ตลาดคอนโดฯปี61ยังแข่งเดือด จับตาที่ดินย่านหลังสวนราคาพุ่ง3ล้าน/ตารางวา

ตลาดคอนโดมิเนียมเริ่มมีการพัฒนาอย่างจริงจังเมื่อประมาณปี 2532 แต่ยังมีจำนวนไม่มากนัก และเริ่มมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงที่บูมที่สุดคือปี 2539 ที่มีคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จและจดทะเบียนมากถึง 50,000 ยูนิต แต่หลังจากวิฤกตต้มยำกุ้งในปี 2540 ก็ยังไม่มีปีไหนที่มีจำนวนคอนโดฯสร้างเสร็จมากเท่าปี 2539 ที่ผ่านมา แม้กระทั่งปี 2558-2560 ที่ผู้ประกอบการแต่ละค่ายวางแผนจะพัฒนาโครงการกันเป็นจำนวนมาก แต่สุดท้ายก็สามารถก่อสร้างแล้วเสร็จได้เพียงครึ่งเดียวของจำนวนโครงการที่จะพัฒนา ซึ่งมาจากปัจจัยหลายประการ แต่ตลาดคอนโดฯก็ยังโตต่อเนื่อง ขณะเดียวกันราคาขายก็สูงขึ้นตามต้นทุนที่ดินด้วยเช่นกัน

 

สำหรับในช่วง 11 เดือนของปี2560ที่ผ่านมามีคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ในกรุงเทพมหานครรวมแล้วประมาณ 56,103 ยูนิต โดยในไตรมาสที่ 4 มีคอนโดมิเนียมเปิดใหม่ประมาณ 13,310 ยูนิต (นับถึงเดือนพฤศจิกายนเท่านั้น) ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้จำนวนคอนโดมิเนียมที่เปิดขายใหม่ในกรุงเทพมหานครใน 11 เดือนที่ผ่านมามากกว่าคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ทั้งปี2559 ประมาณ 44% และมากที่สุดในรอบ 5 – 6 ปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการที่มีต่อภาวะตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพมหานครอีกทั้งแสดงถึงความเชื่อมั่นต่อกำลังซื้อที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

 

 

คอนโดฯเปิดขายใหม่มากสุดในรอบ6ปี

นายสุรเชษฐ กองชีพ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย)จำกัด เปิดเผยว่าถึงภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จและจดทะเบียนแล้วตั้งแต่ปี 2532ถึงปี 2560 มีอุปทานสะสมรวม 528,499ยูนิต จากทั้งหมด 7 ทำเลยอดนิยมรอบกทม. ซึ่งไม่รวมที่อยู่อาศัยของการเคหะแห่งชาติ ได้แก่ 1.พื้นที่กรุงเทพฯชั้นนอก จำนวน 319,018 ยูนิต(60%) ,2.พื้นที่รอบเมืองทิศเหนือ จำนวน 70,517 ยูนิต(13%), 3.พื้นที่เมืองชั้นใน จำนวน 43,612 ยูนิต(8%),4.พื้นที่นอกเมืองทิศตะวันตก จำนวน 23,924 ยูนิต(5%), 5.พื้นที่รอบเมืองทิศใต้ จำนวน 27,686 ยูนิต(5%),6.พื้นที่นอกเมืองทิศตะวันออก จำนวน 23,737 ยูนิต(5%) และ7.พื้นที่รอบเมืองทิศตะวันออก จำนวน 19,951 ยูนิต(4%)

 

 

สำหรับคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ในกรุงเทพฯปี2560 มีมากถึง 56,103 ยูนิต มากสุดในช่วง 6 ปีที่ผ่าน  โดยในไตรมาส4/2560มีการเปิดตัวคอนโดมิเนียมใหม่ จำนวน 13,313 ยูนิต จาก 20-30 โครงการ อย่างไรก็ตามแม้จะมีจำนวนยูนิตที่มากแต่ก็ได้รับความสนใจจากผู้ซื้อค่อนข้างมากเช่นกัน เพราะมีคอนโดมิเนียมมากกว่า 65% ที่ขายได้หรือมีผู้จองไปแล้วหลังจากเปิดขายและมีหลายโครงการที่สามารถปิดการขายทั้งโครงการหรือส่วนที่เปิดขายในเวลาไม่นาน แสดงให้เห็นว่าแม้ภาวะเศรษฐกิจจะยังไม่ดีแต่ถ้าเป็นโครงการที่อยู่ในทำเลดีหรือมีรูปแบบโครงการที่น่าสนใจก็ได้รับความสนใจจากผู้ซื้อเช่นกัน แม้ว่าส่วนหนึ่งของผู้ซื้อจะเป็นนักลงทุนที่ต้องการซื้อเพื่อเก็งกำไรหรือว่าลงทุนในระยะยาวก็ตาม แต่นั่นก็แสดงให้เห็นว่าผู้ซื้อกลุ่มนี้ยังมีความคาดหวังว่าราคาขายหรือผลตอบแทนที่พวกเขาจะได้รับในอนาคตนั้นยังน่าสนใจอยู่ โดยเฉพาะในพื้นที่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้างอยู่ในปัจจุบันทั้งเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเขียว และสีน้ำเงิน ซึ่งผู้ประกอบการหลายรายเลือกเปิดขายโครงการใหม่ในปีนี้และมีแผนจะเปิดขายโครงการใหม่ต่อเนื่องในปี2561

 

 

ทั้งนี้ในปี 2553 ที่ผ่านมาคอนโดมิเนียม ราคาต่ำกว่า 100,000 บาทต่อตารางเมตรเริ่มลดจำนวนลง เนื่องจากที่ดินเริ่มหายากและมีราคาแพงมากขึ้น ตามการขยายตัวของแนวรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายและรถไฟฟ้าสายใหม่ๆ ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องหันไปพัฒนาคอนโดมิเนียมราคาต่ำกว่า 100,000 บาทต่อตารางเมตร นอกตัวเมืองมากขึ้น ซึ่งเห็นภาพชัดเจนได้ในปี 2557-2558 ที่ผ่านมา แต่ระดับราคาดังกล่าวก็ยังคงสัดส่วนที่สุดที่สุดอยู่ที่ 50% ในปีนี้ จากปี 2553 ที่มีสัดส่วนที่สูงถึง 90%

 

ขณะที่คอนโดมิเนียม ระดับราคาตั้งแต่ 100,001-150,000 บาทต่อตารางเมตร ปัจจุบันเริ่มมีการพัฒนามากขึ้นในสัดส่วน 25-30% จากปี 2553 มีสัดส่วนที่น้อยมากเพียง 5% ส่วนคอนโดมิเนียม ระดับราคามากกว่า 150,000 บาทต่อตารางเมตร เดิมมีสัดส่วนไม่ถึง 5% และมีสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้นในปี 2553ถึง 25% จนถึงปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสัดส่วนที่มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

“คอนโดมิเนียมระดับราคาต่ำกว่า 100,000 บาทต่อตารางเมตร กำลังจะลดลงและออกไปอยู่รอบนอกเมืองมากขึ้น แต่คอนโดมิเนียม ระดับราคา 100,000 บาทต่อตารางเมตร ในพื้นที่แนวรถไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้างยังพอหาซื้อได้ในย่านฝั่งธนบุรี ในแนวรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน(หัวลำโพง-บางแค และบางซื่อ-ท่าพระ)”นายสุรเชษฐ กล่าว

 

 

เร่งยอดจองสร้างกระแสระวังดาบสองคม

นายสุรเชษฐ กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการควรระวังคือจำนวนคอนโดมิเนียมที่ยังเหลือขายอยู่ในตลาดที่มีมากกว่า 30,000 ยูนิตและอาจจะมากถึง 40,000 ยูนิต ถ้ารวมยูนิตของนักลงทุนหรือคนที่พร้อมจะขายต่อ ดังนั้น การจะเปิดขายโครงการใหม่และพยายามสร้างความน่าสนใจหรือว่าต้องการแค่อัตราการขาย ยอดจองในระยะแรกเพื่อสร้างกระแสอาจจะกลายเป็นดาบสองคมที่ทำให้ผู้ประกอบการเจ็บตัวได้ในอนาคต เนื่องจากผู้ซื้อส่วนหนึ่งที่ต้องการลงทุนระยะสั้นอาจจะไม่ยอมโอนกรรมสิทธิ์แบบที่เกิดขึ้นในหลายโครงการที่ยอดขายเต็ม 100% แต่พอถึงวันโอนกรรมสิทธิ์กลับมีห้องเหลือขายมากกว่า 20 – 30% หรือมากกว่านั้น

 

นอกจากนี้การที่ผู้ประกอบการหลายรายเริ่มขยายกลุ่มผู้ซื้อไปยังตลาดต่างประเทศเพื่อเข้ามาเติมในส่วนที่กำลังซื้อคนไทยอาจจะมีไม่พอ เช่น ในกลุ่มโครงการระดับบนขึ้นไป เป็นต้น รวมไปถึงผู้ประกอบการที่ต้องการขายแบบยกล็อตให้กับชาวต่างชาติเพื่อจะได้เอาอัตราการขายสูงๆ มาสร้างกระแสความน่าสนใจให้กับโครงการ แต่สุดท้ายแล้วบางโครงการที่ขายให้กับชาวต่างชาติไปก็ประสบปัญหาแบบเดียวกันคือชาวต่างชาติที่จองซื้อไป ไม่ยอมมาโอนกรรมสิทธิ์เพราะติดปัญหาเรื่องการขอสินเชื่อธนาคาร การนำเงินออกนอกประเทศของพวกเขา และพวกเขาไม่ยอมโอนกรรมสิทธิ์เองเนื่องจากต้องการขายต่อเอากำไรก่อนโอนกรรมสิทธิ์เท่านั้น การสร้างกระแสเพื่อดึงดูดดีมานด์เทียมรูปแบบนี้ทั้งจากผู้ซื้อคนไทยและต่างชาติอาจจะเป็นอีกปัญหาที่เข้ามาสร้างความวิตกกังวลให้กับตลาดคอนโดมิเนียมในประเทศไทยในอนาคต

 

 

ตลาดคอนโดฯปี61แข่งเดือด-จับตาที่ดินหลังสวนพุ่งสูง3ล้าน/ตารางวา

อย่างไรก็ตามตลาดคอนโดมิเนียมในปี2561 มีแนวโน้มที่จะมีการขยายตัวในระดับเดียวกันกับปี2560 คือมีโครงการเปิดขายใหม่ใกล้เคียงกันคือไม่น้อยกว่า 55,000 ยูนิต และในส่วนของกำลังซื้อก็มีการคาดการณ์ว่าจะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นตามทิศทางเศรษฐกิจที่มีสัญญานบวกมากขึ้นนั่นเองแต่คงไม่ได้เพิ่มขึ้นมากมายแบบเห็นได้ชัดเป็นการเพิ่มขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปมากกว่า ส่วนใหญ่ผู้ประกอบการยังเน้นพัฒนาโครงการตามแนวรถไฟฟ้า ระดับราคามากกว่า  100,000 บาทต่อตารางเมตร โดยเฉพาะพื้นที่รัชโยธิน-มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ที่จะมีพัฒนาใหม่อย่างน้อย 3 โครงการ จำนวนไม่ต่ำกว่า 3,000 ยูนิต ราคาไม่ต่ำกว่า 130,000 บาทต่อตารางเมตร  และพื้นที่เมืองชั้นในช่วงอโศก-ทองหล่อ-เอกมัย จะมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดต่อเนื่องอีกมากกว่า 2 ปี มีจำนวนหลายสิบโครงการ จำนวนเกือบ 10,000 ยูนิต ระดับราคาตั้งแต่ 200,000 บาทต่อตารางเมตรขึ้นไป

 

ในอนาคตคอนโดฯในย่านพื้นที่ใจกลางเมือง(ซีบีดี) จะเป็นแต่โครงการที่พัฒนาบนที่ดินลีสโฮลด์ (Leasehold) ทั้งหมด เพราะไม่มีที่ดินทำเลดีเหลือแล้ว ซึ่งจะขายยากกว่าโครงการที่อยู่บนที่ดินฟรีโฮลด์(Freehold) แต่ถ้าหากเมื่องร่างกฎหมายทรัพย์อิงสิทธิผ่านสภาประกาศบังคับใช้ จะเกิดผลดีกับภาคเศรษฐกิจมากขึ้น เพราะเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ทำให้การถือครองที่ดินได้มากกว่า 30 ปี การเช่าอสังหาฯมีความคล่องตัวมากขึ้น แทนที่จะไปทำสัญญาเช่าอย่างเดียว ทั้งนี้ นอกจากเจ้าของทรัพย์สินจะได้ประโยชน์แล้ว ผู้ที่ให้เช่าช่วงก็จะได้ประโยชน์ด้วย อีกทั้งยังสามารถกู้สินเชื่อจากสถาบันการเงินได้อีกด้วย และชาวต่างชาติก็จะสนใจที่จะมาซื้อที่อยู่อาศัยมากขึ้น รวมไปถึงที่ดินของรัฐที่ยังนำออกมาพัฒนาไม่หมดก็มีความน่าสนใจลงทุนมากขึ้น

 

 

อย่างไรก็ตามยังมีกระแสข่าวว่ามีสถิติการซื้อขายที่ดิน NEW HIGH ใหม่ในประเทศไทยนย่านหลังสวน ที่ประมูลซื้อขายกันที่กว่า 3 ล้านบาท/ตารางวา ซึ่งหากเป็นความจริงก็จะเป็นการทุบสถิติราคาซื้อขายที่ดินที่ราคาสูงที่สุดใหม่อีกครั้งหนึ่ง จากเมื่อปี 2558 ที่บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) หรือ SC ได้ทุบสถิติซื้อที่ดินย่านชิดลม พื้นที่กว่า 3 ไร่ มูลค่า 8,000 ล้านบาท หรือ 1.9 ล้านบาทต่อตารางา เพื่อพัฒนาโครงการ 28Chidlom (ทเวนตี้เอท ชิดลม) ราคาขายเฉลี่ย 350,000 บาทต่อตารางเมตร

 

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง