MQDCทุ่มงบกว่า70ล้านจัดแคมเปญ “Forest Rescue”

แมกโนเลียฯเผยความคืบหน้า “เดอะ ฟอเรสเทียส์”ปลายมิ.ย.61 เตรียมเซ็นสัญญาเชนบริหาร 2 โรงแรม และดึงย์เครสต์ จากแคนาดา เข้ามาบริหารงานโครงการสำหรับผู้สูงอายุ ด้านที่อยู่อาศัยพร้อมเปิดขายต้นปี62 คาดทั้งโครงการแล้วเสร็จปี65 ล่าสุดทุ่มงบกว่า 70 ล้านบาท จัดแคมเปญ “Forest Rescue” ให้ความช่วยเหลือต้นไม้ทั่วกทม.-ปริมณฑล ตามเงื่อนไขที่กำหนด ถึง31ธ.ค.นี้ หวังสร้างชุมชน-บุคคลในครอบครัวมีความใกล้ชิด

 

 

นายกิตติพันธุ์ อุยยามะพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการ เดอะ ฟอเรสเทียส์” (THE FORESTIAS)ว่า  โครงการแบบ Mixed-Use Lifestyle ดังกล่าวซึ่งตั้งอยู่บริเวณบางนา-ตราด กม.7 บนพื้นที่กว่า 300 ไร่ ประกอบไปด้วย 9 โครงการในพื้นที่เดียวกัน รวมมูลค่าไม่ต่ำกว่า 90,000 ล้านบาท ซึ่งประกอบไปด้วย  ลักชัวรี่ โฮเทล ระดับ  4 ดาว ,บูทีค โฮเทล ระดับ 6 ดาว ซึ่งคาดว่าจะสรุปการนำเชนระดับโลกมาบริหารงานได้ภายในปลายเดือนมิถุนายน 2561 นี้ ส่วนพื้นที่รีเทล คาดว่าจะสรุปกลุ่มผู้ประกอบการค้าปลีกที่จะเข้ามาลงทุนภายในปลายปีนี้  

 

นอกจากนี้ยังมี Medical Complex ศูนย์ดูแลสุขภาพ,โรงเรียนอนุบาล ,สำนักงานให้เช่า ,Mulberry Grove Residence ที่พักอาศัยรูปแบบบ้านเดี่ยวผสมผสานคอนโดมิเนียม จับกลุ่มลูกค้าวัยทำงาน 40 ปีขึ้นไป ,คอนโดมิเนียมแบรนด์ Whizdom เจาะกลุ่มลูกค้าวัยหนุ่มสาว คอนโดมิเนียมแนวใหม่ Aspen Tree Residence ที่พักอาศัยเพื่อผู้สูงอายุ ที่ล่าสุดได้ดึงกลุ่ม เบย์เครสต์(Baycrest) จากแคนาดา ซึ่งเป็นองค์กรที่เป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแคนาดาและเอกชน มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการดูแลผู้สูงอายุ ติดอันดับ1 ของโลก เข้ามาบริหารงาน คาดว่าจะทำการเซ็นสัญญาภายในปลายเดือนมิถุนายนนี้  ด้านการขายในส่วนของที่อยู่อาศัยทั้งหมดจะเปิดพรีเซลในต้นปี2562 และเริ่มก่อสร้างในปี2561 คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2565

 

โดยภายในโครงการ“เดอะ ฟอเรสเทียส์” จะให้ความสำคัญกับพื้นที่สีเขียวถึง 60% เนื่องจากทางโครงการต้องการให้คนในชุมชนสามารถอยู่ในพื้นที่ที่เป็นธรรมชาติ และปัจจุบันความใกล้ชิดของบุคคลในครอบครัวเริ่มห่างเหิน ซึ่งเป็นปัญหาที่ชัดเจน ดังนั้นทางโครงการจึงต้องการสร้างชุมชนที่มีความสุข สามารถเชื่อมต่อซึ่งกันและกันได้ดี ทุกเพศทุกวัยสามารถปฏิสัมพันธ์กันได้และสามารถสัมผัสธรรมชาติที่เป็นระบบนิเวศได้จริง

 

 

ด้านนางศศินันท์ ออลแมนด์ ผู้อำนวยการบริหาร ฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้  ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้าแทรกในการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้การใช้ชีวิตของคนในครอบครัวห่างเหินกันมาก ปัจจุบันองค์กรต่างๆ ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญของระบบนิเวศวิทยาธรรมชาติ เพราะนับเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบถึงคนหมู่มาก ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจากสถานการณ์ธรรมชาติป่าไม้ โดยองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations: FAO) ที่เก็บข้อมูลตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990-2015 (พ.ศ.2533-2558) ผ่านประมวลผลจากภาพถ่ายดาวเทียม พบว่า ในโลกนี้มีต้นไม้ประมาณ 3 ล้านล้านต้น ซึ่งผลการประเมินชี้ชัดว่าตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 (พ.ศ.2533)โลกสูญเสียพื้นที่ป่าถึง 1.3 ล้านตารางกิโลเมตร ใหญ่กว่าพื้นที่ของทวีปแอฟริกาใต้ หรือทุกๆ 1 ชั่วโมง พื้นที่ป่าจะหายไปขนาดเท่าสนามฟุตบอลไซส์มาตรฐาน (7,140 ตารางเมตร) จำนวน 800 สนามต่อชั่วโมง โดยเฉพาะพื้นที่ป่าในโซนประเทศเขตร้อนมีการสูญเสียที่รวดเร็วกว่าพื้นที่อื่นๆ ของโลก สำหรับประเทศไทยโดยมูลนิธิสืบนาคะเสถียร พบว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ป่าไม้อยู่ที่ร้อยละ 31.58 ลดลงจากปี พ.ศ. 2558 ร้อยละ0.02 หรือประมาณ 65,000 ไร่ โดยเฉพาะในกทม.เหลือต้นไม้เพียงร้อยละ 6.18 ซึ่งนับเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง

 

โดยล่าสุดได้ใช้งบกว่า 70 ล้านบาท เปิดแคมเปญ “Forest Rescue – ฟอเรส เรสคิว” ปฏิบัติการกู้ชีพต้นไม้รอบกรุงเทพฯ และปริมณฑล  โดยต้องการช่วยเหลือและอนุรักษ์ต้นไม้ใหญ่ เพิ่มพื้นที่สีเขียวและพื้นที่ออกซิเจนให้สังคมเมืองมากขึ้น เพราะปัจจุบันต้นไม้ใหญ่หลายๆพื้นที่ มักตกเป็นเหยื่อของการพัฒนา     การก่อสร้างถนน อาคาร สถานที่ หรือสาธารณูปโภคต่างๆ ทำให้ระบบนิเวศของเมืองมีสถานภาพเสื่อมโทรมลง หรือมีศักยภาพในการช่วยเติมเต็มอากาศบริสุทธิ์ให้เมืองน้อยลง บางพื้นที่ต้นไม้ใหญ่มีสุขภาพแย่ลงเพราะขาดคนดูแล กิ่งแห้งตาย เกิดโพรง เกิดการโค่นล้ม จนเป็นปัญหาที่อันตรายแก่ผู้สัญจรไปมาและอาคารบ้านเรือนในละแวกใกล้เคียง

 

 

ทั้งนี้เพื่อเป็นการจัดการได้อย่างถูกวิธีและรวดเร็ว ทาง “THE FORESTIAS – เดอะ ฟอเรสเทียส์” จึงได้จัดตั้งทีมปฏิบัติการที่เรียกว่า Forest Rescue Team ประกอบด้วย นักนิเวศวิทยาที่มีประสบการณ์สูง ผู้ดูแลต้นไม้ (รุกขกร) และผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ลงสำรวจพื้นที่รอบกรุงเทพฯ และปริมณฑล  เพื่อวางแผนและประเมินสถานการณ์ ดำเนินการเคลื่อนย้ายต้นไม้จากจุดเดิมไปยังระบบนิเวศบ้านหลังใหม่ ซึ่งจากการสำรวจพบว่ามีต้นไม้ที่อาจจะได้รับการช่วยเหลือประมาณ 1,000-2,000 ต้น แต่ยังไม่ทราบว่าเป็นของผู้ใดบ้าง  พร้อมทั้งเปิดช่องทางในการติดต่อสื่อสารและแจ้งข้อความช่วยเหลือต้นไม้ผ่านทาง www.facebook.com/theforestias หรือแฮชแท็ก#ForestRescue โดยกำหนดระยะเวลาในการดำเนินโครงการทั้งสิ้น 6 เดือน เริ่มตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 ธันวาคมนี้  โดยทางโครงการจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการขนส่งเองทั้งหมด และต้นไม้ที่ได้รับการช่วยเหลือทั้งหมด จะนำมาเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศภายในโครงการ “THE FORESTIAS – เดอะ ฟอเรสเทียส์” บนพื้นที่ 3 ไร่ หรือ 4,800 ตารางเมตร โดยต้นไม้แต่ละต้นที่ได้รับการช่วยเหลือจะถูกติดป้ายบ่งบอกถึงที่อยู่เดิม เพื่อให้เจ้าของเดิมหรือประชาชนทั่วไปเข้ามาเยี่ยมเยียน พักผ่อน หรือศึกษาระบบนิเวศธรรมชาติ ซึ่งจะเปิดเป็นพื้นที่สาธารณะส่วนหนึ่งให้แก่ประชาชนทั่วไปเข้าชมโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ

 

โดยบริษัทฯจะมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการเลือกต้นไม้ อาทิ ประเภทต้นไม้ : ต้องไม่เป็นต้นไม้ที่เป็นไม้ต่างถิ่นรุกราน เช่น ต้นกระถินณรงค์ ตัวการในการลดความหลากหลายทางชีวภาพ เนื่องจากมีการแพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว หรือ ต้นไม้ที่มีการแพร่พันธุ์เร็วเกินไป ยากต่อการควบคุมซึ่งอาจส่งผลต่อระบบนิเวศ เช่น ต้นโพธิ์ ต้นไทร และต้นมะกล่ำ เป็นต้น การขนย้าย คำนึงถึงสภาพภูมิอากาศเดิมของต้นไม้ที่จะช่วยเหลือเข้ามาในโครงการต้องมีความใกล้เคียงกัน เพื่อให้ได้รับความกระทบกระเทือนจากการขนย้ายน้อยที่สุด การจัดการดูแลต้นไม้ คือ ต้นไม้ที่รับบริจาคจะอยู่ภายใต้การดูแลของโครงการฯ ซึ่งเจ้าของเดิมสามารถเข้าเยี่ยมชมได้เมื่อโครงการแล้วเสร็จ และ ข้อจำกัดอื่นๆ อาทิ ต้องเป็นต้นไม้ส่วนบุคคลไม่ใช่ทรัพย์สินของราชการหรือสาธารณะ และผู้แจ้งต้องเป็นเจ้าของต้นไม้ หรือได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของต้นไม้ให้เข้าร่วมโครงการ สำหรับการล้อมต้นไม้ต้องคำนึงถึงสายพันธุ์ เพราะมีข้อจำกัดสำหรับการขุดล้อมที่แตกต่างกัน เช่น ฤดูกาล และวิธีการขุดล้อมที่เหมาะสม และการพิจารณาช่วยเหลือต้นไม้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้เชี่ยวชาญจาก THE FORESTIAS

 

“ข้อมูลจากทีมนักวิจัยจาก Lawrence Livermore National Laboratory ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวไว้ว่า “การปลูกต้นไม้ใหญ่ 1 ต้น ให้ความเย็นเท่ากับเครื่องปรับอากาศ 1 ตัน ที่ให้ความเย็น ประมาณ 12,000 บีทียู (1 เครื่อง) อีกทั้งร่มเงาของต้นไม้ก็จะช่วยบังแสงอาทิตย์ที่ส่งมาสร้างความร้อนให้กับตัวบ้านได้ทั้งวัน จึงสามารถลดการใช้เครื่องปรับอากาศในบ้านลง ผลที่ตามมา คือ ค่าไฟที่ลดลงถึง 20% ต่อปีและถ้าคุณมีต้นไม้ปลูกทางทิศตะวันตกของตัวบ้านจะช่วยลดความร้อนและประหยัดพลังงานได้ราว 10%” หรือข้อมูลงานวิจัยเมืองบาร์เซโลน่า ประเทศสเปน กล่าวว่า “ต้นไม้ใหญ่ในเมืองจำนวน 200,000 ต้น สามารถดูดซับคาร์บอนได้ปีละมากกว่า 5,000 ตัน และกำจัดมลพิษได้มากถึง 305 ตัน” นอกจากนี้ ยังมีต้นไม้ใกล้ตัว อย่าง สนทะเล สนฉัตร สนสามใบ สนสองใบ ที่สามารถดูดซับมลพิษหรือสามารถดูดซับฝุ่นละอองได้ดี หรือ สัตบรรณ กระดังงาไทย ชงโค และแสงจันทร์ ที่สามารถดูดซับฝุ่นออกไซด์ของไนโตรเจนและผลิตโอโซนได้ดีอีกด้วย”นางศศินันท์ กล่าวในที่สุด

 

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง