ทีโอเอ เปิดแผนปี2562 รุกผลิตสินค้าใหม่-เพิ่มช่องทางขาย ตอบโจทย์ผู้บริโภค รุกขยายฐานโรงงาน 3 ประเทศภูมิภาคอาเซียน พร้อมเปิดดำเนินงานเชิงพาณิชย์ได้ตั้งแต่ไตรมาส2-4  ดันกำลังผลิตรวมพุ่ง 102 ล้านแกลลอน/ปี  เพิ่มขึ้น 16% ส่งผลมีโรงงานผลิตสีเป็น 10 แห่ง ครอบคลุม 7 ประเทศ ตั้งเป้ารายได้รวมปีนี้โต 10%

นายจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)หรือ TOA เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดอสังหาฯในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2562 ที่ผ่านมาค่อนข้างซบเซา แต่ไม่มีผลต่อยอดขายของTOA มากนัก เพราะรายได้ในประเทศจะมาจาก 2 ส่วนคือ จากลูกค้าบ้านเก่า 70% และที่เหลือ 30% เป็นลูกค้าบ้านใหม่ และเริ่มเห็นว่า ตลาดบ้านเช่า มีการทาสีใหม่ที่เร็วขึ้น เนื่องจากต้องการปล่อยเช่าให้กับผู้อยู่อาศัยใหม่ ต่างจากในอดีตที่เช่าระยะยาวนาน 20 ปี ส่วนภาพรวมตลาดสีในประเทศไทย ปัจจุบันมีมูลค่ารวมประมาณ 19,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตตามจีดีพีของประเทศ โดยTOAมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ประมาณ 48.7%

สำหรับแผนการดำเนินงานในปี2562 นี้จะเร่งการเติบโตของธุรกิจในประเทศไทย ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้น,กระตุ้นให้เกิดการทาสีซ้ำบ่อยๆด้วยบริหารครบวงจร รวมทั้งช่องทางการขายออนไลน์  การเพิ่มสัดส่วนยอดขายในประเทศไทยด้วยการพัฒนานวัตกรรมสีใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค และการตลาดเพื่อกระตุ้นการใช้สีให้มากขึ้น ทั้งในกลุ่มผลิตภัณฑ์สีทาอาคาร ที่ถือเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้หลักให้กับบริษัทฯ กว่า68.4% ของรายได้จากการขาย ครอบคลุมตั้งแต่ผลิตภัณฑ์เกรดพรีเมียม รับประกันความทนทานนาน 15 ปี, 12 ปี อาทิ ซุปเปอร์ชิลด์ และทีโอเอ ชิลด์ วัน นาโน ตามลำดับ และเกรดปานกลางถึงเกรดอีโคโนมี่ รับประกันความทนทานนาน 8 ปี, 5 ปี

และอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่สำคัญของบริษัทฯ คือ การมุ่งขยายธุรกิจไปในตลาดสีในกลุ่มประเทศประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ที่บริษัทฯ ได้กำหนดแผนการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการนำโมเดลที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทยไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทในแต่ละประเทศ ซึ่งเฟสแรกนั้น คือ การสร้างฐานการผลิตใหม่อีก   3 ประเทศ ตามโรดแมป เพื่อเป็นการรองรับการขยายตัวของอัตราการใช้สีที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเป็นการช่วยลดต้นทุนสินค้า เพิ่มโอกาสการขยายตัวด้านช่องทางการจัดจำหน่ายให้เติบโตและช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้านกลไกการตลาดมากขึ้น  สำหรับการสร้างโรงงานผลิตสีแห่งใหม่ ได้แก่

1.ประเทศอินโดนีเซีย ตั้งอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรม Kawasan Industri Millenium ตั้งอยู่บนพื้นที่ 20 ไร่ คิดเป็นมูลค่าการลงทุน 670 ล้านบาท ซึ่งแล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อย พร้อมเปิดดำเนินงานเชิงพาณิชย์ภายในไตรมาสที่ 2/2562 โดยจะมีกำลังผลิตทั้งสิ้น 7.8 ล้านแกลลอน/ปี

2.ประเทศเมียนมา  ตั้งอยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษติละวา ซึ่งเป็นการย้ายมาจากย่างกุ้ง บนพื้นที่ประมาณ 15 ไร่ มีกำลังการผลิต 3.4 ล้านแกลลอน/ปี คิดเป็นมูลค่าการลงทุน 312 ล้านบาท พร้อมเปิดดำเนินงานเชิงพาณิชย์ภายในไตรมาส 3/2562

3.ประเทศกัมพูชา ตั้งอยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษพนมเปญ ตั้งอยู่ในพื้นที่ประมาณ 16 ไร่ มีกำลังการผลิต 3.3 ล้านแกลลอน/ปี คิดเป็นมูลค่าการลงทุน 254.1 ล้านบาท  พร้อมเปิดดำเนินงานเชิงพาณิชย์ภายในไตรมาส 4/2562

ซึ่งหากโรงงานทั้ง 3 แห่งดังกล่าวสร้างแล้วเสร็จและเริ่มเปิดดำเนินงานเชิงพาณิชย์  คาดว่าภายในปี 2562 บริษัทฯ จะมีกำลังการผลิตรวมจาก 88 ล้านแกลลอน/ปี เพิ่มเป็นจำนวน 102 ล้านแกลลอน/ปี  หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้น 16% และจะทำให้บริษัทฯ มีโรงงานผลิตสี จำนวน 10 แห่ง ครอบคลุมทั้งหมด 7 ประเทศ (รวมประเทศไทย)

โดยแบ่งเป็นโรงงานผลิตในประเทศไทยถึง 3 แห่ง และมีโรงงานผลิตอีก 7 แห่งในเวียดนาม ลาว มาเลเซีย  อินโดนีเซีย  เมียนมาร์ และประเทศกัมพูชา    และโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์ฉาบบาง (Skim Coat) อีกหนึ่งแห่งในประเทศกัมพูชา ทั้งนี้จากข้อมูล Frost & Sullivan ปี 2559 บริษัทฯ มีส่วนแบ่งการตลาดสำหรับตลาดผลิตภัณฑ์สีและสารเคลือบผิวในเขตประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนคิดเป็นประมาณ 13%

นายจตุภัทร์ กล่าวเพิ่มเติมถึงการดำเนินงานในประเทศไทยว่า  จะมีการเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดของกลุ่มผลิตภัณฑ์สีและสารเคลือบผิวและผลิตภัณฑ์ประเภทอื่น (Non-Decorative Paint and Coating Products) ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ผลิตภัณฑ์เคมีก่อสร้าง ผลิตภัณฑ์สีที่มีความทนทานสูง ผลิตภัณฑ์สีและสารเคลือบผิวสำหรับงานไม้ ผลิตภัณฑ์ฮาร์ดแวร์ และผลิตภัณฑ์นอกเหนือจากสีทาอาคารอื่น โดยในปีที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้ออกสายผลิตภัณฑ์ใหม่ (Product Line) สำหรับเครื่องผสมสีอัตโนมัติ (TOA Auto Tinting Machine) ในรุ่น X-Series ที่มีขนาดเล็ก ราคาประหยัดลง แต่ประสิทธิภาพเยี่ยมเทียบเท่าเครื่องขนาดใหญ่ เพื่อเป็นการขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มผู้ค้าปลีกขนาดเล็กและรองรับการขยายเมืองไปสู่ในเขตชานเมืองที่ผู้บริโภคมีกำลังซื้อเพิ่มมากขึ้น โดยปี 2561 บริษัทฯ มีเครื่องผสมสีอัตโนมัติจำนวนทั้งสิ้น 6,581 เครื่อง แบ่งเป็นในประเทศไทยจำนวน 4,428 เครื่อง และในตลาดเออีซีอีกจำนวน 2,153 เครื่อง เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 9%

นอกจากนี้ยังได้มีการปรับโครงสร้างองค์กร ด้วยการแต่งตั้ง “นายประกรณ์ เมฆจำเริญ” ขึ้นดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการใหญ่ TOA อย่างเป็นทางการ แทน“นายพงษ์เชิด       จามีกรกุล” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ที่ได้เกษียณอายุไป โดยมีผลตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2562  ที่ผ่านมา

สำหรับผลประกอบการประจำปี 2561 บริษัทฯ มีรายได้จากการขาย 16,347 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สีทาอาคาร 11,181 ล้านบาท หรือคิดเป็น 68.4% ของรายได้จากการขายสำหรับผลิตภัณฑ์สีและสารเคลือบผิวและผลิตภัณฑ์ประเภทอื่น จำนวน 4,583 ล้านบาท คิดเป็น 28% ของรายได้จากการขาย และผลิตภัณฑ์อื่นๆ จำนวน 583 ล้านบาท คิดเป็น 3.6% ของรายได้จากการขาย เปรียบเทียบกับปี 2560  โดยรายได้จากการขายของบริษัทฯ เพิ่มขึ้น 629 ล้านบาท หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้น 4%  ซึ่งเป็นผลมาจากรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์สีทาอาคารที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากการปรับขึ้นราคาสินค้าเมื่อต้นปี 2561 รวมถึงปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์เกรดพรีเมียม อันเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวขึ้น ประกอบกับรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์สีและสารเคลือบผิวและผลิตภัณฑ์ประเภทอื่นที่เพิ่มขึ้น โดยหลักมาจากปริมาณการขาย ที่เพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์เคมีก่อสร้าง และผลิตภัณฑ์สีที่มีความทนทานสูง(Heavy-Duty Coating)

ซึ่งหากพิจารณาในด้านของช่องทางการจัดจำหน่าย รายได้จากการขายที่เพิ่มขึ้นมาจากทุกช่องทาง โดยหลักจากรายได้จากการขายผ่านช่องทางธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ที่เพิ่มขึ้น และรายได้จากการขายในช่องทางอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้น โดยหลักเป็นผลจากลูกค้าโครงการที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ที่มีจำนวนมากขึ้น และหากพิจารณาจากลูกค้าตามสถานที่ตั้งของลูกค้า รายได้จากการขายเพิ่มขึ้นโดยมีสาเหตุหลักมาจากรายได้จากการขายสินค้าให้ลูกค้าในประเทศเพิ่มขึ้น ประกอบกับรายได้จากการขายในต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยมีสาเหตุหลักมาจากรายได้จากการขายในประเทศเวียดนามที่เพิ่มขึ้นด้วย  อย่างไรก็ตามบริษัทฯตั้งเป้ารายได้ปี 2652 มีอัตรการเติบโต 10% โดยปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้จากการขายในต่างประเทศ 14% และคาดว่าภายในระยะ 5 ปีจะมีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศที่ 20-25% จากรายได้ทั้งหมด

 

“เราคาดว่าส่วนแบ่งรายได้จากต่างประเทศจะขยับขึ้นต่อเนื่อง โดยในปีนี้จะเพิ่มเป็น 15% และคาดว่าจะเร่งเพิ่มเป็น 25-30% ภายในปี 2566 โดยโรงงานในอินโดนีเซีย จะสามารถให้ผลตอบแทนได้เร็วกว่าประเทศอื่นภายในระยะเวลา 4-5 ปี  เนื่องจากมีไลน์การผลิตสีระดับเกรดพรีเมียม ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไร ส่วนโรงงานในเมียนมาและกัมพูชา ต้องใช้ระยะเวลาที่นานกว่านี้”นายจตุภัทร์ กล่าว