เปิด 6 ทางออก! อสังหาฯ รองรับเกณฑ์ LTV ใหม่…ลดผลกระทบลูกค้า-ธุรกิจ

เปิด 6 แนวทางแก้ปัญหา LTV ใหม่…ลดผลกระทบลูกค้า-ธุรกิจ หลังมาตรการใหม่เชิงป้องกัน “แบงก์ชาติ” คุมการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยผ่าน LTV limit ที่ 80% หรือต้องมีเงินดาวน์อย่างน้อย 20 % ของมูลค่าหลักประกัน และนับรวมเงินกู้ทุกประเภท จับตา! ผู้ประกอบการต่อรองขยายเวลาปรับตัว…หวั่นกระทบ ยอดขาย-ยอดโอน-โครงการใหม่ปี 2562 เป็นต้นไป

 

กำลังเป็นเรื่อง Talk of the town ในขณะนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือ “แบงก์ชาติ” ผู้คุมกฎให้กับธนาคารและสถาบันการเงิน ที่เห็นอะไรไม่ชอบมาพากลอันจะนำไปสู่ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ และระบบการเงินในอนาคตได้ออกมาตรการเชิง  “ป้องกัน”  นั่นคือ ประกาศการปรับปรุงเกณฑ์ปล่อยกู้อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV : Loan to Value )ไม่เกินระดับ 80 % ((LTV limit 80 %) หรือต้องมีเงินดาวน์อย่างน้อย 20 % ของมูลค่าหลักประกัน และปรับเกณฑ์การนับรวมเงินกู้ทุกประเภท หรือที่เรียกว่าสินเชื่อ top-up ที่ใช้หลักประกันเดียวกันให้สะท้อนความเสี่ยง  สำหรับการกู้หลังที่ 2 ขึ้นไป (สัญญาที่ 2 ขึ้นไป ) หรือ ที่อยู่อาศัยที่มีมูลค่า 10 ล้านบาทขึ้น โดย ธปท. จะเริ่มเปิดรับฟังความเห็นจากผู้เกี่ยวข้องตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม เป็นต้นไป จากนั้นคาดจะมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 เป็นต้นไป

พัฒนาการเกณฑ์ LTV ของไทย

แนวนโยบาย Macroprudential สำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย

มาตรการดังกล่าว มีผลเฉพาะกับ “การขอกู้ครั้งใหม่” (ไม่มีผลต่อการกู้เก่าก่อนหน้า) และสินเชื่อ “รีไฟแนนซ์” ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม ลดการเก็งกำไรในอสังหาริมทรัพย์ บริหารการเกิดหนี้เสีย (NPL : Non-Performing Loan) ได้ดีขึ้น แต่อีกมุมหนึ่ง เกณฑ์ที่หน่วยงานระดับชาติอย่าง “แบงก์ชาติ” ออกมารอบใหม่อีกเป็นครั้งที่ 5 (จากที่ออกมาแล้ว 4 ครั้งก่อนหน้า* พัฒนาการเกณฑ์ LTV ของไทย) เรียกได้ว่า โดนหมดกันทั่วหน้า ไม่ว่าจะเป็นผู้บริโภค ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์เล็ก –กลาง-ใหญ่ รวมถึงสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอื่นๆ กล่าวคือ ผลกระทบใน ฝั่งผู้บริโภค” ที่กู้ซื้อที่อยู่อาศัยราคาสูง หรือใช้การกู้สัญญาที่สองขึ้นไป ต้องใช้เงินตัวเองเพิ่มขึ้นจากการวางเงินดาวน์ขั้นต่ำ 20 % จากเดิมอาจวาง 10-15 % หรือวางเงินดาวน์ต่ำกว่า 10 % ก็มีในบางโครงการ

 

ด้าน สถาบันการเงิน” หรือ “ธนาคาร” เอง เกณฑ์ LTV ใหม่นี้อาจกระทบต่อเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อใหม่  หรือในกรณีที่ผล
กระทบนี้เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการโครงการ ไม่สามารถโอนได้ตามเป้าหมาย ก็ทำให้ขีดความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ประกอบการที่ได้รับการสนับสนุนสินเชื่อโครงการนั้นลดน้อยลงด้วยเช่นกัน หากเกิดปัญหานั้นขึ้นมาก็อาจทำให้ NPL ปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วย เป็นต้น

 

ส่วนผลกระทบในฝั่ง ผู้ประกอบการเจ้าของโครงการ หรือบริษัทอสังหาฯ”  คงต้องปรับแผนธุรกิจใหม่ รวมถึงอาจต้องนำสินค้านั้นกลับมาขายใหม่หากลูกค้าถูกปฏิเสธการปล่อยกู้จากธนาคาร และถึงแม้ว่ามาตรการ LTV นี้จะเริ่มต้นในปี 2562 แต่หากมองอีกมุมอาจเห็นระดับ Rejection Rate ที่สูงขึ้น รวมถึงการระบาย Inventory ของผู้ประกอบการแต่ละรายอาจได้ไม่ตามเป้า ท้ายสุดแรงเหวี่ยงนี้ ก็จะกระทบถึงรายได้สิ้นปี โดยเฉพาะตลาดที่อยู่อาศัยแนวสูงระดับกลางถึงบนที่เป็นกลุ่มที่ผู้ประกอบการอสังหาฯ ให้น้ำหนักมากขึ้นในช่วงหลังๆ

 

เปิด 6 แนวทางแก้ปัญหา LTV ใหม่…ลดผลกระทบลูกค้า-ธุรกิจ

ทีมงาน prop2morrow.com สอบถามผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ถึงทางออก การปรับตัวรองรับเกณฑ์ใหม่ LTV ในโครงการที่ขายหรือลูกค้าได้เริ่มส่งงวดเงินดาวน์ไปแล้ว, โครงการที่อยู่ระหว่างการขาย และโครงการที่จะเปิดขายใหม่ในอนาคตตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป สรุปได้ดังนี้ คือ

  • ต้องขยับเงินดาวน์ขึ้นเป็น 20 % ในโครงการที่จะเปิดขายใหม่ และโครงการที่อยู่ระหว่างการขาย จากปัจจุบันส่วนใหญ่เก็บเงินดาวน์เฉลี่ยอยู่ประมาณ 10-15%
  • จัดงานไฟแนนซ์เชียล เดย์ เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับลูกค้าถี่ขึ้น
  • เร่งโอนโครงการให้ทันก่อนเกณฑ์ใหม่บังคับใช้
  • พูดคุยกับลูกค้าเป็นรายบุคคลในกรณีที่พบข้อมูลลูกค้าซื้อหลังที่สอง
  • จัดแพคเก็จเงินดาวน์ใหม่ให้เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าซื้อเพื่อเป็นบ้านหลังแรก (สัญญาแรก) ซื้อลงทุน หรือซื้อเป็นบ้านหลังที่สอง (สัญญาที่ 2 ขึ้นไป )
  • ขยายเวลาการส่งงวดเงินดาวน์ให้ยาวออกไป

 

ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA กล่าวว่าเกณฑ์กำกับดูแลสินเชื่อที่อยู่อาศัยกำหนดเงินดาวน์ขั้นต่ำ สำหรับกู้หลังที่ 2 ขึ้นไป หรือที่อยู่อาศัยมูลค่า 10 ล้านบาทขึ้นไป ไม่ต่ำกว่า 20 % ของมูลค่าหลักประกัน เริ่มต้นปีหน้านั้นกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ แต่เมื่อประกาศกฎเกณฑ์ใหม่ออกมาและมีผลบังคับใช้ผู้ประกอบการก็คงต้องมาจัดเตรียมความพร้อมกันใหม่ในหลายๆ ด้านเพื่อไม่ให้กระทบยอดโอน และยอดขาย(Pre-sales) โครงการใหม่ รวมถึงโครงการที่อยู่ระหว่างการขายในปัจจุบัน ส่วนเรื่องการขอสินเชื่อกู้ซื้อบ้านของลูกค้านั้น ธนาคารจะรัดกุมการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น บริษัทฯ เองก็คงต้องจัดกิจกรรมให้ข้อมูล และพบปะกับลูกค้าถี่ขึ้น และคงมีการเชิญสถาบันการเงินมาร่วมด้วย

 

“เราคงต้องมาดูสัญญาลูกค้าหากสัญญาที่ทำเป็นสัญญาที่สองก็คงพูดคุยกับลูกค้าให้เตรียมเงินเพิ่ม” ผู้บริหารของเสนาฯกล่าวพร้อมกับยอมรับว่า กลุ่มลูกค้าของบริษัทฯ นั้นน่าจะมีสัดส่วนสักกว่า 10 % ที่ซื้อคอนโดมิเนียมเป็นการลงทุนปล่อยเช่า หรือซื้อบ้านหลังที่สองเพื่ออยู่อาศัยในระหว่างทำงานในเมือง และจากนี้ไปวิธีการขายอาจลงลึกไปถึงวัตถุประสงค์ของลูกค้าว่า ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง หรือเพื่อลงทุน เพื่อประกอบการกำหนดเงื่อนไขเงินดาวน์ หรือประกอบการกำหนดกลยุทธ์การตลาดและการขาย  เป็นต้น

 

พร้อมกันนี้ ดร.เกษรา ยังกล่าวย้ำว่า มีลูกค้าบางกลุ่มที่มีบ้านอยู่อาศัยอยู่แล้ว และได้ซื้อคอนโดฯ ในเมืองเพิ่ม เพื่อเป็นบ้านหลังที่สองสำหรับให้บุตรหลานอยู่อาศัยระหว่างที่เรียนหนังสือ หรือทำงานในเมือง ซึ่งเข้าข่ายเป็นสัญญาที่สอง รายละเอียดต่างๆ เหล่านี้บริษัทฯ คงต้องกลับเข้าดูว่าจะแก้ไขอะไรได้บ้างเพื่อไม่ให้กระทบหรือเป็นภาระให้กับลูกค้า ส่วนตัวต้องการฝากไปยังภาครัฐ “แบงก์ชาติ” พิจารณาในประเด็นนี้ด้วย รวมถึงลูกค้าที่ซื้อคอนโดฯ เป็นหลังแรก แล้วเมื่อครอบครัวขยายใหญ่ขึ้น มีบุตรคนหรือสองคนหรือมีสมาชิกเพิ่มแล้วต้องการซื้อบ้านแนวราบ (บ้านจัดสรร) หลังใหญ่ขึ้นเพื่ออยู่อาศัยจริง รายละเอียดเหล่านี้ก็อยากให้คำนึงถึงด้วยเช่นกัน ซึ่งก็เห็นด้วยหากจะมีการขยายเวลาการบังคับใช้ของประกาศใหม่ออกไปเป็นครึ่งปี เพื่อให้ลูกค้าและผู้ประกอบการมีเวลาเตรียมตัว

 

ความเห็นดังกล่าว สอดคล้องกับนายพรชัย  กฤษฏาวรกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท ภัทรนันท์ แอสเซท จำกัดโครงการ ไฮป์ (HYPE) สาทร-ธนบุรี เจริญนคร 22 ที่กล่าวว่า ได้มีลูกค้าที่ซื้อเป็นบ้านหลังที่สอง และซื้อเพื่อลงทุน แม้จะมีสัดส่วนไม่มากแต่ก็กระทบ  บริษัทฯ คงต้องลงมาดูในรายละเอียดของลูกค้าที่จองซื้อห้องชุดในโครงการไฮป์ (HYPE) สาทร-ธนบุรี เจริญนคร 22 ใหม่ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับลูกค้าเมื่อถึงกำหนดโอนหรือขอกู้แบงก์ ซึ่งถึงแม้ว่าโครงการจะกำหนดเงินดาวน์ไว้ที่ 15 % แต่พอมีเวลาในการปรับตัว เนื่องจากกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จส่งมอบให้ลูกค้าปี 2564 ประกอบกับโครงการเพิ่งเปิดขายเมื่อช่วงต้นเดือนกันยายน 2561 ที่ผ่านมา มียอดขายแล้ว 50 % หรือประมาณ 240 ยูนิต ของจำนวนหน่วยที่นำมาออกมาขายทั้งหมดอยู่ที่ 450 ยูนิตจาก 3 อาคาร โดยลูกค้าที่ซื้อเป็นคนไทย และมีบางส่วนซื้อเป็นบ้านหลังที่สอง

 

ส่วน2 อาคารที่เหลืออีก435 ยูนิตนั้นบริษัทฯตัดล็อตให้กับเอเจนซี่(ตัวแทน,นายหน้า)ช่วยขายแบบการรันตีขาย 100 % ภายใน 4 เดือนนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2561และเน้นกลุ่มลูกค้าต่างชาติที่ต้องจ่ายเงินดาวน์ที่ 30 %

 

“ลูกค้าที่ทำสัญญาจองซื้อ และเริ่มส่งดาวน์แล้วคงต้องดูเป็นรายกรณีๆ ไปว่ารายไหนเข้าข่ายสัญญาที่สองบ้าง ส่วนห้องชุดที่อยู่ระหว่างการขายก็คงต้องมาปรับสัญญาใหม่ให้ตรงตามเกณฑ์ แอลทีวี นายพรชัย

 

ขณะที่ นายธนากร ธนวริทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ก็ยอมรับเช่นกันว่า มาตรการใหม่ของธปท. ที่ออกมานั้น กระทบต่อภาพรวมธุรกิจ ซึ่งเชื่อว่าในที่สุดแล้วทุกส่วนที่เกี่ยวก็ต้องปรับตัวรองรับได้ ในส่วนของบริษัทฯ คอนโดมิเนียมที่เปิดขายได้กำหนดเงินดาวน์ 20 % และได้ให้เฟอร์นิเจอร์อยู่แล้ว ลูกค้าไม่จำเป็นต้องขอกู้ top-up จึงไม่น่าส่งผลกระทบ หรือเป็นภาระกับลูกค้าที่จะทำการโอนหรือทำสัญญาขอสินเชื่อกับธนาคาร แต่บริษัทฯ คงต้องดูว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้นมีอะไรบ้าง แต่ทั้งนี้ต้องรอดูความชัดเจนถึงกฎเกณฑ์ที่ “แบงก์ชาติ” จะออกมาอีกครั้งหลังจากที่เปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน รวมถึงผู้ประกอบการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องที่กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 11 ตุลาคมนี้

 

ต่อรองขยายเวลาปรับตัว…หวั่นกระทบ ยอดขาย-ยอดโอน-โครงการใหม่ปีหน้า

 กล่าวได้ว่านอกจากแนวทางการปรับตัวของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ เพื่อรองรับกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นแล้ว ในมุมมองของผู้ประกอบการยังสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบต่อธุรกิจในมิติต่างๆ ทั้งต่อยอดขาย (Pre-sales) ยอดโอนและการเปิดโครงการใหม่ปี 2562 นั้น ดังนี้ อาทิ

  • การเปิดตัวโครงการใหม่ในปี 2562 ทั้งแนวสูง และแนวราบนั้นมีความท้าทายมากขึ้น อันเป็นผลมาจากภาระการผ่อนดาวน์ต่องวดที่สูงขึ้น
  • การทำการตลาดหรือการจัดทำแคมเปญโปรโมชั่นจะทวีความรุนแรงด้านการแข่งขันมากขึ้น
  • ค่าใช้จ่ายด้านการตลาดและการขายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
  • กระทบต่ออัตรากำไรของแต่ละโครงการ
  • Inventory หรือ สต็อกสินค้าของผู้ประกอบการมีแนวโน้ม (อาจ) เพิ่มขึ้น
  • ดอกเบี้ยที่อยู่ในภาวะขาขึ้นอาจส่งผลต่อสภาพคล่องทางการเงินผู้ประกอบการรวมถึงเพิ่มภาระให้กับผู้บริโภค

 

ผลกระทบเชิง “ลบ” ต่างๆ ที่ส่งเสียงกันอยู่กันในขณะนี้ต่อผู้ประกอบการ รวมถึงผู้ที่ซื้อเพื่อการลงทุนที่ซื้อ และทำสัญญา 2 สัญญาขึ้นไป และ Sector ที่ได้รับผลกระทบมากสุด คือกลุ่มที่อยู่อาศัยแนวสูง หรือคอนโดมิเนียมที่มีบางส่วนนิยมซื้อเพื่อการลงทุนหรือเก็งกำไร และเป็นบ้านหลังที่สอง นั่นหมายความว่า คอนโดฯ ที่ได้ชื่อว่าเป็นสินค้าที่ซื้อง่าย ขายคล่องมากที่สุดนั้นจะยังเป็นเช่นเดิมอยู่หรือไม่ ? รวมไปถึงการต่อรองของอสังหาฯ ให้ขอขยายเวลาการบังคับใช้ของประกาศมาตรการ LTV ใหม่นี้ออกไปก่อน อย่างน้อยๆ ก็สัก 6 เดือนเพื่อให้ผู้บริโภคได้มีเวลาเตรียมตัว ซึ่งก็ต้องฟังความคิดความเห็น หรือข้อเสนอในประเด็นอื่นๆของ 3 สมาคมฯ ทั้งสมาคมอาคารชุดไทย, อสังหาริมทรัพย์ไทย และสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร หรือตัวแทนจากองค์กรภาคเอกชนอื่นๆ ที่นำเสนอต่อ “แบงก์ชาติ” ในวันที่ 11 ตุลาคม 2561 นี้ว่าจะมีรายละเอียดอะไรบ้าง  … เกณฑ์ LTV limit ที่ 80 % สำหรับการกู้สัญญาที่ 2 ขึ้นไป หรือที่อยู่อาศัยราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป จะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ รวมถึงหากยังคงเกณฑ์ใหม่ตามที่ประกาศออกมาล่าสุด LTV limit ที่ 80 % จะออกฤทธิ์ลดความเสี่ยงจากการเก็งกำไรในตลาดอสังหาริมทรัพย์ได้หรือไม่อย่างไร …ผลสรุปสุดท้ายเหล่านี้ต้องติดตาม… !!!

 

** อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ >> แบงก์ชาติ สกัดเก็งกำไรบ้านหลังที่ 2-ราคามากว่า10ลบ.ต้องดาวน์ 20%

** อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ >> “คลัง”เผยแบงก์ชาติเรียกภาคเอกชนถกมาตรการคุมสินเชื่อ11ต.ค.นี้

** อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ >> เอกชนวอนธปท.อย่าออกมาตรการเหวี่ยงแห-ทำตลาดป่วน

** อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ >> 3 สมาคมอสังหาฯค้านธปท.ออกกฎควบคุมสินเชื่อบ้าน-คนกู้อ่วม

 

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET supalai การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง