ปัจจัยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมและโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย ส่งผลดีต่อการขยายตัวของเมืองและที่อยู่อาศัย รวมถึงโครงการบ้านล้านหลังที่ส่งผลต่อความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้น ตลอดจนภาพรวมเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นการลงทุนที่จะปรับตัวดีขึ้นหลังมีรัฐบาลชุดใหม่จากการเลือกตั้งเข้ามาบริหารประเทศ

นายสาธิต สุดบรรทัด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) หรือ DRT ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ระบบหลังคา ไม้สังเคราะห์ แผ่นบอร์ด ยิปซัม อิฐมวลเบาและบริการหลังการขายภายใต้แบรนด์ ‘ตราเพชร’ เปิดเผยถึงแผนการดำเนินธุรกิจปี 2562 บริษัทฯ จะมุ่งเน้นการ Refocus หรือให้ความสำคัญกับการเพิ่มยอดขายในทุกมิติ ตั้งแต่การเตรียมความพร้อมของสินค้าที่มีจุดเด่นด้านความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และการบริการภายใต้ทีมช่างมืออาชีพ เพื่อรองรับแผนการตลาดในปีนี้ที่ดำเนินภายใต้กลยุทธ์ ‘สวยครบเซต ตราเพชรทั้งหลัง’ มุ่งสร้างการรับรู้ให้กับผู้บริโภคและสร้างแบรนด์สินค้า ‘ตราเพชร’ ให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการด้านต้นทุนการผลิตให้ดีขึ้น เพื่อมุ่งรักษาอัตราการทำกำไรขั้นต้นให้อยู่ในเกณฑ์เฉลี่ย 25-27% และผลักดันยอดขายในปีนี้เติบโต 5% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ภาพรวมผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมาของบริษัท มีรายได้รวม 4,415.03 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 422.85 ล้านบาท เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และตั้งเป้าหมายว่าในปี 2562 จะเติบโตขึ้นอีก 5% ซึ่งเท่ากับปีที่แล้วที่บริษัทฯได้ตั้งไว้ สาเหตุที่ไม่ตั้งอัตราการเติบโตไปมากกว่านี้เนื่องจากความไม่แน่นอนในหลายส่วน โดยเฉพาะปัจจัยจากเศรษฐกิจโดยรวมที่ปัจจุบันไม่ได้เติบโตมากนักยังคงทรงตัวและเติบโตไปได้แต่ค่อนข้างช้า

ปัจจุบันต้นทุนการผลิตส่วนใหญ่มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นราวๆ 3-5% ซึ่งทางบริษัทฯเองมองว่าหากต้นทุนการผลิตไม่ได้มีการปรับตัวขึ้นสูงมากก็จะไม่กระทบราคาสินค้า แต่ยอมรับว่าราคาของสินค้าโดยปกติแล้วมีการปรับราคาอยู่เป็นระยะ ซึ่งปรับราคาล่าสุดไปเมื่อช่วงต้นปี 2562 โดยปรับขึ้นจากเดิมเพียง 3%
ในปี 2562 สัดส่วนยอดขายของช่องทางการจัดจำหน่าย ถูกแบ่งเป็น
Agent 52% – 55%
Project 12% – 14%
Modern Trade 15% – 16%
Export 17% – 20%

สินค้าได้รับความนิยมและเป็นที่รู้จักในนามแบรนด์ ‘ตราเพชร’ ทำให้หลายบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของโครงการ อาทิ กานดา พร็อพเพอร์ตี้ , แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ , ศุภาลัย , แลนด์แอนด์เฮ้าส์ , คิวเฮ้าส์ เป็นต้น รวมถึงสินค้ายังถูกส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศในเขตภูมิภาคเอเชีย ได้แก่ จีน อีนเดีย ลาว พม่า สิงคโปร์ บรูไน กัมพูชา มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม

 

สำหรับแผนการลงทุนปีนี้ บริษัทฯ จะมุ่งเน้นการบริหารจัดการด้านกระบวนการผลิต เพื่อยกระดับเข้าสู่ Process Innovation โดยใช้เงินทุนประมาณ 15 ล้านบาท สำหรับติดตั้งโรบอทภายในโรงงานผลิตสินค้ากลุ่มหลังคาคอนกรีตเพื่อลดการใช้แรงงานบางส่วน ซึ่งไม่ได้กระทบกับพนักงานภายในบริษัทหรือมีการลดจำนวนพนักงานลง แต่หันมาใช้โรบอทบาง Section เท่านั้น ซึ่งตัวโรบอทดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นนั้นคาดว่าจะแล้วเสร็จช่วงเดือนมีนาคมปี 2562 สำหรับตัวโรบอทที่จะมาทำงานนั้นหากเทียบเป็นกำลังคนแล้วจะใช้แรงงานคนถึง 14 คนต่อการผลิต แต่เมื่อใช้โรบอทแทนจะเหลือเพียง 7 คนต่อการผลิตซึ่งถือว่าลดกำลังการผลิตลงถึง 50%

งบประมาณที่ตั้งไว้ประมาณ 500 ล้านบาท โดย 100 ล้านบาทแรก จะถูกใช้กับเครื่องจักร และ 300-400 ล้านบาท จะถูกใช้ในสายการผลิต ซึ่งกำลังผลิตในปัจจุบันอยู่ที่ 1.1 ล้านตัน โดยปีนี้ คาดว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นอีก 5-6 หมื่นตัน นอกจากนี้ยังลงทุนขยายพื้นที่คลังสินค้าในโรงงานแห่งใหม่ ซึ่งจะเพิ่มพื้นที่เก็บสินค้าได้อีก 3,500 ตารางเมตร รองรับการขายสินค้าและเพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการส่งมอบสินค้าให้ดียิ่งขึ้น