว่า เพียง 7 เดือน สามารถทำยอดขายได้กว่า 70% โดยแบ่งเป็นลูกค้าคนไทย 80% และต่างชาติ 20% ซึ่งมีทั้งกลุ่มยุโรปและเอเชียในสัดส่วนที่เท่ากัน และลูกค้าส่วนใหญ่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง รองลงมาคือซื้อเพื่อลงทุนระยะยาว และคาดว่าจนถึงปลายปี 2560 นี้ จะสามารถทำยอดขายได้ 80% หลังจากนั้นจะหยุดการขายไว้ก่อนจะเปิดขายใหม่อีกครั้งในต้นปี 2562 กับห้องตัวอย่างบนอาคารจริง และการก่อสร้างจะแล้วเสร็จในปลายปี 2562 ส่วนราคาจะปรับขึ้นไปกี่เปอร์เซ็นต์นั้นยังไม่สามารถตอบได้ คงต้องดูสภาวะตลาดในช่วงนั้นด้วย ปัจจุบันราคาขายปรับขึ้นมาอยู่ที่ 170,000 บาท/ตารางเมตร หรือเริ่มต้นที่ 6.1 ล้านบาท  จากเดิมราคาอยู่ที่ 5.9 ล้านบาท หรือ 165,000 บาท/ตารางเมตร

“ดีไซน์ของฟินน์ สุขุมวิท31 จะเป็นในลักษณะของลักชัวรี่โมเดิร์น เพราะมองว่าเป็นสิ่งที่จับต้องและดูแลรักษาได้ง่าย อีกทั้งยังให้พื้นที่ส่วนกลางและแลนด์สเคปค่อนข้างมาก  ซึ่งแบรนด์ฟินน์ ไม่จำกัดว่าจะพัฒนาในเซกเมนต์ไหน แต่ละทำเลที่ไป สินค้าต้องตอบโจทย์ลูกค้า ขณะเดียวกันทำเลก็ต้องตอบโจทย์แบรนด์สินค้าของเราด้วย แต่ในบางทำเลก็จะไม่เข้าไปพัฒนาโครงการตามผู้ประกอบการรายใหญ่ แม้ว่าจะเป็นบริษัทอสังหาฯรายเล็ก แต่ก็จะปิดการขายให้เร็ว มีความชัดเจน และต้องเลือกทำเล ซึ่งทั้งหมดคือจุดยืนของบริษัท”

“ดอยซ์แบงก์” สอนวิธีคิดลงทุนธุรกิจ

“จอม” กล่าวถึงสาเหตุที่ทำให้สนใจธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากประสบการณ์การทำงานที่ดอยซ์แบงก์ ซึ่งทำเกี่ยวกับการให้คำปรึกษาแก่บริษัทที่ต้องการจะซื้อกิจการบริษัทอื่นๆ (Corporate Finance Investing Banking: M&A) จึงเห็นแผนธุรกิจต่างๆ ผ่านมือเป็นจำนวนมาก ทำให้เห็นแง่มุมของธุรกิจจากระดับบน ที่เริ่มจากเป้าหมาย ทรัพยากร และแผนกลยุทธ์ต่างๆ นอกจากนี้ ยังเห็นถึงผลการดำเนินงาน และโครงสร้างของโลกการเงิน จึงทำให้สนใจธุรกิจอสังหาฯ ตั้งแต่นั้นมา เนื่องจากมองว่าเป็นธุรกิจที่สามารถบริหารการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะมีโครงสร้างสินเชื่อและการเงินรองรับอยู่มาก และก็สนใจด้านดีไซน์ การบริหาร การพัฒนาแบรนด์ดิ้ง แผนการขายและการตลาด รวมทั้งการให้การบริการด้วย ดังนั้นเมื่อมาดำเนินธุรกิจของตนเอง ก็ต้องการจะปรับปรุงไปในรูปแบบที่คิดว่าเป็นธุรกิจที่สมบูรณ์และทันสมัยที่สุด เหมาะสมกับยุคปัจจุบัน ซึ่งเชื่อว่าผู้บริหารจะมีบทบาทเป็นอย่างมาก

และเห็นว่าในด้านการแข่งขัน ธุรกิจอสังหาฯ ประเทศไทยยังมีโอกาสเติบโตอยู่ และเทคโนโลยีก็จะเปลี่ยนวิธีคิด จุดแข็งของผู้ประกอบการ และพฤติกรรมผู้บริโภคด้วย ซึ่งท้าทายบริษัทใหญ่ที่อยู่ในตลาดมานานพอๆ กับบริษัทใหม่ๆ จึงเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาในอุตสาหกรรมได้มากขึ้น

“ผมจะมีความคิดต่างจากผู้ประกอบการรายอื่นที่ส่วนใหญ่จะพัฒนาโครงการอสังหาฯ เพื่อขายก่อนและจะพัฒนาอสังหาฯ ที่สร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) เช่น โรงแรม รีสอร์ท ออฟฟิศ แต่ผมจะมีความคิดที่สวนทาง โดยเริ่มพัฒนาโรงแรมก่อนทำอสังหาฯ เพื่อขาย โดยโรงแรมต้องใช้ระยะเวลา 5-8 ปี จึงจะคืนทุน แต่หลังจากนั้นก็มีผลกำไรระยะยาว ส่วนคอนโดฯ ก็ใช้ระยะเวลา 2-3 ปีจึงรับรู้รายได้ ซึ่งทั้ง 2 ธุรกิจก็สามารถไปด้วยกันได้ดี และอสังหาฯถือเป็นปัจจัยสี่ที่ทุกคนมีความต้องการคือ เป็นทั้งความจำเป็น เป็นทั้งความฝัน การลงทุน และลักชัวรี่เหมือนนาฬิกา หากจะขายสินค้าพรีเมี่ยมก็ต้องให้ความฝันที่จับต้องได้”

สื่อดีเอ็นเอให้ลูกค้าเห็นจุดยืน-สร้างแบรนด์แบบมีความหมาย

ดังนั้นเมื่อจะทำธุรกิจก็จะต้องชัดเจนว่าจะตามเซกเมนต์ไหน ตลาดไหน จะต้องสื่อออกมาให้ชัดที่สุด  อย่างโครงการ “ฟินน์ สุขุมวิท 31 (FYNN Sukhumvit 31)” ก็จะเน้นตลาดคนไทยในย่านสุขุมวิท รวมทั้งผู้ที่ชอบไลฟ์สไตล์ที่สุขุมวิท โดยจุดยืนของฟินน์คือการพัฒนาโครงการรูปแบบโมเดิร์น ทั้งสไตล์และฟังค์ชั่น ตอบสนองกับผู้ต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัย หรือเป็นทรัพย์สินระยะยาว สังเกตได้ว่าสินค้าที่ผลิตมาพื้นที่ใช้สอยจะไม่เล็กมากจนเกินไป และโครงการมีมูลค่าที่เพิ่มขึ้นจริง เพราะเราให้ครบ ทำให้พร้อมอยู่ได้จริงและสามารถรับผลตอบแทนจากการลงทุนได้โดยไม่ต้องเพิ่มเงินอีก นอกจากนี้ ดีไซน์และสิ่งอำนวยความสะดวกก็ไม่ด้อยกว่าโครงการไฮไรส์มากนัก ซึ่งโครงการ FYNN Sukhumvit 31 เองก็ได้รับการยอมรับอย่างดี ซึ่งเห็นได้จากยอดขายและจากรางวัลล่าสุดที่เราเพิ่งได้รับมา จาก PropertyGuru Thailand Property Awards 2017 โดยได้รับ Winner Award ถึง 2 รายการ คือ Best Low-Rise High End Condo Development (Bangkok) และ Best Condo Interior Design รวมทั้งได้รับอีก 2 รางวัล คือ Highly Commended Best Low Rise Condo Architectural Design (Bangkok) และ Best Condo Landscape Architectural Design

ที่ “ฟินน์” จะไม่ทำเลย คือ โลว์ไรส์ที่เหมือนกับอพาร์ตเมนต์ ที่มุ่งเน้นจะทำราคาเพียงอย่างเดียว แต่ของบริษัทจะเน้นการพัฒนาโครงการที่มีจำนวนยูนิตน้อย ในทำเลที่ดี มีสิ่งอำนวยความสะดวกและระบบสาธารณูปโภคพร้อม ตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการอยู่อาศัยใจกลางคอมมูนิตี้ที่สมบูรณ์

“การพัฒนาโครงการ เราพยายามสื่อดีเอ็นเอแบรนด์ ฟินน์ ให้ลูกค้าเห็นจุดยืนของเรามากที่สุด ทั้งในเรื่องทำเล การอยู่อาศัยที่มีไลฟ์สไตล์ และการทำแบรนด์สินค้าจะต้องสั้นและจดจำง่าย รวมไปถึงสร้างแบรนด์ให้มีความหมายในแวดวงอสังหาฯด้วยตัวของสินค้าเอง ลูกค้ามีไลฟ์สไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ มีอิสระและประสบความสำเร็จในการเลือกใช้ชีวิต ส่งผลให้ ณ วันนี้ลูกค้ารับรู้แบรนด์สินค้าในวงกว้างแล้ว

สำหรับเป้าหมายทางธุรกิจนั้น “จอม” มีความฝันที่จะขยายทั้งธุรกิจรีสอร์ทและอสังหาฯ พร้อมกับต้องการให้ความหมายของฟินน์ มีความชัดเจนมากขึ้น ทุกโครงการที่ประสบความสำเร็จจะเป็นตัวแทนที่บอกความหมายกับลูกค้าว่า “ฟินน์” คืออะไร และจะพัฒนา 1-2 โครงการทุกปี  โดยเน้นในเรื่องการดีไซน์ ไลฟ์สไตล์ มีจุดยืนที่ชัดเจน ทุกโครงการที่พัฒนาขึ้นมาจะมีดีเอ็นเอที่เป็นตัวตนของฟินน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราทำออกมาได้ไม่ด้อยไปกว่าผู้ประกอบการรายอื่น

 

 

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง