SCB EICเตรียมทบทวนประมาณการGDP ปลายไตรมาส2/61

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ฯเตรียมทบทวนประมาณการGDP ปลายไตรมาส2/61 หลังรับอานิสงส์จากหลายปัจจัยบวก ชี้รัฐเพิ่มความชัดเจนEECช่วยดึงนักลงทุนไทย-เทศ ด้านหนี้ครัวเรือนไม่ปรับสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่กนง.คงดอกเบี้ยนโยบาย 1.5% ถึงสิ้นปี61

 

 

นายยรรยง ไทยเจริญ รองกรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) หรือ SCB EIC เปิดเผยว่า อีไอซีเตรียมทบทวนประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย (GDP) ในช่วงปลายไตรมาส 2/61 จากปัจจุบันที่ยังคงประมาณการณ์ไว้ 4% จากปีก่อนที่ขยายตัวได้ 3.9% โดยได้รับปัจจัยหนุนตามกำลังซื้อจากต่างประเทศที่ขยายตัวดีและการลงทุนที่ฟื้นตัวชัดเจนมากขึ้น โดยพื้นฐานเศรษฐกิจโลกที่แข็งแกร่งส่งผลให้ทั้งภาคการท่องเที่ยว และการส่งออกสินค้าของไทยจะยังเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญในปีนี้ ขณะเดียวกันยังคงประเมินการส่งออกปีนี้ขยายตัวที่ 5% จากปีก่อนที่ขยายตัวที่ 9.8% และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นที่ 7.9% หรือ 38.2 ล้านคน จากปีก่อนที่มีนักท่องเที่ยวเติบโต 8.8%

 

“ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาการเข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนขณะที่ส่งออกโต 13.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวหันของปีก่อน ประกอบกับ ราคาน้ำมันก็ปรับตัวสูงขึ้นจึงช่วยหนุนส่งออกโตมากกว่าคาด ปีก่อนราคาน้ำมันอยู่ที่ 54 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และสิ้นปีนี้คาดว่าอยู่ที่ 64 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แม้ว่าต้นปีนี้ราคาน้ำมันจะขยับขึ้นมาถึง 66 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แต่การเติบโตของส่งออกส่งผลให้การลงทุนภาคเอกชนมีการขยายตัวในส่วนของเครื่องมือเครื่องจักร โดยอัตราการใช้กำลังการผลิตปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 67-68% จาก 1-2 ปีก่อนอยู่ที่ 64-65% ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยบวกต่อการลงทุนภาคเอกชนในระยะต่อไป”นายยรรยง กล่าว

 

ด้านการลงทุนภาคเอกชนในปีนี้ยังมีปัจจัยบวกเพิ่มเติมจากการขยายตัวของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ โดยเฉพาะความชัดเจนที่มีเพิ่มขึ้นของโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) หลังพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ผ่านการอนุมัติให้เป็นกฎหมาย ซึ่งโครงการดังกล่าวมีศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนภาคเอกชนทั้งจากในและต่างประเทศ  ในส่วนประเด็นความเสี่ยงจากการขาดแคลนแรงงานต่างด้าวก็ลดลงหลังมีการผ่อนคลายการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวทั้งจากการเลื่อนการบังคับใช้พระราชกำหนดการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวรวมถึงการปรับลดบทลงโทษที่เกี่ยวข้อง

 

สำหรับการใช้จ่ายของผู้บริโภคในประเทศขยายตัวได้ต่อเนื่องแต่มีแนวโน้มกระจุกตัว และ การบริโภคในประเทศมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการใช้จ่ายของกลุ่มผู้มีรายได้สูงเป็นสำคัญ ซึ่งสะท้อนจากการบริโภคสินค้าคงทนที่นำโดยยอดขายรถยนต์นั่งที่เติบโตได้ในระดับสูงในช่วงต้นปีนี้ แต่การใช้จ่ายของผู้บริโภคในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยมีข้อจำกัดทั้งจากภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และการฟื้นตัวของภาวะการจ้างงาน และ รายได้ที่ยังไม่ชัดเจน ซึ่งดูได้จากอัตราการว่างงานที่ปรับเพิ่มขึ้นในช่วงหลัง ขณะที่จำนวนการจ้างงานแบบล่วงเวลาลดลง ซึ่งสะท้อนถึงการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ยังไม่ส่งผ่านถึงตลาดแรงงานมากนัก

 

 

ในส่วนของหนี้ครัวเรือนในช่วง  2 เดือนที่ผ่านมาคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้น แต่ไม่ได้เร่งตัว อย่างมีนัยสำคัญ โดยไตรมาส 3/60 อยู่ที่ 77.3 ส่วนไตรมาส 4/60 อยู่ที่ 77.5 ซึ่งกลุ่มสร้างหนี้อาจมาจากกลุ่มที่มีรายได้สูง โดยมองว่าไม่กระทบต่อกำลังซื้อ และรายได้เกษตรกรแม้ว่าลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าเกษตรในบางหมวดที่ลดต่ำลง ส่งผลให้การบริโภคในกลุ่มสินค้าไม่คงทนขยายตัวในระดับต่ำ แต่การบริโภคของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยจะได้รับแรงสนับสนุนบางส่วนจากโครงการสวัสดิการแห่งรัฐในปีนี้

 

สำหรับความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะมีผลกระทบต่อภาพรวมไม่มากนัก แต่บางสาขาธุรกิจควรเพิ่มความระมัดระวังอย่างแรก มาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐที่จะมีผลกระทบโดยตรงต่อบางกลุ่มสินค้าของไทย ได้แก่ แผงโซลาร์ เครื่องซักผ้า เหล็ก และ อะลูมิเนียม ตลอดจนสินค้าที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตของสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงของจีน อย่างไรก็ตาม สินค้ากลุ่มนี้คิดเป็นสัดส่วน 0.6% ของมูลค่าการส่งออกรวมของไทย ซึ่งความเสี่ยงต่อภาพรวมการส่งออกจะเพิ่มสูงในกรณีที่มีมาตรการตอบโต้จากประเทศคู่ค้าต่างๆ จนนำไปสู่สงครามการค้าในวงกว้าง

 

การแข็งค่าและความผันผวนของค่าเงินบาทที่จะส่งผลกระทบทั้งต่อรายได้ผู้ส่งออกในรูปเงินบาท และความสามารถในการแข่งขันของสินค้าจากภาคเกษตร โดยสิ้นปีนี้ประเมินค่าเงินบาทไว้ที่ 30-31 บาท/ดอลลาร์ จากปีก่อนที่อยู่ 32.60 บาท/ดอลลาร์ อีกทั้งความผันผวนทางการเงินของโลกอันเป็นผลมาจากทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้าสู่สมดุล (monetary policy normalization) ของเศรษฐกิจสำคัญนำโดยสหรัฐที่จะทำให้สภาพคล่องทางการเงินของโลกลดน้อยลง ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะนำไปสู่การปรับตัวของราคาสินทรัพย์ และ กระทบกับการเติบโตทางเศรษฐกิจในบางประเทศ แต่เสถียรภาพของฐานะการเงินด้านต่างประเทศที่เข้มแข็ง และสภาพคล่องที่เพียงพอในระบบการเงินของไทยจะช่วยเป็นกันชนรองรับความผันผวนของภาวะการเงินโลกที่มีต่อเศรษฐกิจไทยได้

 

“กระแสเงินทุนต่างชาติยังน่าจะยังไหลเข้าต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ เพราะผลตอบแทนยังอยู่ในระดับสูงส่งผลให้เงินบาทอาจแข็งค่าเพิ่มเติมได้ ซึ่งอาจทำให้ตลาดการเงินยังเผชิญกับความผันผวนในปีนี้”นายยรรยง กล่าว

 

ขณะที่แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะยังคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.5% ไปจนสิ้นปีนี้ แต่จากการประชุมล่าสุดมีเสียงแตกจากคณะกรรมการกนง. 6 ต่อ 1 ทำให้มองว่าในช่วงปลายปีนี้อาจเห็นการขึ้นดอกเบี้ยก็เป็นได้ เพราะเงินเฟ้อล่าสุดอยู่ที่ 0.4% โดยยังต่ำกว่ากรอบล่างมาก ซึ่งเงินเฟ้อของไทยส่วนใหญ่ยังได้รับผลจากอาหารสดและพลังงาน โดยคิดเป็น 62% ซึ่งสิ้นปีนี้ยังคาดว่าเงินเฟ้อสิ้นปีนี้จะอยู่ที่ 1.1% และ มีโอกาสเร่งตัวมากขึ้นในไตรมาส 2/61 โดยมาจากราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยหลัก

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง