จับทิศทางอสังหาฯปี’61 แนวราบยังสดใส-คอนโดฯระดับกลางถึงบนยังมีกำลังซื้อ

คนในวงการอสังหาฯฟันธงปี 2561 ทิศทางธุรกิจเป็นบวก  ไร้กังวลปัญหาโอเวอร์ซัพพลาย  ดีเวลลอปเปอร์ใหญ่แต่ละรายเดินกลยุทธ์เชิงรุก พร้อมตั้งเป้ายอดขายและรายได้เติบโตแบบก้าวกระโดด  ขณะที่ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ ระบุปีหน้าจะมีสินค้าใหม่ (ซัพพลาย)เข้ามาสู่ตลาดเพิ่ม 17 % ขณะที่ยอดโอนกรรมสิทธิ์เพิ่ม 12% คิดเป็นมูลค่าทะลุกว่า 6 แสนล้านบาท

 

นับถอยหลังอีก 3-4วันก็จะเข้าสู่ศักราชใหม่ปี 2561 (ค.ศ.2018)หรือปี “หมาทอง” ทีมงาน prop2morrow.com ได้สำรวจและสอบถามความเห็นของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ส่วนใหญ่ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อธุรกิจ สะท้อนภาพได้จากการประกาศแผนการเปิดตัวโครงการ  การตั้งเป้ายอดขายและรายได้ที่เติบโตแบบก้าวกระโดดซึ่งถึงแม้ภาพโดยรวมของประเทศยังเผชิญกับปัจจัยเสี่ยง แต่ผู้ประกอบการก็ได้เตรียมความพร้อมรับมือรวมถึงยังมีความเชื่อมั่นจากนโยบายรัฐบาลพยายามที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศผ่านการลงทุนขนาดใหญ่ รวมถึงความพยายามที่จะดึงกลุ่มทุนในต่างประเทศมาลงทุนในประเทศไทยน่าจะส่งผลดีต่อภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และตลาดที่อยู่อาศัย พร้อมกันนี้ผู้ประกอบการอสังหาฯยังมีความเห็นว่าปัญหาอุปทานส่วนเกินหรือโอเวอร์ซัพพลาย ( Oversupply)นั้นจะไม่เกิดขึ้น หรือหากจะเกิดขึ้นก็จะเป็นเฉพาะบางทำเล-บางพื้นที่เท่านั้นและในที่สุดอุปทานส่วนเกินนั้นก็จะถูกซื้อและค่อยๆหมดไป

แนวราบยังสดใส-คอนโดฯระดับกลางถึงบนยังมีกำลังซื้อ

หากพิจารณาถึงการทยอยประกาศแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2561 ของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่นั้นมีทั้งที่อยู่อาศัยแนวสูง คือคอนโดมิเนียม และที่อยู่อาศัยแนวราบ ส่วนที่ว่าดีเวลลอปเปอร์รายไหนจะให้น้ำหนักกลุ่มสินค้าประเภทไหนมากกว่ากันนั้น ขึ้นอยู่กับศักยภาพ โอกาส และข้อจำกัดในเชิงธุรกิจของแต่ละบริษัท อาทิ  บมจ. โกลเด้นแลนด์  บริษัทอสังหาฯในกลุ่มทีซีซี ของเจ้าสัว“เจริญ สิริวัฒนภักดี”ที่ล่าสุด กรรมการผู้จัดการใหญ่ ของโกลเด้นแลนด์ “แสนผิน สุขี” ได้ประกาศว่าปี 2561ตั้งเป้ายอดขายสำหรับธุรกิจที่อยู่อาศัย 26,600 ล้านบาท และเป้ารับรู้รายได้ที่ 16,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2560 คิดเป็น 35% และมีแผนจัดซื้อที่ดินเพิ่มจำนวน 34 แปลง ในงบประมาณ 13,240 ล้านบาท โดยมีแผนเปิดโครงการใหม่ทั้งปีจำนวน 34 โครงการเพิ่มขึ้น (เพิ่มจากปี 2560 ถึง 2 เท่า) มูลค่ารวม 39,600 ล้านบาท แบ่งเป็นทาวน์โฮม 20 โครงการบ้านแฝด 8 โครงการ บ้านเดี่ยว 4 โครงการ และ โครงการต่างจังหวัดอีก 2 โครงการ

 

ส่วนบมจ.เอพี (ไทยแลนด์) ถึงแม้จะยังไม่ประกาศแผนปี2561 แต่หากประเมินแล้วยังเชื่อว่า เอพี จะเน้นเปิดตัวแนวราบเป็นหลัก หลังจากในปี 2560 เอพี ได้เปิดตัวคอนโดฯที่มีมูลค่าค่อนข้างมากและประสบความสำเร็จด้านยอดขายมาก ส่งผลให้ยอดขายรวม(กลุ่มคอนโดฯและแนวราบ)ทั้งปี 2560 เอพี.ได้มากถึง41,600 ล้านบาท นับเป็นสถิติสูงสุดครั้งใหม่ เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมากว่า 85%  และเกินจากเป้าหมายยอดขายเดิมที่ตั้งไว้ 26,000 ล้านบาทถึง 60% โดยแบ่งเป็นยอดขายที่เกิดจาก สินค้าแนวราบมูลค่า 14,525 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 27,075 ล้านบาท หากพิจารณาในประเด็นนี้ มีความเป็นไปได้สูงที่เอพี.จะพุ่งเป้าหมายไประบายสินค้าคงค้าง(Iventory)ที่เหลือและเร่งมือในการก่อสร้าง ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวนี้นอกจากจะแก้โจทก์ธุรกิจแล้ว เอพี.ยังมองว่าดีมานด์แนวราบนั้นยังมีค่อนข้างสูง

 

“ การเปิดตัวสินค้าใหม่แนวราบยังคงเป็นตลาดที่น่าจับตามอง ส่วนคอนโดมิเนียมสินค้าที่ตอบตลาดระดับกลางถึงบนยังคงมีกำลังซื้อ ส่วนตลาดระดับล่างค่อนข้างน่ากังวลเพราะมีสต๊อกสร้างเสร็จคงเหลือจำนวนมาก” ซีอีโอของเอพี (ไทยแลนด์) “อนุพงษ์ อัศวโภคิน” กล่าวให้ความเห็นพร้อมกับคาดการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2561  ภาพรวมธุรกิจยังคงสอดรับกับภาพการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศ การแข่งขันยังคงเกิดจากผู้ประกอบการรายใหญ่เป็นหลักที่ปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ ซัพพลายที่ตอบโจทย์ตลาดระดับกลางและบนขึ้นไปยังคงได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค

 

บมจ.แลนด์แอนด์เฮ้าส์ หรือLH ยังคงปักหลักสัดส่วนเปิดตัวโครงการใหม่ในปี2561เป็นบ้านเดี่ยวเป็นหลัก ส่วนที่ว่าจะให้น้ำหนักโครงการประเภททาวน์เฮ้าส์เหมือนกับดีเวลลอปเปอร์อื่นๆหรือไม่คงต้องติดตาม เช่นเดียวกับ บมจ.ควอลิตี้เฮ้าส์ หรือ QH หลังจากที่ได้เข้าสู่โหมด “รีฟอร์ม” ธุรกิจ….ในช่วงปี2560 ที่ส่วนใหญ่จะเน้นระบาย Iventory และแทบจะไม่มีการเปิดตัวโครงการใหม่แลย โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม จึงเชื่อว่าในปี 2561 น่าจะกลับมาเปิดตัวโครงการใหม่เพิ่มและคงเป็นโครงการแนวราบเป็นหลัก

 

ส่วนบมจ.อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ หรือ ANAN จะยังคงเน้นนโยบายเชิงรุกเปิดโครงการใหม่และน่าจะยังคงให้น้ำหนักสินค้าประเภทคอนโดฯไม่น้อยกว่า80% และที่เหลือ 20% เป็นแนวราบ และคอนโดฯที่เปิดเพิ่ม 50% ของคอนโดฯที่เปิดตัวใหม่น่าจะเป็นโครงการร่วมทุนกลุ่มมิตซุย ฟุโ ดซัง

 

สำหรับ บมจ. แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ หรือ LPN โครงการใหม่ที่จะเปิดในปี 2561 นั้นเน้นตลาดระดับกลางบนเหมือนกับปี2560 ซึ่งผู้บริหารยังเชื่อว่าความต้องการและกำลังซื้อของลูกค้ากลุ่มนี้ยังแข็งแกร่ง พร้อมกันนี้ LPN ยังรุกตลาดบ้านเดี่ยวระดับบนด้วย

 

ขณะที่บมจ. ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้  หรือ ORI  ได้เดินตาม road map ผ่าน 3 แนวทางหลักๆ ได้แก่  1.เปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ 2 .บุกตลาดแนวราบเพิ่ม และ 3. สร้างฐานธุรกิจ Recurring Income ให้เด่นชัดขึ้น ทั้งเดินหน้าเร่งงานก่อสร้างโครงการเดิมที่ได้ประกาศเปิดตัวไปในช่วงก่อนหน้าแล้ว ในปี2561จะเปิดโครงการคอนโดฯอย่างน้อยมูลค่า 25,000 ล้านบาท ส่วนแนวราบนั้นภายในเวลา 5 ปี(‪2561-2565) ตั้งเป้าเปิดตัวทั้งสิ้น 14 โครงการ รวมมูลค่า 14,000 ล้านบาท มีรายได้ 12,000 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์ “บริทาเนีย” … ผมมองว่าปีหน้าตลาดออสังหาฯยังเติบโตได้ดี ออริจิ้นเองตั้งเป้าเติบโตทั้งยอดขาย รายได้ และการรุกเปิดตัวโครงการใหม่ เพราะเป้าหมายของเราคือการขึ้นแท่นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ระดับแนวหน้าของไทย คือ 1 ใน 3 บริษัทผู้พัฒนาและให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ ภายในปี 2565” ซีอีโอ ของออริจิ้น“ พีระพงศ์ จรูญเอก” กล่าว

 

บมจ. พฤกษา เรียลเอสเตท หรือ PS ในปี 2561 ยังคงให้น้ำหนักไปกับโครงการแนวราบเห็นได้จากพอร์ตโครงการใหม่ที่เปิด 70% เป็นแนวราบพร้อมทั้งมีการพัฒนาโปรดักส์ใหม่ออกมารองรับความต้องการของตลาดที่ขยับโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบใกล้เมืองมากขึ้น ส่วนในพื้นที่กรุงเทพฯจะเป็นสินค้าคอนโดฯ“ในปี 2561 ตลาดระดับบนยังสามารถเติบโตได้ดี ผู้ประกอบการจะยังคงให้ความสำคัญต่อตลาดระดับบน เนื่องจากกลุ่มลูกค้ามีกำลังซื้อ แต่ในแต่ละทำเลมีลูกค้าจำนวนน้อย ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องสำรวจความต้องการให้ดี”ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจพฤกษาเรียลเอสเตท-พรีเมียม ของ พฤกษา ฯ

 

จากแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ข้างต้นนั้นแม้จะเป็นเพียงบางส่วน แต่ก็พอจะสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางของตลาดที่อยู่อาศัยในปี 2561 จะไปในทิศทางใด แต่ทั้งนี้ เชื่อว่าที่อยู่อาศัยแนวราบไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ และทาวโฮม ตลาดน่าจะมีการแข่งขันสูง … ปี 2561 จะเป็นอีกปีที่น่าจับตามองถึงการช่วงชิงส่วนแบ่งตลาด (Market Share )ของผู้เล่นรายใหญ่ในตลาด

ซัพพลายบ้านใหม่ทั่วปท.ปี2561เติบโต17%

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)เป็นอีกหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อตอบสนองต่อทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในระบบเศรษฐกิจ ที่ล่าสุด ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ รักษาการผู้อำนวยการ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ฯ ได้ออกมาให้ความเห็นถึงอัตราการเติบโตเศรษฐกิจในปี2561 จะเติบโตในระดับ 4-4.6% ซึ่งหากเป็นจริงตามที่คาดการณ์ ย่อมมีผลต่อทิศทางตลาดอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยในปีหน้าจะสดใสพอสมควร

 

โดยซัพพลาย(อุปทาน)ตลาดที่อยู่อาศัยทั่วประเทศปี2561 จะมีจำนวนหน่วยประมาณ 276,100 หน่วย มีอัตราการเติบโตจากปี 2560ประมาณ 17% แบ่งเป็นโครงการแนวราบประมาณ 154,200 หน่วย คิดเป็น 56.8% และโครงการอาคารชุดประมาณ 121,900 หน่วย คิดเป็น 44.2% โดยอาคารชุดมีหน่วยมากสุด 44.1% รองลงมาเป็นทาวน์เฮาส์ 24.3% บ้านเดี่ยว 23.5% ส่วนที่เหลือเป็นบ้านแฝดและอาคารพาณิชย์

 

สำหรับพื้นที่ในกทม.-ปริมณฑล ที่อยู่อาศัยรวม 154,200 หน่วย แบ่งเป็นโครงการแนวราบประมาณ 74,300หน่วยและโครงการอาคารชุด ประมาณ 79,900 หน่วย ส่วนพื้นที่ภูมิภาคมีโครงการแนวราบประมาณ 79,000 หน่วย และอาคารชุด 42,000 หน่วย

 

ส่วนภาวะการขาย หรืออัตราการดูดซับในตลาดที่อยู่อาศัยทั่วประเทศในปีหน้า ซึ่งหากไม่มีจำนวนหน่วยใหม่เพิ่มเข้ามาในตลาด คาดว่าจะใช้เวลาเฉลี่ย 15 เดือนจึงจะขายหมด ทั้งหากแยกเป็นตลาดบ้านแนวราบ คาดว่าจะใช้เวลาดูดซับหมด 17 เดือน ซึ่งใช้เวลาน้อกว่าปกติที่เฉลี่ย 19 เดือน ส่วนตลาดคอนโดฯ คาดว่าจะใช้เวลาดูดซับหมด 13 เดือน โดยสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติเล็กน้อยที่ 12 เดือน

 

สำหรับตัวเลขการโอนกรรมสิทธิ์ในปี2561 จะมีเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก 12% ซึ่งแสดงว่าที่อยู่อาศัยมีราคาที่สูงขึ้น การโอนกรรมสิทธิ์ก็มีมากขึ้น คาดว่าในปี2561 การโอนกรรมสิทธิ์จะเกิน 600,000 ล้านบาท

 

หากจะโฟกัสลงไปเฉพาะตลาดที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทฯ-ปริมณฑลคาดปี 2561มีอุปทานที่อยู่อาศัยรวม 154,200 หน่วยแบ่งเป็นโครงการแนวราบประมาณ 74,300 หน่วย คิดเป็น 48.2% ขณะที่อาคารชุดมีประมาณ 79,900 หน่วย คิดเป็น 51.8%  โดยหน่วยที่มีมากสุดคือ อาคารชุด 51.8% รองลงมาเป็นทาวน์เฮาส์ 29.1% และบ้านเดี่ยว 13.6% ที่เหลือเป็นบ้านแฝดและอาคารพาณิชย์

 

ทั้งนี้อุปทานที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ – ปริมณฑล จำนวนประมาณ 154,200 หน่วย ในปี 2561 จะเป็นตลาดที่อยู่อาศัยหลักของประเทศ มี สัดส่วนประมาณ 55.8% ของทั้งประเทศ และคาดว่าภาพรวมจะใช้เวลาประมาณ 15 เดือนเพื่อขายหมด ซึ่งอยู่ในภาวะปกติที่จะใช้เวลาระบายอุปทานในตลาดให้หมด โดยไม่มีอุปทานใหม่เพิ่มขึ้นมาก และคาดว่าในปี2561 โครงการแนวราบจะใช้ระยะเวลาในการขายหมดประมาณ 17 เดือน ซึ่งใช้เวลาน้อยกว่าภาวะปกติที่ใช้เวลาโดยเฉลี่ย 22 เดือนเพื่อขายหมด ส่วนอาคารชุดคาดว่าจะใช้ระยะเวลา 13 เดือนในการขายหมด ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงภาวะปกติ ที่ใช้ระยะเวลาเฉลี่ย 12 เดือนเพื่อปิดการขายหมด

 

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง