“ลลิล”เตรียมแผนการเงิน-ตรึงราคาสินค้าตั้งรับดอกเบี้ยปรับขึ้น

ลลิลฯเผยเศรษฐกิจไทยมีทิศทางดีขึ้น รับแรงสนับสนุนจากภาคส่งออก-ท่องเที่ยวขยายตัว และการลงทุนภาครัฐ หวั่นปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูง-การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เตรียมพร้อมรับมือปรับโครงสร้างการเงินกู้ระยะยาว-ออกตั๋วB/E ทั้งล็อกต้นทุนวัสดุสร้าง มั่นใจตรึงสินค้าราคาเดิม ครึ่งปีหลังจ่อเปิด 5-6โครงการใหม่ รวมมูลค่า3,100-3,600 ล้านบาท คาดยอดขายรวมทั้งปีเกินเป้า ด้านยอดรับรู้รายได้แตะ 4,000 ล้านบาท

 


นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ บริษัท  ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด(มหาชน)หรือ
LALIN  เปิดเผยถึงภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในครึ่งปีหลัง 2561 ว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยภาพรวมทั้งปี 2561 น่าจะเห็นการขยายตัวประมาณ 4 – 4.5% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ดี อีกทั้งเริ่มเห็นสัญญาณการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนมีทิศทางที่ดีขึ้น ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐเริ่มกลับมาขยายตัวในช่วงครึ่งปีหลัง อย่างไรก็ดีภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังคงต้องเฝ้าติดตามการเติบโตของเศรษฐกิจไทย เพราะแม้จะมีการขยายตัว แต่ยังคงเป็นการเติบโตที่กระจุกตัวในบางอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังมีปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ทรงตัวในระดับสูงเป็นตัวฉุดกำลังซื้อในประเทศ และความเสี่ยงจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งกระทบต่อกำลังซื้อเช่นเดียวกัน ในส่วนปัจจัยเสี่ยงนอกประเทศต้องติดตามประเด็นสงครามการค้าระหว่างประเทศ หากลุกลามอาจส่งผลกระทบต่อการขยายตัวเศรษฐกิจของโลกและไทยได้

 

ทั้งนี้ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.)ระบุว่าในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยในกทม.-ปริมณฑล มีข้อมูลจดทะเบียนทั้งสิ้นประมาณ 120,000-130,000 หน่วย/ปี และในช่วงปี 2560 มีตัวเลขที่ลดลงอยู่ที่ 110,000 หน่วย/ปี แต่ในช่วง 5 เดือนแรกของปี2561 กลับมีอัตราการเติบโตที่สูงขึ้นถึง 19.1% ทำให้เห็นว่าภาพรวมตลาดเริ่มพลิกฟื้นกลับมาดีขึ้น โดย ทาวน์เฮาส์ เติบโต 67.3% คอนโดฯมีอัตราการเติบโต 29.8% บ้านเดี่ยว มีอัตราการเติบโตประมาณ 8.9%  บ้านแฝด -35.1% และ อาคารพาณิชย์ -44.2%

 


ด้านตลาดรวมสินเชื่อไตรมาส1/2561 พบว่ามีอัตราการเติบโตประมาณ 32% ซึ่งดีกว่าปี2560 ที่ผ่านมา เนื่องจากสถาบันการเงินเร่งปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.)ที่ดำเนินการขยายสินเชื่อตั้งแต่ต้นปี 2561 ที่ผ่านมา แต่ยอดReject ก็ยังไม่ค่อยลดไปจากเดิม ซึ่งในส่วนของลลิลฯเองในปัจจุบันอยู่ในระดับ 20-25% สูงกว่าในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้เนื่องจากลูกค้ามีหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งบริษัทฯได้พยายามแก้ไขด้วยการคัดกรองข้อมูลและช่วยเหลือลูกค้าก่อนส่งให้สถาบันการเงิน

 

 

“ขณะนี้มี 2 เรื่องที่ลลิลฯยังมีความกังวลอยู่คือ หนี้ครัวเรือน ที่ในช่วงไตรมาส1/2561ยังอยู่ในอัตราที่สูงถึง 77.8% ส่วนอีกเรื่องคือการที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ส่งสัญญาณจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อเป็นเครื่องมือต่อสู้ป้องกันการไหลออกของเงินทุน โดยธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ยังมีการประชุมเกี่ยวกับการพิจารณานโยบายลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในครึ่งปีหลัง ขณะที่สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนก็ยังเกิดขึ้นอยู่ ซึ่งสุดท้ายก็ไม่มีใครชนะ มีแต่ผู้ที่เจ็บตัว”นายชูรัชฏ์ กล่าว

 

นายชูรัชฏ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของบริษัทฯก็มีการรับมือด้วยการปรับโครงสร้างทางการเงิน ด้วยการปรับโครงสร้างทางการเงิน โดยเป็นหนี้เงินกู้ระยะยาวมากขึ้นในสัดส่วน80% ส่วนอีก 20%จะเป็นในรูปแบบของตั๋วB/E ส่วนใหญ่มีอายุประมาณ3-6 เดือน ซึ่งล่าสุดได้ออกหุ้นกู้ระยะยาวไปแล้ววงเงิน 400 ล้านบาท อายุ 4 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.32%  นอกจากนี้แม้ว่าราคาที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้น แต่บริษัทฯมั่นใจว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถล็อกต้นทุนวัสดุก่อสร้างไว้ได้ โดยจะพยายามคงราคาขายเดิมไว้ให้นานที่สุด หรือหากจะต้องมีการปรับขึ้นก็จะอยู่ที่ประมาณ 1-3% ทั้งที่อยู่อาศัยเก่าและใหม่

 

สำหรับแผนการดำเนินงานของบริษัทฯในครึ่งปีหลัง2561 นี้ บริษัทยังคงเดินหน้าเปิดโครงการใหม่อีก 5-6 โครงการ รวมมูลค่าประมาณ 3,100-3,600 ล้านบาท โดยในเดือนสิงหาคมนี้ จะมีการเปิดโครงการใหม่จำนวน 2 โครงการ มูลค่า 600 ล้านบาท เป็นโครงการบ้านเดี่ยว ย่านสามพราน จ.นครปฐม จำนวน 50-60 ยูนิต มูลค่า 300 ล้านบาท และโครงการทาวน์โฮม  ย่านปทุมธานี  มูลค่า 300 ล้านบาท  ส่วนในช่วงไตรมาส 4/2561 จะเปิดโครงการใหม่อีกประมาณ 3-4 โครงการ มูลค่า 2,500-3,000 ล้านบาท ซึ่งมีการเปิดทั้งโครงการบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮม  ซึ่งทั้งหมดเป็นไปตามแผนที่บริษัทวางไว้ทั้งปีเปิด 8-10 โครงการ มูลค่าโครงการวม 4,500-5,000 ล้านบาท

 

ด้านผลประกอบการรอบ 6 เดือนแรกของปี 2561 บริษัทฯ มียอดรับรู้รายได้ที่ 2,082 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิที่ 402 ล้านบาท เติบโตขึ้นถึง 41% จากปีก่อนหน้า ถือเป็นการขยายตัวติดต่อกันมาตลอด 3 ปี  ในด้านโครงสร้างเงินทุน ถึงแม้ว่าบริษัทฯ มีการขยายโครงการอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงรักษาระดับ Gearing ได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมมาก ส่วนหนึ่งเกิดจากการบริหารจัดการรอบการดำเนินธุรกิจได้เร็ว ทำให้มี Internal Cash Flow มาใช้ในการขยายธุรกิจ ทั้งนี้ ณ สิ้นไตรมาส 2 บริษัทฯ มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) อยู่ที่ 0.76 เท่า ปรับลดลงจาก ณ สิ้นไตรมาสแรก ซึ่งอยู่ที่ 0.82 เท่า โดยอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนดังกล่าว นับว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโดยรวมของอุตสาหกรรม ซึ่งอยู่ที่ราว 1.40 เท่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง และศักยภาพในการขยายธุรกิจได้อีกมากของบริษัทฯ ในอนาคต

 

อย่างไรก็ตามในปีนี้คาดว่ายอดขายรวมจะเกินเป้าที่วางไว้ 4,400 ล้านบาท  ส่วนยอดรับรู้รายได้คาดว่าจะเป็นไปตามเป้าที่วางไว้ 4,000 ล้านบาทเช่นกัน  โดยที่ในครึ่งปีหลังบริษัทจะมีการทยอยรับรู้รายได้จากมูลค่ายอดขายรอโอน (Backlog) เข้ามาทั้งหมด 1,100 ล้านบาท โดยเป็น Backlog ของโครงการแนวราบทั้งหมด ซึ่งใช้ระยะเวลาการก่อสร้างถึงการโอนระยะเวลา 4 เดือน ประกอบกับบริษัทมีสต็อกที่พร้อมขายอีก 1,000 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยขายออกไปอย่างต่อเนื่อง

 

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง