เอกชนวอนธปท. อย่าออกมาตรการเหวี่ยงแห-ทำตลาดป่วน

นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรเตรียมแนะธปท. กำหนดกฎเกณฑ์ชัดเจน ระบุเพิ่มวงเงินดาวน์เป็น 20 % กระทบตลาดคอนโดฯ เต็มสูบ  ส่วนบ้านราคา 10 ล้านบาทขึ้นไปลอยตัว  ทั้งกำหนดผู้ซื้อที่ไม่มีภาระหนี้กู้บ้าน ต้องไม่รวมเป็นบ้านหลังที่สอง เชื่อหลังประกาศมาตรการส่งผลผู้ประกอบการชะลอเปิดตัวโครงการใหม่ ยอดโอนอาจไม่เป็นตามเป้า

 

นายอธิป พีชานนท์ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผยว่า ในวันที่ 11 ตุลาคม 2561 นี้ จะเข้าไปรับฟังกฎเกณฑ์ใหม่ของการกำหนดวงเงินดาวน์การซื้อบ้านหลังที่ 2 และการซื้อบ้านราคาตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งจะมีข้อเสนอแนะให้กับทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เช่น การกำหนดความชัดเจนของประเภทสินค้า ที่ต้องมีการระบุให้ชัดเจน ซึ่งอาจจะกระทบกับกลุ่มสินค้าแนวราบที่เป็นกลุ่มสินค้าที่ไม่มีผู้ซื้อมาเพื่อเก็งกำไร อีกทั้งจะกระทบกับผู้ซื้อบ้านหลังแรกที่เป็นคอนโดมิเนียม และต้องการเปลี่ยนเป็นอยู่โครงการบ้านจัดสรร ซึ่งมองว่าการเพิ่มวงเงินดาวน์จาก 10% เป็น 20% สำหรับบ้านจัดสรร ผู้ซื้อจะต้องใช้เงินเพิ่มขึ้นมาก และระยะเวลาการดาวน์โครงการบ้านจัดสรรเพียง 6 เดือน ซึ่งมีระยะเวลาสั้น จะมีผลกระทบหากเหมารวมโครงการบ้านจัดสรรไปด้วยส่วนผู้ซื้อบ้านที่ราคาตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากเกณฑ์ที่กำหนดเป็นเกณฑ์เดิมที่วางเงินดาวน์อย่างน้อย 20%

 

รวมไปถึงการกำหนดกฏเกณฑ์จะต้องมีการระบุเกี่ยวกับผู้ซื้อชำระเงินกู้ธนาคารหมดแล้วหรือซื้อบ้านเป็นเงินสด จะต้องไม่รวมเป็นบ้านหลังที่ 2 ซึ่งจะต้องนับเฉพาะการผู้ซื้อที่ซื้อบ้านหลังแรก และยังผ่อนธนาคารอยู่ และซื้อบ้านหลังที่ 2 และการทำสัญญาการวางเงินดาวน์ที่ยุติธรรมจะต้องเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 ซึ่งเป็นวันที่เกณฑ์ใหม่เริ่มมีผลบังคับใช้ ส่วนสัญญาที่เริ่มมาก่อนวันที่ 1 มกราคม 2562 จะต้องอนุโลมเป็นเกณฑ์เดิมไปก่อน เพื่อให้เกิดความยุติธรรม ซึ่งโดยในภาพรวมแล้วทางธนาคารแห่งประเทศไทยควรจะระบุเงื่อนไขให้ชัดเจนและตรงจุด ไม่ควรที่จะออกเกณฑ์มาแบบเหมารวม

 

ทั้งนี้มองว่าโครงการคอนโดมิเนียมจะได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะส่วนใหญ่จะซื้อเพื่อเป็นบ้านหลังที่ 2 ซึ่งมีสัดส่วนลูกค้าที่ซื้อโครงการคอนโดมิเนียมที่เป็นบ้านหลังแรกและหลังที่ 2 ที่ 50:50 ขณะที่โครงการบ้านพักตากอากาศในต่างจังหวัดก็จะกระทบตามไปด้วย เพราะการซื้อบ้านพักตากอากาศส่วนใหญ่ก็ซื้อเป็นบ้านหลังที่ 2 เช่นเดียวกัน โดยที่แนวโน้มหลังจากวันนี้ที่เกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศออกมาในช่วงบ่ายวันที่ 4 ตุลาคม 2561 และมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2562 จะทำให้การเปิดตัวโครงการใหม่ชะลอตัวลง ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2561 นี้เป็นต้นไป และการโอนกระทบในปี 2562 เป็นต้นไป ซึ่งคาดว่าการโอนโครงการคอนโดมิเนียมของผู้ประกอบการหลายรายอาจจะไม่เป็นไปตามเป้าหมายได้ โดยที่การโอนโครงการคอนโดมิเนียมทั้งตลาดในแต่ละปีเฉลี่ยอยู่ที่ 250,000ล้านบาท/ปี

“เกณฑ์วางเงินดาวน์ใหม่จะทำให้ผู้ซื้อสับสนและกังวลใจ  ก็สงสัยว่าแบงก์ชาติเลือกเวลาการกำหนดมาตรการมาเหมาะสมกับงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 39 หรือไม่ เมื่อข่าวแบบนี้ออกมาชาวบ้านก็เกิดความสับสน อะไรที่ไม่เข้าใจก็จะ wait and see ไม่รู้ว่าแบงก์ชาติคุยกับรัฐบาลหรือไม่ เพราะเมื่อตลาดอสังหาฯ ได้รับผลกระทบ ภาพรวมเศรษฐกิจก็จะกระทบตามไปด้วย  และการป้องกันของแบงก์ชาติก็ไม่รู้ว่าระวังมากเกินไปหรือเปล่า เหมือนกับเมืองไทยยังไม่มีหิมะแต่เอาโซ่มารัดล้อรถ  หลังจากนี้ก็จะเห็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่ชะลอการเปิดตัว เพราะการปรับ LTV (loan-to-value ratio) ใหม่ต้องใช้เงินดาวน์สูง และต้องรอดูลูกค้าตอบรับโครงการปัจจุบันอย่างไรบ้าง” นายอธิป กล่าวในที่สุด

 

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET supalai การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง