ย้อนรอย PACE เร่ขายทรัพย์สิน

การประกาศยุติเจรจาซื้อ 2 โครงการคอนโดหรูระหว่าง บมจ. แสนสิริ หรือ SIRI กับ บมจ.เพซ ดีเวลลอปเม้นท์ คอร์ปอเรชั่น  หรือ PACE ในการเจรจาซื้อคอนโดมิเนียมหรู “มหานคร” และโครงการ “นิมิตหลังสวน” โดยกลุ่มบริษัทเพซดีเวลลอปเมนท์ เลือกที่จะไม่ต่อเวลาในการตรวจสอบทรัพย์สินที่จะขาย (Due Diligence)กับแสนสิริ แต่ก็ยังเปิดทางซึ่งหากแสนสิริมีความประสงค์ที่จะซื้อพร้อมเสนอราคามายังบริษัทเพซฯได้ภายใน 3 วันนับจากวันที่ครบกำหนด

 

ก่อนที่ดีลนี้จะล่ม ! ย้อนไปเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2560 ทั้งกลุ่มบริษัทเพซ ดีเวลลอปเมนท์ และ แสนสิริ ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า  ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกันเพื่อการการเจรจาซื้อขายโครงการนิมิตหลังสวน (ทั้งโครงการ) และ ห้องชุดที่พักอาศัยในโครงการเดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน เรสซิเดนเซส บางกอก (จำนวน 53 ห้องชุด) ในโครงการอาคารชุด มหานคร ซึ่งกลุ่มบริษัทเพซดีเวลลอปเมนท์ เป็นผู้พัฒนาและเป็นเจ้าของโครงการI และได้ขยายระยะเวลาในการทำ Due Diligence มาจนถึงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 ซึ่งครบกำหนดแล้ว แต่แสนสิริก็ขอขยายเวลาออกไปอีก โดยให้เหตุผลว่า   ไม่ได้รับข้อมูลบางรายการที่เพียงพอต่อการพิจารณาราคาซื้อขายและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องสําหรับตัดสินใจอย่างเหมาะสม โดยแสนสิริได้ขอขยายระยะเวลาการตรวจสอบทรัพย์สินที่ซื้อขาย (Due Diligence) เพิ่มเติมแล้ว เพื่อให้ได้รับข้อมูลดังกล่าวอย่างครบถ้วน

 

กระทั่งเมื่อเช้าวันที่ 6 กุมภาพันธ์2561 เพซฯได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเกี่ยวกับดีลดังกล่าว ถึง มติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท  ครั้งที่ 5/2561 ประชุมเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ประชุมเห็นว่าระยะเวลาในการ ทำDue Diligence มีความเหมาะสม และเพียงพอแล้ว จึงมีมติไม่อนุมัติการขยายระยะเวลาดังกล่าวออกไปอีก ซึ่ง แสนสิริมีสิทธิแจ้งความประสงค์ที่จะซื้อพร้อมเสนอราคามายังบริษัทฯ ภายใน 3 วัน นับจากวันครบกำหนดดังกล่าว

 

ทั้งนี้ โครงการ “มหานคร” เป็นโครงการมิกซ์ยูส มูลค่า 2.2 หมื่นล้านบาท เป็นโครงการไฮเอนด์มีทั้งส่วนที่พักอาศัย โรงแรม และรีเทล และ โครงการนี้ “มหานคร”เพซตั้งใจให้เป็นแลนด์มาร์คของกรุงเทพฯ ด้วยความสูง 77 ชั้น 1,030 ฟุต หรือกว่า 314 เมตร ส่วนโครงการ“นิมิตหลังสวน” คือ โครงการที่พักอาศัยแบบฟรีโฮลด์ระดับซูเปอร์ลักชัวรี บนเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ เป็นอาคารสูง 54 ชั้นมีจำนวน 187 ยูนิต รวมมูลค่า 7,500 ล้านบาท ได้รับอนุมัติรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) ตามแผนเดิมเริ่มการก่อสร้างโครงการแล้วและคาดว่าจะสามารถสร้างเสร็จตามแผนในปี 2561

 

นั่นเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดของกลุ่มบริษัทเพซฯบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ประสบปัญหาขาดทุนสะสมมาอย่างต่อเนื่อง และมีหนี้สินรุมเร้า  ณ สิ้นไตรมาส3 / 2560 เพซฯ มีหนี้สินรวมกว่า 30,299 ล้านบาท  หนึ่งในเจ้าหนี้รายใหญ่ก็คือ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน)หรือSCB ที่ปล่อยกู้ให้กับโครงการมหานคร…. และด้วยฐานะทางการเงินที่อ่อนแอนี่เองทำให้ตลอดปี2560 กลุ่มบริษัทเพซ ดีเวลลอปเมนท์ มีข่าวดีสลับข่าวไม่ดีมาตลอด

 

prop2morrow.com นำเสนอเหตุการณ์สำคัญๆเริ่มจากวันที่ 27 ก.พ.2560 บริษัทเพซดีเวลลอปเมนท์ ฯ ปิดดีลกับยักษ์ “อพอลโล – โกลแมน แซ็คส์”ร่วมลงทุนในมหานคร ดีลครั้งนี้มีมูลค่า 8,400 ล้านบาท(240 ล้านเหรียญสหรัฐ)ร่วมลงทุน 49% ใน 3 ส่วนหลักของโครงการมหานคร ได้แก่ โรงแรมบางกอก เอดิชั่น ส่วนรีเทล มหานคร คิวบ์ รวมถึงจุดชมวิว ออบเซอร์เวชั่นเด็คและรูฟท็อปบาร์ที่สูงที่สุดในประเทศไทย

 

โดยพอลโลได้ลงทุนประมาณ 5.9 พันล้านบาท (169 ล้านเหรียญสหรัฐ) ในการถือหุ้น 34% และโกลด์แมน แซคส์ลงทุนประมาณ 2.5 พันล้านบาท (71 ล้านเหรียญสหรัฐ) ในการถือหุ้น 15%

 

การที่ได้ร่วมทุนกับกองทุน2รายนี้ “สรพจน์ เตชะไกรศรี” CEO บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ ฯบอกว่า เม็ดเง็นที่ได้จากการร่วมทุนดังกล่าว จะช่วยให้เพซมีสภาพคล่องทางการเงิน และสามารถนำเงินมาชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้สถาบันการเงิน โดยบริษัทฯจะนำมาชำระหนี้กว่า 2,000 ล้านบาทให้กับเจ้าหนี้ที่ปล่อยกู้โครงการมหานคร คือธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งจะทำให้สัดส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E)ลดลงอย่างต่อเนื่อง

 

จากนั้นเมื่อวันที่ 4 ก.ค.2560 บริษัทเพซ ดีเวลลอปเมนท์ ฯ ได้ประกาศผนึกกำลังกับพันธมิตรทางธุรกิจรายใหม่จากประเทศจีน ซิติค คอนสตรัคชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ยักษ์ใหญ่ด้านการก่อสร้างของจีน โดยความร่วมมือในครั้งนี้ ซิติค คอนสตรัคชั่นจะเป็นฝ่ายรับผิดชอบด้านการเงินและการก่อสร้าง ในขณะที่บริษัทเพซ ดีเวลลอปเมนท์ ฯจะรับหน้าที่วางแผนด้านงานออกแบบ การขายและการตลาดทั้งหมด รวมถึงควบคุมคุณภาพการก่อสร้างเพื่อส่งมอบโครงการที่เหนือกว่ามาตรฐานตามแบบฉบับของเพซฯ โดยมี CITIC CLSA Securities รับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงินของทั้งสองฝ่ายในการร่วมมือครั้งนี้ … จนถึงปัจจุบันยังไม่เห็นความคืบหน้าของการร่วมมือในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแห่งใหม่บนที่ดินทำเลทองใจกลางกรุงเทพฯดั่งที่แจ้งเอาไว้

 

หลังจากที่ บริษัทเพซ ดีเวลลอปเมนท์ ฯ ได้ร่วมทุนกับพันมิตรโดยเฉพาะ “อพอลโล – โกลแมน แซ็คส์” เป็นผลให้งบการเงินในไตรมา2/2560 นั้นเติบโตมโหฬารพลิกขาดทุนมาเป็นมีกำไรกว่า 5,000 ล้านบาท พลันที่ได้ประกาศข่าวดี ก็มีข่าวร้ายกดทับนั่นคือ ตลาดหลักทรัพย์ฯก็ขึ้นเครื่องหมาย SP ทันที เนื่องจากผู้ตรวจสอบบัญชีไม่สามารถให้ข้อสรุปต่องบการเงินได้ โดยให้เหตุผลว่า “ เกี่ยวกับการประมาณการรายได้ของจุดชมวิว จากข้อเท็จจริงที่การก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จจึงไม่มีการประกอบพาณิชยกิจจริงเพื่อเปรียบเทียบและเป็นธุรกิจใหม่ในตลาดของไทย จึงไม่สามารถให้ข้อสรุปผลการสอบทานต่องบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จรวมสำหรับงวดสามเดือนและหกเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2560”

 

ไม่รอช้าต่อมาเมื่อวันที่ 17 ส.ค.2560 CEO บริษัทเพซ ดีเวลลอปเมนท์ ฯ“สรพจน์ เตชะไกรศรี”ก็ออกมาชี้แจงตลาดหลักทรัพย์ฯผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2560 ที่บริษัทมีกำไร 5,310 ล้านบาท มีสาเหตุมาจากการรับรู้เงินลงทุนด้วยราคายุติธรรมของกิจการร่วมค้า 2 บริษัท “อพอลโล – โกลแมน แซ็คส์”ซึ่งทางบริษัทได้ว่าจ้างที่ปรึกษาทางการเงินอิสระชั้นนำของโลก เพื่อทำการประเมินมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุน โดยใช้วิธีประมาณการรายได้ (Income approach) โรงแรม จุดชมวิว และพื้นที่ศูนย์การค้า ในอนาคต และคำนวณคิดลดกระแสเงินสดมาเป็นปัจจุบัน พบว่าเงินลงทุนดังกล่าวมีมูลค่ายุติธรรม 8,231 ล้านบาท จึงได้บันทึกในงบแสดงฐานะการเงินรวม และบันทึกเป็นการรับรู้รายได้จากผลกระทบจากการสูญเสียการควบคุมในบริษัทย่อย จำนวนเงิน 8,856.6 ล้านบาท ทำให้มีกำไรสุทธิในไตรมาส 2 จำนวน 5,310 ล้านบาท ส่วนกรณีผู้สอบบัญชีไม่สามารถให้ข้อสรุปต่องบกำไร-ขาดทุนรวมของบริษัทนั้น เนื่องจากเห็นว่า ไม่มีจุดชมวิวในประเทศไทยมาเทียบเคียงเพื่อเปรียบเทียบและเป็นธุรกิจใหม่ของไทย ผลทำให้หุ้นของบริษัทเพซ ดีเวลลอปเมนท์ ฯถูกปลดเครื่องหมาย SP กลับมาซื้อขายได้ตามปกติ

 

หลังจากนั้นกลุ่มผู้ร่วมทุนทั้ง“อพอลโล – โกลแมน แซ็คส์” ก็ได้ส่งคนเข้ามาร่วมบริหารในบริษัทเพซ ดีเวลลอปเมนท์ ฯ

 

ต่อมาเมื่อวันที่ 2 ต.ค.2560 ก.ล.ต. สั่ง PACE ให้ชี้แจงข้อมูลภายใน 7 วัน ในประเด็น Consent Conditions Undertaking (CCU) กับกลุ่มผู้ลงทุนทั้ง 3 รายคือ Apollo Asia Sprint Holding Company Limited,Goldman Sachs Investments Holdings (Asia) Limited และ Mercer Investments (Singapore) Pte., Ltd. เมื่อวันที่ 28 ก.พ.เกี่ยวกับการเข้ามาลงทุนและการกู้ยืมเงินจากกลุ่มผู้ลงทุนทั้ 3 รายจนมีผลกระทบต่อภาระหนี้สินหรอืภาระผูกพันอื่นๆทำให้ PACE ต้องรับซื้อหุ้นบุริมสิทธิบางส่วนคืนจากคู่สัญญา

 

ที่สุดในวันที่ 16 ต.ค.2560 PACE ก็ได้แจ้งการยกเลิกข้อตกลง CCU โดยระบุว่าบริษัทฯ ได้รับการยืนยันทางอีเมลจากกลุ่มผู้ร่วมทุนว่า กลุ่มผู้ร่วมทุนยินยอมที่จะยกเลิก CCU ฉบับดังกล่าว

 

…และในช่วงเดือนเดียวกันนี้เองวันที่ 2 ตุลาคม 2560 ทาง PACE ก็ได้ส่งข่าวประชาสัมพันธ์ ถึงการขายสิทธิในการดำเนินธุรกิจ“ดีน แอนด์ เดลูก้า อินเตอร์เนชั่นแนล ”ในส่วนนอกสหรัฐอเมริกา มูลค่า 50 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1,650 ล้านบาท) ให้กลุ่มเซ็นทรัล …ภายในวันเดียวกันนี่เอง ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ PACE ก็ได้แจ้งยกเลิกข่าวประชาสัมพันธ์ดังกล่าว

 

จนกระทั้งเมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2560 ก็ได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ถึงการลงนามในบันทึกความเข้าใจเพื่อการเจรจาซื้อขายโครงการนิมิต หลังสวน (ทั้งโครงการ) และห้องชุดที่พักอาศัยในโครงการเดอะริทซ์ –คาร์ลตัล เรสซิเดนเซส บางกอก(จํานวน 53 ห้องชุด) ในโครงการอาคารชุดมหานคร กับ บริษัท แสนสิริ จํากัด (มหาชน) ….ในที่สุดดีลนี้ก็ล่ม!! ดั่งที่ PACE ได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯไปเมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2561 และแสนสิริเองก็จะได้เงินมัดจำจำนวน 322.82 ล้านบาท ภายในระยะเวลา  5 วัน นับจากวันนี้ (7 ก.พ. 61) ซึ่งทางธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน)หรือ SCBจะเป็นผู้คืนเงินมัดจำดังกล่าวให้แก่บริษัท

 

ในวันเดียวกัน(6ก.พ.2561) PACE แจ้งว่าที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 มีมติอนุมัติการขายที่ดินในตำบลนิเซโกะ จังหวัดฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น เนื้อที่รวมประมาณ 87 ไร่ 3 งาน 33.295 ตารางวา ซึ่งยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ใด ๆ ให้แก่Richforest International Investments Ltd ในราคา 2,050,000,000 เยน หรือเทียบเท่า 594,953,050 บาท

 

ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทมีความเห็นว่าบริษัทมีความจำเป็นที่จะต้องจำหน่ายที่ดินดังกล่าว เพื่อนำเงินที่ได้ไปชำระคืนเงินกู้ยืมระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งจะช่วยลดภาระดอกเบี้ยและลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา โดยราคาที่ขายนั้นมีความเหมาะสมเมื่อพิจารณาจากราคา ณ วันซื้อขายในเดือน กรกฎาคม 2559 อยู่ที่ 1,558,890,434 เยน หรือเทียบเท่า 529,050,000 บาท และการจำหน่ายที่ดินดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินกิจการของบริษัทฯ

 

กล่าวได้ว่า การนำทรัพย์สินออกขายของ PACE ได้สร้างความฮือฮาในแวดวงอสังหาริมทรัพย์เป็นอย่างมาก รวมไปถึงแผนเพิ่มทุนแบบจัดสรรให้กับผู้ถือหุ้นเดิมว่าในที่สุดแล้วจะมีผู้ใช้สิทธิ์ซื้อหุ้นเต็ม 100% หรือไม่ ? แต่ที่แน่ๆ  PACE ได้ขยายเวลาการใช้สิทธิจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน(ครั้งที่4)เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นมีเวลาเพิ่มเติมในการตัดสินใจ !! หลังจากผลการจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนไปแล้วกว่า 75% ของหุ้นที่ออกและเสนอขายในคราวนี้คิดเป็นเงินกว่า 2,822 ล้านบาทจากจำนวนเงินเพิ่มทุนทั้งหมด  3,894 ล้านบาท

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง