ตรวจวัดชีพจรอสังหาฯQ1/60 หืดจับ-NPLที่อยู่อาศัยเพิ่มเป็น 3.23%

An image

ทีมงานเว็บไซต์www.prop2morrow.com สำรวจผลประกอบการบริษัทอสังหาริมทรัพย์(บางส่วน:รายละเอียดในตาราง) 12 รายที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พบว่า ไตรมาส1 ปี2560 มียอดขายรวม 58,243 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 2,877 ล้านบาทเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกัน(Q1/59)ของปี2559 ที่มียอดขายรวมที่ 55,366 ล้านบาท ในขณะที่ยอดรับรู้รายได้อยู่ที่ 47,776  ล้านบาท ลดลงประมาณ 11,019 ล้านบาทเมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปี2559  ที่มียอดรายได้ที่ 58,795ล้านบาทมา ส่วนกำไรสุทธิและอัตรากำไรสุทธินั้นพบว่าไตรมาส1ปี2560 กอดคอกันติดลบแทบจะทั้งสิ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

สาเหตุนั้นน่าจะมาจากในช่วงวันที่ 29 ตุลาคม 2558-28 เมษายน 2559 รัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคอสังหาฯ และมีหน่วยขายในระดับราคาที่เข้าเกณฑ์จำนวนมากทำให้ในช่วงไตรมาส1ปี2559 มียอดขายและยอดรับรู้รายได้ที่มาก เมื่อภาคธุรกิจไม่มีมาตรการรัฐออกมาสนับสนุน ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว สถาบันการเงินยังมีความเข้มงวดในการพิจารณาปล่อยสินเชื่อ เนื่องจากยังมีความกังวลเกี่ยวกับภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับที่สูงและสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่ปรับเพิ่มขึ้น (Non-Performing Loan : NPL)

An imageAn image

NPLที่อยู่อาศัยขยับเป็น 3.23%เพิ่มจากไตรมาส4ปีก่อนที่2.93%

ดั่งที่สะท้อนภาพผ่านข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ที่ระบุถึงผลการดำเนินงานของระบบธนาคารพาณิชย์ไตรมาส1ปี2560ถึงสินเชื่อด้อยคุณภาพกลุ่มสินเชื่ออุปโภคบริโภคมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากระดับ 2.71%มาอยู่ที่2.82% เพิ่มขึ้นมาจากสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นสำคัญ แม้ว่าสินทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยจะเป็นหนี้สุดท้ายที่ผู้บริโภคจะทิ้งเมื่อเทียบกับสินเชื่อประเภทอื่น แต่หนี้เสียสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นจากไตรมา4ปี2559ที่ 2.93%มาอยู่ที่ 3.23%

 

การปรับเพิ่มขึ้นของNPLของที่อยู่อาศัยนั้น สะท้อนได้ว่ามาจาก2สาเหตุหลักๆ นั่นคือ 1.ภาวะเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ และ2.เป็นผลพวงมาจากเมื่อ2-3ปีก่อนธนาคารพาณิชย์มีการแข่งขันกันปล่อยสินเชื่อผ่านผลิตภัณฑ์พิเศษเน้นจ่ายดอกเบี้ยต่ำในช่วงแรกและจ่ายเพิ่มขึ้นในช่วงหลัง เมื่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่องอัตราการผ่อนที่เพิ่มขึ้น(ตามเงื่อนไข)ก็จะกลายเป็นภาระการผ่อนจ่ายของผู้กู้ทำให้มีผลต่อหนี้ด้อยคุณภาพ

 

บิ๊กอสังหาฯชิงส่วนแบ่งตลาดแนวราบ

ถึงแม้บางรายที่ผลประกอบการด้านยอดขายโดยรวมเพิ่มขึ้น หากแต่ดูรายละเอียดลึกๆพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่น่าจับตามอง อาทิ แชมป์อสังหาฯอย่าง “บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท” ที่อัพเดทยอดขาย(Presales )ในไตรมาส 1/2560อยู่ที่ 13,303 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,494 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น 35.6% เมื่อเทียบกับช่วงไตรมาส1/2559 เปรียบเทียบยอดขายสำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2560 และ 2559 แบ่งตามผลิตภัณฑ์ดังนี้ โดยยอดขายห้องชุดในโครงการคอนโดมิเนียมในไตรมาส1/2560อยู่ที่ 5,943ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 4,017 ล้านบาทหรือคิดเป็น 208.6%เมื่อเทียบกับช่วงไตรมาส1/2559ที่มียอดขาย 1,926 ล้าบาท

 

ขณะที่ยอดขายกลุ่มสินค้าประเภททาวน์เฮ้าส์และบ้านเดี่ยวนั้นลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน กล่าวคือ ทาวน์เฮ้าส์ในไตรมาส1/2560 อยู่ที่ 5,146 ล้านบาทลดลง 181 ล้านบาทหรือลดลง 3.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี2559ที่มียอดขายอยู่ที่ 5,327 ล้านบาท ส่วนสินค้ากลุ่มบ้านเดี่ยวนั้นมียอดในช่วงไตรมาส1/2560 อยู่ที่ 2,214 ล้านบาทหรือลดลงประมาณ 303 ล้านบาทหรือลดลงประมาณ 12.1%เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มียอดขายอยู่ที่ 2,517 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ ยอดขายแนวราบที่ลดลงของพฤกษาฯหากมองอีกมุมนั้นเป็นการสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดที่บริษัทฯผู้นำในตลาดมาต่อเนื่องให้กับคู่แข่งที่พบว่าปัจจุบันมีบิ๊กอสังหาฯทั้ง บมจ.ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ,แสนสิริ , เอพี (ไทยแลนด์), มั่นคงเคหะการ และ บมจ.แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ หรือโกลเด้นแลนด์ เป็นต้น โดยที่ตั้งโครงการส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตเมืองชั้นกลางและส่วนต่อขยายของเมืองรองรับโครงข่ายรถไฟฟ้า

 

หากพิจารณาถึงผลประกอบการในไตรมาส1ปี2560พบว่ามีเพียงไม่กี่รายที่ผลประกอบการเติบโตสวนทางตลาดที่ส่วนใหญ่มีผลประกอบการลดลง โดยนายธนพล ศิริธนชัย ประธานอำนวยการของโกลเด้นแลนด์ เปิดเผยว่า ในไตรมาส 1 ปี 2560 บริษัทฯ สามารถสร้างรายได้จำนวน 2,591ล้านบาท และสามารถทำกำไรสุทธิจำนวน 303 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลจากการโอนทาวน์โฮมที่เปิดขาย 3 โครงการ คือ 1. โกลเด้น ทาวน์ 2 อ่อนนุช-พัฒนาการ 2. โกลเด้น ซิตี้ ปิ่นเกล้า-จรัญสนิทวงศ์ 3. โกลเด้น นีโอ บางนา-กิ่งแก้ว ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ทั้งนี้บริษัทยังคงตั้งเป้าหมายรายได้ที่ 13,000 ล้านบาท โดยมีแผนการเปิดขายโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายเพิ่มจากนี้อีก 18 โครงการ รวมทั้งปีเปิดทั้งสิ้น 21 โครงการ มูลค่า 21,000 ล้านบาท

 

เร่งหาทางเพิ่มประสิทธิภาพบริหารต้นทุนและลดค่าใช้จ่าย

ด้านนายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท กล่าวให้ความเห็นว่าโดยภาพรวมของธุรกิจอสังหาฯยังเผชิญกับความเสี่ยงในการบริหาร Inentory ที่มีอยู่ในเมือรวมถึงDemand ของกลุ่มคอนโดมิเนียม Segment กลาง-ล่างที่ยังอ่อนตัว ส่วนตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบ โดยเฉพาะตลาดทาวน์เฮ้าส์นั้นยอมรับว่า การแข่งขันค่อนข้างสูงผู้เล่นในตลาดคงวางแผนแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดกันมากขึ้น “ผมมองว่าเป็นเรื่องปกติมากที่ธุรกิจมีการแข่งขันกัน และการที่จะชนะหรือได้เปรียบคู่แข่งนั้นขึ้นอยู่ที่ว่าใครจะควบคุมต้นทุนได้ดีมีประสิทธิภาพได้ดีกว่ากัน”

 

สำหรับพฤกษาฯล่าสุดได้ ใช้กลยุทธ์บริหารสโตร์(ที่เก็บวัสดุก่อสร้าง)ใหม่ด้วยการจับมือกับทาง บริษัทดีเอชแอล ผู้นำระดับโลกในอุตสาหกรรมบริการลอจิสติกส์ ผ่านศูนย์กระจายสินค้า 2-3 ศูนย์ที่อยู่บริเวณแนวถนนวงแหวน ทำให้สามารถลดต้นทุนด้านการบริหารจัดการได้ค่อนข้างมาก “ในอดีตที่เก็บสินค้าเราจะอยู่ตามไซต์งานก่อสร้างของแต่ละโครงการ ภาระค่าใช้จ่ายการดำเนินงานหรือค่าโอเวอร์เฮดก็จะสูงเมื่อเราเปลี่ยนวิธีการบริหาร-จัดการใหม่ทำให้ค่าโอเวอร์เฮดสิ้นปีนี้น่าจะลดลงเหลือ5%จากเดิมอยู่ที่ 6-7% การที่โอเวอร์เฮดลดนั้นหมายความว่าประสิทธิภาพในการทำกำไรเพิ่มขึ้นในขณะเดียวกันเราก็สามารถที่จะโยกคนที่มีอยู่ไปทำงานทางด้านอื่น” นายปิยะกล่าว พร้อมกับกล่าวในตอนท้ายว่า ในแต่ละปีพฤกษาฯมีค่าใช้จ่ายในการซื้อวัสดุก่อสร้างปีละประมาณ 2 หมื่นล้านบาท และอาจเป็นไปได้ในอนาคตบริษัทฯจะร่วมมือกับทางSCG เพื่อทำให้เกิดการควบคุมต้นทุนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง