P2P Lending โฉมใหม่ของผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่อาจจะเห็นในปี 2560

Peer to Peer Lending หรือ P2P lending ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการขอใบอนุญาตจากทางการ เป็นผลิตภัณฑ์สินเชื่อแบบใหม่จาก FinTech ที่ทุกคนในแวดวงการเงินล้วนจับตามอง เนื่องจาก P2P lending เป็นตลาดกู้ยืมที่เสนออัตราดอกเบี้ยต่ำสำหรับผู้กู้ และให้ผลตอบแทนสูงสำหรับผู้ลงทุน อีกทั้งยังเข้าถึงง่าย เนื่องจากแหล่งกู้ยืมตั้งอยู่บนระบบอินเทอร์เน็ต ทั้งนี้ แม้ผลตอบแทนที่ดึงดูดใจและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่าย จะเป็นจุดเด่นสำคัญของการให้สินเชื่อในรูปแบบ P2P Lending แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า จุดเด่นดังกล่าวไม่ใช่องค์ประกอบสำคัญเพียงลำพังสำหรับการดำเนินธุรกิจด้านการเงิน เนื่องจากการจัดตั้งธุรกิจการเงินต้องการส่วนประกอบพื้นฐานที่สำคัญอย่างน้อยอีก 3 ส่วนดังนี้ คือ

1. ความแข็งแกร่งของตัวกลางทางการเงินในการเผชิญกับความผันผวนของระบบเศรษฐกิจ

2. มีระบบประเมินความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ

และ 3. ระบบจัดการกับหนี้เสียที่มีประสิทธิภาพ จึงจะเพียงพอให้ธุรกิจทางการเงินสามารถดำเนินไปได้ นอกจากนี้ ปัจจัยสำคัญสำหรับการเติบโตของ P2P Lending ในไทยในระยะข้างหน้า น่าจะอยู่ที่การพัฒนากระบวนการคัดเลือกผู้กู้ที่มีความเสี่ยงต่ำเพื่อให้สินเชื่อ (อาทิ มาตรฐานข้อมูลพฤติกรรมของผู้กู้สำหรับใช้ในการประเมินความเสี่ยงในการปล่อยกู้) เพื่อจะช่วยเสริมความมั่นใจของนักลงทุน และเพิ่มความเชื่อมั่นด้านเสถียรภาพในภาพรวมได้

 

ประเด็นสำคัญ

การกู้ยืมผ่านช่องทางบุคคลต่อบุคคล (Peer-to-Peer Lending: P2P Lending) เป็นเครื่องมือสำหรับการระดมทุนรูปแบบใหม่ที่อาจจะมีบทบาทมากขึ้นในอนาคต โดย P2P Lending มีข้อดีอยู่ที่ต้นทุนการกู้ยืมที่ต่ำกว่าช่องทางปกติและเข้าถึงได้ง่ายกว่า ขณะที่ในฝั่งผู้ให้กู้หรือนักลงทุนก็จะได้ผลตอบแทนในอัตราที่สูงกว่าตลาด และยังมีผลิตภัณฑ์ให้เลือกหลากหลายรูปแบบ

 

ถึงแม้ผลตอบแทนที่ดึงดูดใจและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายจะเป็นจุดเด่นสำคัญของการให้สินเชื่อในรูปแบบ P2P Lending แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า จุดเด่นดังกล่าวไม่ใช่องค์ประกอบสำคัญเพียงลำพังสำหรับการดำเนินธุรกิจด้านการเงิน เนื่องจากการจัดตั้งธุรกิจการเงินต้องการส่วนประกอบพื้นฐานที่สำคัญอย่างน้อยอีก 3 ส่วน คือ 1. ความแข็งแกร่งของตัวกลางทางการเงินในการเผชิญกับความผันผวนของระบบเศรษฐกิจ 2. มีระบบประเมินความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ และ 3. ระบบจัดการกับหนี้เสียที่มีประสิทธิภาพ จึงจะเพียงพอให้ธุรกิจทางการเงินสามารถดำเนินไปได้

 

ปัจจัยที่ P2P Lending Platform สามารถควบคุมมาตรฐานได้ เช่น การทดสอบความแข็งแกร่งของ Platform การจัดให้มีทุนประกันเพื่อรองรับความเสี่ยง หรือการติดตามทวงหนี้ ล้วนแต่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้น ณ ขั้นตอนท้ายๆ ของกระบวนการปล่อยสินเชื่อ แต่ปัจจัยสำคัญที่เป็นหัวใจหลักในกระบวนการคัดเลือกผู้กู้ที่มีความเสี่ยงต่ำเพื่อให้สินเชื่อ (เช่น มาตรฐานข้อมูลพฤติกรรมของผู้กู้) ยังเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการพัฒนาในอนาคต ซึ่งจะช่วยเสริมความมั่นใจของนักลงทุน และเพิ่มความเชื่อมั่นด้านเสถียรภาพในภาพรวมได้

 

การเติบโตของเทคโนโลยีและการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอย่างกว้างขวางได้ส่งผลให้กระแส  Disruptive Economy กินวงกว้างออกไปในทุกธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจสุขภาพผ่าน HealthTech ธุรกิจประกันภัยผ่าน InsureTech ธุรกิจในตลาดเงินตลาดทุน และบริการทางการเงิน ผ่าน FinTech โดยสำหรับประเทศไทยนั้น ภาพของการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้อย่างชัดเจนในเวลานี้ ยังคงกระจุกตัวอยู่ในธุรกิจบริการทางการเงิน ที่มี FinTech ทยอยเปิดตัว และเข้ามาแข่งขันกับผู้เล่นรายเดิมในตลาด เช่น ธนาคารพาณิชย์ ซึ่งความหลากหลายของบริการทางการเงินจาก FinTech นับเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนที่สำคัญในอุตสาหกรรมการเงินของประเทศไทย ที่มาพร้อมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการทำธุรกรรมทางการเงินของประชาชนในประเทศ

 

สำหรับในธุรกิจสินเชื่อนั้น FinTech หนึ่งที่น่าสนใจ และอาจเกิดขึ้นในประเทศไทยในช่วงเวลาหลายเดือนข้างหน้า ก็คือ P2P Lending  (ซึ่งในขณะนี้ กำลังอยู่ในช่วงทดสอบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินโดยธนาคารแห่งประเทศไทย) กลไกการทำงานของ P2P Lending คือ การจับคู่ผู้ที่ต้องการเงินกู้กับผู้ให้กู้ (นักลงทุน) ผ่านตัวกลาง ซึ่งในที่นี้ คือ ผู้ให้บริการ (P2P Lending Platform) ที่ตั้งอยู่บนระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งนักลงทุนจะเป็นผู้กำหนดขนาดของเงินลงทุนที่จะกระจายไปสู่ผู้กู้ที่มีวัตถุประสงค์ในการกู้แบบใดก็ได้ตามที่นักลงทุนต้องการ

ผลตอบแทนนักลงทุนสูง ดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำ และเข้าถึงได้ง่าย จุดเด่นของ P2P Lending Platform

 

เนื่องจากธุรกิจ P2P Lending Platform มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการจัดการ ส่งผลให้มีความได้เปรียบเมื่อเทียบกับสถาบันการเงินทั่วไปใน 3 ด้าน คือ 1. เข้าถึงง่ายเนื่องจากมีช่องทางในการทำธุรกรรมอยู่บนอินเทอร์เน็ต 2. การใช้อินเทอร์เน็ตเป็นตัวกลางในการจัดหาผู้กู้และผู้ให้กู้ ส่งผลให้เกิดการประหยัดต้นทุนคงที่จากการตั้งสาขาและการจัดจ้างพนักงานจำนวนมาก 3. สามารถตั้งราคาแข่งขันได้ต่ำกว่าธนาคารพาณิชย์ทั่วไป และด้วยต้นทุนในการแข่งขันที่ต่ำกว่านี้เอง ทำให้ P2P Lending เป็นช่องทางการระดมทุนที่นิยมมากในต่างประเทศ ซึ่ง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้เปรียบเทียบความแตกต่างของการให้บริการ

[1] P2P Lending เป็นการให้กู้แบบบุคคลต่อบุคคล (Peer to Peer: P2P) ซึ่งในบางครั้งอาจมีความหมายครอบคลุมไปถึงลักษณะการปล่อยกู้แบบบุคคลต่อผู้ที่ต้องการเงินทุนเพื่อการประกอบธุรกิจ (Person to Business: P2B)

P2P Lending กับองค์ประกอบพื้นฐานสำหรับการเป็นตัวกลางทางการเงินของประเทศไทย

 

แม้ว่าการประหยัดต้นทุนในการประกอบการ ความสามารถทางการตลาดและการเข้าถึงลูกค้า จะเป็นจุดสำคัญที่เสริมสร้างให้ P2P Lending Platform มีข้อได้เปรียบเหนือตัวกลางทางการเงินในปัจจุบัน แต่ปัจจัยเหล่านี้ยังไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่จะยืนยันความสามารถในการประกอบการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าการเกิดขึ้นของ P2P Lending Platform ในประเทศไทย ยังต้องการองค์ประกอบเพิ่มเติมอย่างน้อย 3 ประการ เพื่อให้เพียงพอต่อการจัดตั้งเป็นตัวกลางทางการเงิน คือ 1. การทดสอบความแข็งแกร่งของ Platform 2. การประเมินความเสี่ยงที่มีสิทธิภาพ และ 3. การติดตามทวงหนี้และการฟ้องร้องตามกฎหมาย

 

ประเมินวิกฤตล่วงหน้า เตรียมมาตรการป้องกัน…โจทย์สำคัญของ P2P Lending Platform ถึงแม้ว่า P2P Lending Platform จะเป็นช่องทางในการระดมเงินทุนที่เป็นที่นิยมอย่างมากในต่างประเทศ แต่จนถึงปัจจุบัน ยังไม่เคยมี Platform รายใดที่ผ่านการทดสอบจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและในปัจจุบันเอง ก็ยังไม่มีนักลงทุนหรือผู้ประกอบการรายใด สามารถตอบได้ว่า ในยามที่ระบบเศรษฐกิจขาดเสถียรภาพ  Platform จะยังสามารถเป็นแหล่งพึ่งพิงทางการเงินต่อไปได้ ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่า ก่อนที่ Platform จะได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการจริง น่าจะต้องผ่านการทดสอบและพัฒนาให้ Platform มีระบบที่ปลอดภัย น่าเชื่อถือและแข็งแกร่งเพียงพอที่จะทำให้มั่นใจว่า สามารถรองรับช่วงเวลาที่ภาวะเศรษฐกิจเผชิญกับความผันผวน (ซึ่งอาจจะส่งผลต่อเนื่องถึงความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ในวงกว้าง ทำให้อัตราการผิดนัดชำระหนี้เพิ่มสูงขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้)

 

การประเมินความเสี่ยง…ยังเป็นขั้นตอนสำคัญของกระบวนการปล่อยสินเชื่อ ปัญหาพื้นฐานในการให้สินเชื่อที่ตัวกลางทางการเงินต้องเผชิญคือ“การตัดสินใจว่าผู้กู้สมควรได้รับอนุมัติเงินกู้หรือไม่” การคัดกรองผู้กู้ที่มีคุณภาพจะส่งผลให้อัตราการผิดนัดชำระหนี้อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของการประกอบการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า หัวใจสำคัญของ P2P Lending Platform ที่จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้กู้และผู้ปล่อยกู้ คงจะหนีไม่พ้นประสิทธิภาพของการประเมิน และการปิดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อเป็นการลดโอกาสของการผิดนัดชำระหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดและเสริมสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนใน Platform

 

การติดตามทวงหนี้และการฟ้องร้องตามกฎหมาย…กลไกที่จำเป็นในการปิดความเสี่ยงในกระบวนการให้สินเชื่อ แม้ P2P Lending จะออกแบบมาเพื่อป้องกันความเสี่ยงให้กับนักลงทุนแล้วในระดับหนึ่ง เพราะนักลงทุนสามารถเลือกกระจายเงินลงทุนไปสู่ผู้กู้ในจำนวนที่นักลงทุนต้องการ และในกรณีที่ผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้ เงินลงทุนที่กระจายไปสู่ผู้ขอกู้หนึ่งคน จะคิดเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับเงินลงทุนรวม (ซึ่งเป็นจุดเด่นสำคัญของการลงทุนในสินเชื่อแบบ P2P Lending) อย่างไรก็ตาม การกระจายเม็ดเงินลงทุนอาจไม่เพียงพอที่จะชดเชยความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ใน Platform ซึ่งทำให้การสร้างกลไกดูแลหรือล้อมกรอบการผิดนัดชำระหนี้ผ่านการติดตามทวงหนี้ที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการฟ้องร้องตามกฏหมาย จะเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนได้

 

P2P Lending Platform กับการเป็นช่องทางการระดมทุนที่ยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย

องค์ประกอบที่ครบถ้วนดังกล่าวข้างต้น เป็นเพียงแค่สิ่งที่ยืนยันว่า P2P Lending Platform จะสามารถเริ่มดำเนินการในฐานะตัวกลางทางการเงินได้ แต่หากมองในมิติความ “ยั่งยืน” ของ P2P Lending Platform ในฐานะตัวกลางทางการเงินนั้น คงต้องยอมรับว่า Platform ที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย ยังขาดองค์ประกอบพื้นฐานสำคัญที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการควบคุมอัตราการผิดนัดชำระหนี้และรองรับความผันผวนของระบบเศรษฐกิจที่อาจจะเกิดในอนาคต ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า Platform และหน่วยงานของทางการที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกำกับและดูแลสามารถร่วมกันพัฒนาคุณภาพขององค์ประกอบพื้นฐานผ่านการสร้างข้อกำหนดต่างๆเพื่อเป็นการเสริมสร้างคุณภาพและความแข็งแกร่งให้กับกลไกP2PLendingได้ นั่นคือ 1. กำหนดเกณฑ์สำรองทุนประกันเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับ Platform และสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน 2. การสร้างเงื่อนไขสินทรัพย์ค้ำประกันเพื่อลดความเสี่ยงจากการปล่อยกู้ และ 3. การจัดจ้างบริษัทในการติดตามทวงหนี้เพื่อปิดความเสี่ยงในกระบวนการกู้ยืม

 

ข้อกำหนดด้านทุนประกัน หัวใจสำคัญในการรับมือกับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก

การกำหนดจำนวนเงินทุนสำหรับจัดตั้งกิจการที่สูงเพียงพอ จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการคัดกรองผู้ประกอบการที่มีความตั้งใจในการประกอบธุรกิจอย่างแท้จริง รวมถึงเงินทุนประกันจะสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงได้ในกรณี Platform ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน นอกจากนี้ การจัดตั้งบุคคลที่ 3 ดังเช่น Trustee  เพื่อดูแลเงินของนักลงทุน ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่แสดงถึงความโปร่งใสในการบริหารจัดการเนื่องจากมีหน่วยงานภายนอกคอยติดตาม และตรวจสอบการลงทุนของผู้บริหาร Platform เพื่อให้นักลงทุนมั่นใจได้ว่า Platform จะไม่นำเงินลงทุนไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ และจะไม่เกิดการเวียนกู้เงินใน Platform ในรูปแบบ “แชร์ลูกโซ่”

 

สินทรัพย์ค้ำประกันทางเลือกสำหรับ Platform ในการแยกกลุ่มความเสี่ยงของผู้กู้้

เนื่องจาก P2P Lending Platform ยังไม่มีข้อมูลที่สมบูรณ์ครบถ้วนในการประเมินความเสี่ยงของผู้กู้ ดังนั้น ในฝั่งของผู้ลงทุน Platform ควรสร้างความเข้าใจให้กับนักลงทุนถึงโอกาสที่จะเกิดปัญหาอัตราการผิดชำระหนี้ที่สูงกว่าที่ประเมินไว้นั้น สามารถเกิดขึ้นได้ ซึ่งนักลงทุนจะต้องยอมรับความเสี่ยงนี้หากตัดสินใจลงทุน ในด้านของผู้กู้นั้น ในระยะแรกเริ่มของการปล่อยสินเชื่อนั้น ผู้ให้บริการคงมุ่งเน้นไปที่กลุ่มผู้กู้ที่มีความเสี่ยงต่ำ ดังเช่น ลูกค้ากลุ่มที่มีรายได้ประจำ ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ลงไปได้ อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ในระยะถัดไปPlatformอาจจะต้องขยายกลุ่มลูกค้าออกไปสู่กลุ่มผู้กู้ที่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน สำหรับผู้กู้ที่ต้องการวงเงินในการกู้ที่สูงขึ้น หรือ อาจจะเป็นการเสนอจากผู้กู้เองเพื่อเหตุผลในการสร้างความเชื่อมั่นและจูงใจนักลงทุน และได้รับดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต่ำลง ซึ่ง Platform ที่เตรียมการรองรับทางเลือกสำหรับสินทรัพย์ค้ำประกันไว้ จะเป็นผู้ที่สามารถดึงดูดผู้กู้ที่มีความเสี่ยงต่ำไว้เป็นสมาชิกกับ Platform ได้ ซึ่งเป็นผลดีต่อการควบคุมอัตราการผิดนัดชำระหนี้ อย่างไรก็ตาม การจัดให้มีเงื่อนไขสินทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ ก็จะสร้างต้นทุนส่วนเพิ่มให้กับผู้ประกอบ P2P Lending Platform ด้วยเช่นกัน เนื่องจากจะต้องมีการตั้งทีมงานเพิ่มขึ้นมาประเมินมูลค่าและตีราคาสินทรัพย์ ตรวจสอบกรรมสิทธิ์ของสินทรัพย์ ตลอดจนการนำสินทรัพย์เพื่อขายทอดตลาด ซึ่งเท่ากับว่า P2P Lending Platform ต้องมีการบริการจัดการที่ดีและมีประสิทธิภาพควบคู่กันไปด้วย

 

การติดตามหนี้ และกระบวนการบังคับคดีตามกฎหมาย…ต้นทุนแฝงที่ต้องระบุผู้รับผิดชอบ

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า จากจุดแข็งของการกระจายความเสี่ยงในการลงทุนไปสู่ผู้กู้หลายคน อาจกลายเป็นจุดอ่อนที่ทำให้ต้นทุนในการฟ้องร้องและบังคับคดีที่สูงขึ้น เนื่องจากมูลหนี้ที่มีขนาดเล็กและมีคู่สัญญามากมาย ยกตัวอย่างจากรูปหากมีผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้ 5 ราย ผู้ลงทุนจะเกิดคู่กรณีในการฟ้องร้องทั้งหมด 5 สัญญา ผ่านมูลหนี้สัญญาละ 2,000 บาท ซึ่งจะพบว่า ต้นทุนในการฟ้องร้องรายสัญญาอาจจะมีมูลค่ามากกว่ามูลหนี้ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนไม่มีแรงจูงใจในการฟ้องร้อง และในทางเดียวกัน P2P Lending Platform เองก็จะต้องแบกรับต้นทุนที่สูงหากเป็นผู้รับภาระในส่วนนี้ไป ดังนั้นในอนาคตนักลงทุนในไทยอาจจะต้องมีการสอบถามถึงกระบวนการติดตามทวงหนี้ รวมถึงการฟ้องร้องตามกฎหมายจากผู้ประกอบการอย่างละเอียดถี่ถ้วนว่า ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการเพื่อมาประกอบการตัดสินใจเลือกลงทุนกับ Platform แต่ละราย

ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า ปัจจัยที่ P2P Lending Platform สามารถควบคุมมาตรฐานและปิดความเสี่ยงด้วยตัวเองได้ เช่น การทดสอบระบบของ Platform ให้มีความแข็งแกร่งปลอดภัย การมีทุนประกันเพื่อรองรับความเสี่ยง หรือการติดตามทวงหนี้ ล้วนแต่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้น ณ ขั้นตอนท้ายๆ ของกระบวนการปล่อยสินเชื่อ แต่ปัจจัยสำคัญที่เป็นหัวใจหลักในกระบวนการคัดเลือกผู้กู้ที่มีความเสี่ยงต่ำเพื่อให้สินเชื่อ เช่น มาตรฐานข้อมูลพฤติกรรมของผู้กู้ ยังเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการพัฒนาในอนาคตเพื่อเติมเต็มและเพิ่มความสมบูรณ์ของข้อมูลเครดิต โดยต้องยอมรับว่า สำหรับ P2P Lending Platform ที่กำลังจะเกิดขึ้นในไทยนั้น อาจต้องอาศัยศูนย์บริการข้อมูลด้านเครดิตกลางของประเทศในการประเมินความเสี่ยงในการปล่อยกู้ อันจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในระยะก่อตั้งได้ แม้ว่าหากเทียบกับธนาคารพาณิชย์แล้ว Platform จะยังคงต้องทยอยสะสมข้อมูลเพิ่มเติมในระยะต่อไป เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ใช้ข้อมูลการทำธุรกรรมการเดินบัญชีของลูกค้าประกอบด้วย ซึ่งทำให้สามารถตรวจสอบความเคลื่อนไหวและความเสี่ยงของลูกค้ารวดเร็วและครบถ้วนกว่า

 

สรุป

ประเด็นที่สำคัญของการเริ่มดำเนินธุรกิจ P2P LendingPlatform ในประเทศไทยนั้น จะอยู่ที่เสถียรภาพของตัวกลาง ซึ่งก็คือ การวางระบบและการประเมินความเสี่ยงสำหรับการปล่อยกู้ระหว่างบุคคลกับบุคคล หรืออีกนัยหนึ่งก็คือตัวPlatformเอง จะต้องสามารถตอบโจทย์และรองรับเงื่อนไขความต้องการทั้งจากฝั่งผู้กู้และนักลงทุนตลอดจนสามารถปิดความเสี่ยงตั้งแต่กระบวนการเริ่มตรวจสอบพิจารณาเครดิตของผู้กู้ไปจนถึงกระบวนการดำเนินคดีหากเกิดการผิดนัดชำระหนี้ในขณะที่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดูแลและกำกับเสถียรภาพของระบบการเงิน จำต้องสร้างบททดสอบอย่างละเอียดต่อ P2P Lending Platform เพื่อหามาตรการและข้อกำหนดที่สำคัญ สำหรับควบคุมปัญหาต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น และส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินของประเทศมากขึ้น

 

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง