“แสนสิริ”ควง”โตคิว”ผุด2โครงการใหม่มูลค่ากว่า5พันล้าน

เมื่อเดือนสิงหาคม 2560 บริษัท แสนสิริ จำกัด(มหาชน)หรือSIRI ได้ร่วมมือกับ บริษัท โตคิว คอร์ปอเรชั่น จำกัด ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาและให้บริการระบบรถไฟในเขตชานเมืองโตเกียว การพัฒนาเมืองและอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงกิจการโรงแรม รีสอร์ท และธุรกิจอื่นๆ และบริษัท สหโตคิว คอร์ปอเรชัน จำกัด ร่วมกันก่อตั้งบริษัท สิริ ทีเค วัน (Siri TK One Company Limited)ด้วยทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท  โดย กลุ่มแสนสิริถือหุ้น 70% กลุ่มโตคิวฯ ถือหุ้นสัดส่วน 29% และกลุ่มสหโตคิว ถือหุ้นสัดส่วน 1% เพื่อร่วมกันพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดมิเนียม นำร่องเปิดตัวโครงการแรกภายใต้แบรนด์ “taka HAUS” (ทากะ เฮาส์)ในทำเลเอกมัย 12 บนพื้นที่ 4 ไร่ เป็นคอนโดฯโลว์ไรส์ สูง 8 ชั้น จำนวน 2 อาคาร ขนาด 30-71.50 ตารางเมตร จำนวน 269 ยูนิต  มูลค่าโครงการประมาณ 2,000 ล้านบาท โดยเปิดขายครั้งแรกที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2560 และเปิดขายพร้อมกันทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทย เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2560 ในราคา 4 ล้านบาทขึ้นไป/ยูนิต หรือ 160,000 บาท/ตารางเมตร ปัจจุบันมียอดขายแล้ว 95%

 

 

ตั้ง2บริษัทใหม่ผุด2โครงการร่วมทุน
โดยนายอุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือSIRI
เปิดเผยว่า จากความสำเร็จดังกล่าว ส่งผลให้ในปี2561 นี้ ทั้ง 2 กลุ่ม มีแผนที่จะเปิดตัวโครงการใหม่ร่วมกันอีก 2 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท โดยได้ร่วมกันจัดตั้ง 2 บริษัทร่วมทุนขึ้นมาคือ บริษัท แสนสิริ ทีเค ทรู จำกัด และบริษัท แสนสิริ ทีเค ทรี จำกัด แต่ละบริษัทมีทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท โดยแสนสิริ ถือหุ้นสัดส่วน 70% และกลุ่มโตคิวถือหุ้นสัดส่วน 30% โดยโครงการแรก จะเป็นคอนโดมิเนียมแบบ Hi Rise ความสูง 38 ชั้น ตั้งอยู่บนทำเลเอกมัย บนพื้นที่ประมาณ 3ไร่ ราคาขายเริ่มต้นที่ประมาณ 150,000 บาท/ตารางเมตร จำนวน 500-600 ยูนิต มูลค่าโครการประมาณ 3,500 ล้านบาท โดยจะเปิดพรีเซลในเดือนมิถุนายน2561 นี้

 

ส่วนอีกโครงการอยู่ที่สุขุมวิท 50 (อ่อนนุช) เป็นคอนโดฯLow Rise บนพื้นที่ประมาณ 4 ไร่ ราคาขายเริ่มต้นที่ 100,000 บาทต้นๆ/ตารางเมตร จำนวนเกือบ 400 ยูนิต มูลค่าโครงการประมาณ 1,700 ล้านบาท โดยจะเปิดพรีเซลในเดือนกรกฎาคม นี้ และหลังจากนั้นจะนำทั้ง 2 โครงการไปเปิดขายที่ประเทศญี่ปุ่นในเดือนสิงหาคมนี้ คาดว่าในช่วงแรกจะมียอดขาย ประมาณ 50%

 

“บริษัทเชื่อว่าการเปิดโครงการใหม่ จะช่วยเพิ่มสัดส่วนลูกค้าชาวญี่ปุ่น เป็น10%ในปีนี้ จากปัจจุบันที่ 3-5% ของพอร์ตลูกค้าต่างชาติรวมที่ 24,000 ล้านบาท” นายอุทัย กล่าว


จ่อชวนโตคิวนำที่ดินศรีราชาร่วมทุน

นอกจากนี้ยังอยู่ในระหว่างการเจรจากับกลุ่มโตคิวฯว่าในอนาคตอาจจะนำคอนโดฯของแสนสิริ หลายโครงการที่มีศักยภาพนำมาทำตลาดเพื่อปล่อยเช่าสำหรับคนญี่ปุ่นได้ เนื่องจากที่ผ่านมากลุ่มโตคิวมีความชำนาญในการพัฒนาเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ และมองว่าฐานลูกค้าญี่ปุ่นนั้นส่วนใหญ่มีความสะอาดในการเช่าที่พักอาศัยระยะยาว จึงเชื่อมั่นว่าโตคิวฯมีศักยภาพที่จะดำเนินการได้ และหากเป็นไปได้ อาจจะเริ่มจากโครงการ “taka HAUS” (ทากะ เฮาส์)ในทำเลเอกมัย 12 ซึ่งเป็นโครงการแรกที่ร่วมทุนกับกลุ่มโตคิว ที่จะก่อสร้างแล้วเสร็จและพร้อมโอนได้ในปี2562 ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้

 

อย่างไรก็ตามในอนาคตยังคงมีการร่วมทุนกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่สามารถกำหนดได้ว่าจะมีการร่วมทุนปีละกี่โครงการ ซึ่งอาจจะนำที่ดินที่ศรีราชา ซึ่งซื้อมาเมื่อ 1-2 ปีที่ผ่านมา พื้นที่ประมาณ 10 ไร่ มาพัฒนาในรูปแบบของทาวน์เฮาส์ และคอนโดฯโลว์ไรส์ พัฒนาร่วมกับกลุ่มโตคิวฯ ขณะนี้อยู่ในระหว่างการศึกษาข้อมูลร่วมกัน

 

ทั้งนี้ในปี2561 บริษัทฯได้เปิดตัวโครงการใหม่ไปแล้ว 14 โครงการ มูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท จากเป้าทั้งปี 31 โครงการ มูลค่ารวม 63,200 ล้านบาท อีกทั้งบริษัทยังเดินหน้าในการเข้าซื้อที่ดินแปลงใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ตั้งงบซื้อที่ดินประมาณ 10,000 ล้านบาท โดยใช้ไปแล้วประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายโครงการใน1-2 ปี

 

บริษัทตั้งเป้ายอดขายทั้งปีไว้ที่ 45,000 ล้านบาท โดยไตรมาส2/2561 สามารถทำได้ประมาณ 10,000 ล้านบาท ใกล้เคียงกับเป้าที่ตั้งไว้ ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทมียอดขายแล้วกว่า 20,000 ล้านบาท ขณะที่รายได้บริษัทยังคงเป้าไว้ที่ 30,000 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) เกือบ 50,000 ล้านบาท โดยทยอยรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่อง
และเร่งเปิดโครงการตามแผน

 


สนลงทุนพื้นที่โปรเจกต์ภาครัฐ

ด้านมร.โทชิยูคิ โฮชิโนะ กรรมการและเจ้าหน้าที่ผู้จัดการบริหารอาวุโส /ผู้จัดการบริหารทั่วไป สำนักงานใหญ่ธุรกิจต่างประเทศ บริษัท โตคิว คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า บริษัทกำลังมองหาโอกาสในการลงทุนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในพื้นที่ โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor:EEC) โดยพันธมิตรของบริษัททั้ง 2ราย คือ แสนสิริฯ และสหพัฒน์กรุ๊ป ต่างก็ศึกษาการลงทุนพัฒนาโครงการที่ทำเลดังกล่าวเช่นเดียวกัน

 

ส่วนโครงการพัฒนารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมืองและอู่ตะเภา ผ่านการร่วมลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชน (Public-Private Partnership : PPP) ซึ่งมีการพูดคุยบ้าง แต่เนื่องจากเป็นโครงการที่ใหญ่มาก เป็นไปไม่ได้ที่จะมีผู้พัฒนาเพียงรายเดียว และบริษัทยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการเพียงพอที่จะลงทุน จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะเข้าร่วมประมูลหรือไม่ ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการศึกษารายละเอียด นอกจากนี้ บริษัทยังสนใจโครงการพัฒนาบริเวณพื้นที่ย่าน “มักกะสัน” ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) บนพื้นที่ประมาณ 745 ไร่ อีกด้วย แต่ขอรอข้อมูลเพิ่มเติมจากแสนสิริฯก่อน

 

สำหรับการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศนั้น ที่ผ่านมาได้ลงทุนใน 3 ประเทศ คือ ออสเตรเลีย ไทย และเวียดนาม คิดเป็นเม็ดเงินในการลงทุนแล้ว 500 ล้านเหรียญสหรัฐ และนับจากนี้ไปบริษัทได้ตั้งงบลงทุนในประเทศไทยและเวียดนาม ปีละประมาณ 100 ล้านเหรียญสหรัฐ

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง