ผู้บริโภคเฮ!สคบ.เตรียมลงดาบผู้ประกอบธุรกิจให้เช่าที่พัก รายเล็กกระอักอาจถึงขั้นขายทิ้งกิจการ

ภายหลังการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (คคบ.) เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2560 ที่ผ่านมา ได้มีมติให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เตรียมออกประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่องให้ธุรกิจให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยเป็นธุรกิจควบคุมสัญญาการเช่าหอพัก อพาร์ตเมนต์ และบ้านเช่า  เพื่อแก้ไขปัญหาการใช้บริการเช่าที่พักอาศัย เนื่องจากมีการร้องเรียนว่าถูกผู้ประกอบการหอพักเก็บค่าน้ำค่าไฟแพง ขณะนี้ได้ผ่านการประชาพิจารณ์เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะรอลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ และมีผลบังคับใช้ในเดือนพฤษภาคม 2561

 

 

สคบ.เตรียมประกาศฉบับใหม่ป้องผู้ประกอบการเอาเปรียบ

โดยนายพิฆเนศ ต๊ะปวง รองเลขาธิการ สคบ. เปิดเผยว่า เมื่อปี 2549 สคบ.ได้เคยออกประกาศคุ้มครองผู้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยไปแล้ว 1 ครั้ง ในเรื่องหลักฐานการรับเงิน กรณีการเก็บค่าประกันความเสียหาย จะต้องออกเอกสารการรับเงินค่าประกันความเสียหาย และมีเงื่อนไขเมื่อขอย้ายออก โดยผู้ประกอบการหอพักมีสิทธิตรวจสอบทรัพย์สินภายในระยะเวลา 7 วัน หากไม่มีทรัพย์สินเสียหายต้องคืนเงินค่าประกันความเสียหายให้ผู้เช่าภายในภายระยะเวลา 15 วันตามสัญญา แต่ที่ผ่านมาผู้ประกอบการบางรายก็ไม่ใส่ใจในข้อประกาศดังกล่าว หรือบางรายก็อ้างว่าไม่รู้ข้อกฎหมาย ซึ่งทางสคบ.ก็ได้เรียกผู้ประกอบการดังกล่าวมาชี้แจงไปแล้ว

 

แต่ในประกาศฉบับใหม่ได้เพิ่มเติมรายละเอียด จากการที่มีผู้บริโภคร้องเรียนมาเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นผู้เช่าอาคารเพื่อพักอาศัยในพื้นที่กรุงเทพฯสัดส่วนถึง 90% หรือประมาณ 520 ราย ในขณะที่จากต่างจังหวัดมีเพียง 10% โดยประเด็นหลักคือการที่ผู้ประกอบการหอพักไม่คืนเงินประกันความเสียหาย/ค่าเช่าล่วงหน้า ให้กับผู้เช่าฯ ซึ่งมีมากถึง 213 ราย , คิดค่าเสียหายสูงเกินความเป็นจริง 26 ราย,ยึดทรัพย์ผู้เช่า 23 ราย ,ข้อสัญญายกเว้น  21 ราย และที่เหลือเป็นเรื่องอื่นๆ

 

ซึ่งก่อนที่จะประกาศใช้กฎหมายฉบับใหม่ ทางสคบ.ได้มีการเชิญผู้ประกอบการหอพักในพื้นที่กทม.มาชี้แจงและรับฟัง ประมาณ 120 ราย ซึ่งส่วนใหญ่ก็เห็นด้วย โดยต้องมีการทำสัญญาเช่าใหม่ทั้งหมด ซึ่งต้องมีการชี้แจงรายละเอียดให้ชัดเจนทั้งหมด กรณีก่อนที่ผู้เช่าจะเข้าเช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยจะต้องมีหลักฐานใบตรวจอาคารจากผู้ประกอบการหอพักด้วย และกรณีสิ้นสุดการเช่า ผู้ประกอบการจะต้องคืนเงินประกันให้กับผู้เช่าด้วยเช่นกัน

 

สำหรับสาระสำคัญของประกาศฉบับใหม่นี้ จะกำหนดให้ผู้ให้บริการต้องแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับการเช่า เช่น เขียนชื่อ ที่อยู่ ของผู้ให้เช่าและผู้เช่า กำหนดระยะเวลาในการเช่า ทรัพย์สินและอุปกรณ์ที่ให้เช่า อัตราค่าบริการต่างๆ ทั้งค่าน้ำประปา ค่ากระแสไฟฟ้า ค่าเช่าเฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ รวมถึงวิธีการชำระค่าบริการ พร้อมทั้งกำหนดเงื่อนไงการเรียกเก็บค่าเช่า และบริการต่างๆ ให้ชัดเจน หากไม่ปฏิบัติตามจะมีความผิด มีโทษคือจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

ทั้งนี้ในประกาศจะกำหนดหลักเกณฑ์ที่ผู้ประกอบการหอพักต้องดำเนินการ เช่น เรื่องมิเตอร์ค่าน้ำ ค่าไฟ ต้องเก็บไม่สูงไปกว่าอัตราที่การไฟฟ้าฯ หรือการประปาฯ จัดเก็บไม่เกิน 20% ห้ามเรียกเก็บเงินประกันความเสียหายเกิน 50% ของอัตราค่าเช่า และห้ามเรียกเก็บเงินค่าต่อสัญญาเช่าจากผู้เช่ารายเดิมด้วย หรือการเก็บเงินประกันต้องไม่เกิน 1 เดือน โดยจะออกประกาศได้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 และมีผลหลังจากนั้น 90 วัน หรือประมาณเดือน พฤษภาคม 2561  โดยผู้ประกอบธุรกิจต้องยกเลิกสัญญาฉบับเก่าที่เคยทำไว้กับผู้เช่าทั้งหมด แล้วมาให้ผู้เช่ามาทำสัญญาใหม่ภายใต้ข้อกำหนดใหม่ที่ประกาศไว้ในกฎหมาย

 

“ห้ามผู้ประกอบธุรกิจหอพักปรับราคาค่าเช่ากับผู้เช่ารายเดิม เพราะจะเป็นสัญญาโดยมิชอบ หากจะดำเนินการให้ถูกต้องจะต้องทำสัญญาเช่าฉบับใหม่ และการเก็บค่าเช่าล่วงหน้าต้องไม่เกิน 1 เดือน ส่วนการริบสินทรัพย์ของผู้เช่าจะสามารถดำเนินการได้ในกรณีที่ผู้เช่าทำสัญญาเช่าไม่เกินระยะเวลา 3 เดือน”นายพิฆเนศ กล่าวในที่สุด

 

 


ผู้บริโภคแบกภาระค่าเช่าสูงแน่-เจ้าของธุรกิจรายเล็กอาจขายทิ้งกิจการ

ด้านนายรวิโรจน์ อัมพลเสถียร ผู้ประกอบการธุรกิจอพาร์ตเมนต์ มาเป็นระยะเวลา 11 ปี ภายใต้ชื่อ “My House” กล่าวว่าจุดประสงค์ในการคุ้มครองผู้บริโภคของ สคบ.ถือว่าเป็นเรื่องดี แต่หากจะกำหนดทั้งหมดที่สคบ.กำหนดไว้ก็จะเป็นเรื่องที่ลำบาก อีกทั้งระยะเวลาที่จะประกาศใช้ก็กระชั้นชิดและมีเวลาให้ผู้ประกอบการปรับตัวน้อยเกินไป  หากเป็นผู้ประกอบการที่ไม่มีสภาพคล่องทางการเงิน อาจจะหาเงินประกันมาคืนผู้เช่าไม่ทัน เพราะธุรกิจให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยส่วนใหญ่จะกู้สินเชื่อก่อสร้างจากสถาบันการเงิน กว่าจะถึงจุดคุ้มทุนต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 10 ปี ถือเป็นภาระที่หนัก 

 

ซึ่งกรณีดังกล่าวแยกได้ 3 ประเด็นหลัก คือ 1.เรื่องค่าน้ำ-ไฟ ซึ่งโดยปกติราคานั้นเป็นไปตามกลไกตลาดอยู่แล้ว หากผู้ประกอบการรายใดคิดราคาแพง ผู้เช่าก็สามารถไปเช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยอื่นที่ราคาถูกกว่าได้ ซึ่งกรณีนี้ผู้ประกอบการสามารถปรับขึ้นค่าเช่าห้องพักได้ ดังนั้นภาระก็จะตกไปที่ผู้บริโภคอยู่ดี เพราะปกติค่าน้ำ-ไฟไม่ได้มีผลกำไรมากนีก เพราะเงินจากการเก็บค่าน้ำไฟ ผู้ประกอบการต้องนำไปจ่ายค่าบำรุงรักษาสารธารณูปโภคต่างๆภายในอาคารให้เช่าอยู่อาศัย แต่เมื่อประกาศดังกล่าวมีผลบังคับใช้จริง ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ผู้ประกอบการรายเล็ก ที่มีห้องพักให้เช่าเพียง 10-20 ห้องพักเท่านั้น หากไม่ปรับค่าเช่าเพิ่มก็ต้องถึงขั้นขายกิจการทิ้ง ส่วนผู้ประกอบการรายกลาง-ใหญ่นั้นยังสามารถอยู่รอดได้ 

 

2.เงินประกัน จะมีค่าประกันความเสียหายภายในห้องพักให้เช่าหากไม่มีเงินค่าประกันความเสียหาย ก็จะทำให้ผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบมากขึ้น และส่งผลให้ธุรกิจให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยหดหายไป ขณะเดียวกันผู้บริโภคเองก็ต้องหันไปเช่าคอนโดฯแทนซึ่งมีราคาสูงกว่า หรืออาจจะซื้อเพื่ออยู่อาศัยเลย หากเป็นคอนโดฯในเมืองราคาก็จะสูง เท่ากับเป็นการเพิ่มภาระการอยู่อาศัยในระยะยาวได้

 

3.การห้ามล็อกห้องหรือห้ามเคลื่อนย้ายทรัพย์สินของผู้เช่า หากผู้ประกอบการมีห้องเช่าเพียง 50 ห้องพัก และมีผู้ชำระค่าเช่าไม่ตรงเวลาประมาณ 10 ห้อง ก็จะทำให้เงินสดของผู้ประกอบการที่จะต้องได้มา หายไปประมาณ 20% ทำให้ผ่อนชำระสถาบันการเงินไม่ไหว (ซึ่งการพัฒนาโครงการจะต้องกู้สินเชื่อจากสถาบันการเงิน)อาจต้องถูกสถาบันการเงินบังคับให้ขายสินทรัพย์ได้

 

“ที่ผ่านมาลำพังธุรกิจให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยก็แข่งขันกับคอนโดฯเพื่อปล่อยเช่าก็ยากอยู่แล้ว ยิ่งมาเจอประกาศฉบับใหม่ของสคบ.อีกก็หนักเข้าไปใหญ่ แต่ถ้าหากมีระยะเวลาให้ผู้ประกอบการได้ปรับตัวก็จะดี ซึ่งกรณีนี้ถือว่าเป็นโอกาสของผู้บริโภค แต่ในระยะยาวผู้ประกอบการก็คงต้องผลักภาระให้ผู้บริโภคอย่างแน่นอน และจากราคาที่ดินที่ปรับสูงขึ้นทุกปี ก็จะส่งผลให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยได้ยาก และไม่คุ้มค่ากับการทุน เมื่อเทียบกับผู้ที่นำที่ดินเก่าสะสมมาพัฒนา ”นายรวิโรจน์ กล่าว

 

ปัจจุบันนายรวิโรจน์  มีอพาร์ตเมนต์ให้เช่า รวมทั้งสิ้น 6 แห่ง ซึ่งทั้งหมดอยู่ในแนวรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายไม่เกิน 500 เมตร คือ ย่านปุณณวิถี 2 โครงการ,ย่านบางจาก 1 โครงการ และย่านศรีนครินทร์1 โครงการ แต่ละโครงการจะมีห้องพักประมาณ 79 ห้องพัก ราคาเช่าประมาณ 5,000-6,000 บาท/เดือน  และในเกือนกุมภาพันธ์  2561 นี้ ยังมีแผนที่พัฒนาอพาร์ตเมนต์ย่านปุณณวิถี อีก 1 โครงการแต่จากประกาศของสคบ.อาจจะปรับแผนมาพัฒนาในรูปแบบของคอนโดฯก็เผ็นได้ ทั้งนี้ต้องดูความชัดเจนของประกาศสคบ.อีกครั้งรวมไปถึงสถานการณ์ตลาดในช่วงระยะเวลานั้นด้วย

 

กูรูอสังหาฯเห็นพ้องสคบ.-ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น

ด้านนายสุรเชษฐ กองชีพ นักวิเคราะห์ด้านอสังหาฯ กล่าวว่า ประกาศของสคบ.ที่จะบังคับใช้ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะที่ผ่านมาผู้ประกอบการธุรกิจให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยจะคิดราคาเช่าที่แพงกว่าปกติ โดยเฉพาะค่าน้ำที่เก็บแพงถึง 2 เท่าตัว ส่วนการเก็บเงินค่ามัดจำก็มากเกินไป หากสามารถลดจำนวนลงได้ ก็จะทำให้ผู้มีรายได้น้อย สามารถเลือกพักอาศัยในอาคารให้เช่าเพื่ออยู่อาศัยได้ดีขึ้น แต่ทั้งนี้ก็ต้องมีการทำสัญญาที่ชัดเจนมากขึ้น เพื่อป้องกันผู้เช่าหนี หรือป้องกันกลุ่มมิจฉาชีพ

 

“ในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมาซัพพลายใหม่ของธุรกิจให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยในตลาดอยู่ในอัตราที่ลดลง  ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดคอนโดฯกำลังบูม และมีการซื้อเพื่อลงทุนปล่อยเช่ากันมาก ซึ่งคอนโดฯจะไม่มีการควบคุมผู้เช่าเหมือนธุรกิจให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัย เชื่อว่าประกาศฉบับใหม่นี้จะทำให้ธุรกิจให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยหายไป ยกเว้นทำเลที่มีมหาวิทยาลัยเปิดใหม่ และยังไม่เคยมีใครทำธุรกิจให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยมาก่อน ก็ยังไปได้ดี”นายสุรเชษฐ กล่าวในที่สุด

 

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง