ปี 62 ก่อสร้างภาครัฐมีศักยภาพขยายตัวสูงกว่าปี 61 จากแรงหนุนของ Mega Projects

 

ปี 2562 ก่อสร้างภาครัฐมีศักยภาพที่จะขยายตัวสูงกว่าปี 2561 จากแรงหนุนของ Mega Projects ทั้งกลุ่มที่อยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้าง รวมถึงโครงการที่ได้รับการอนุมัติและมีความชัดเจนว่าจะได้รับการอนุมัติเพิ่มเติมคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปีหน้าที่มีมูลค่าโครงการรวมประมาณ 950,200 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงโมเมนตัมของการพัฒนารายพื้นที่ที่ภาครัฐเน้นเป็นยุทธศาสตร์

 

ประเด็นสำคัญปี 2562

  • โครงการก่อสร้างภาครัฐเริ่มเดินหน้าหลายโครงการทั้งกลุ่มที่อยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้าง เช่น รถไฟทางคู่เฟสที่ 1 และโครงการรถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานคร  รวมถึงโครงการที่ได้รับการอนุมัติและมีความชัดเจนว่าจะได้รับการอนุมัติเพิ่มเติม อันสามารถก่อสร้างได้ในปี 2562 อาทิ โครงการที่เกี่ยวเนื่องกับพื้นที่ EEC, โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มและสายสีม่วง รวมถึงรถไฟทางคู่เฟส 2 ที่จะเริ่มก่อสร้างสายแรกเส้นทาง เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ
  • การลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐโครงการใหม่ในปี 2562 คาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในช่วงครึ่งหลังของปี เนื่องจากในช่วงครึ่งแรกจะเป็นขั้นตอนการสรรหาผู้ชนะการประกวดราคาและโครงการต่างๆ น่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นหลังการเลือกตั้ง
  • ภายใต้เงื่อนไขที่การดำเนินการของรัฐบาลชุดใหม่ไม่กระทบความคืบหน้าของการเบิกจ่ายโครงการ Mega Projects อย่างมีนัยสำคัญ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าเม็ดเงินเบิกจ่ายในโครงการ Mega Projects ในปี 2562 จะสูงกว่าในปี 2561 ซึ่งจะสนับสนุนให้มูลค่าการก่อสร้างของภาครัฐ (GDP ก่อสร้างภาครัฐ) ในปี 2562 มีแนวโน้มเติบโตในอัตราเร่งขึ้นจากปี 2561

 

นับตั้งแต่ที่ภาครัฐประกาศแผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ระยะเร่งด่วน (Action Plan) ในปี 2559-2561 รวมถึงการเร่งรัดผลักดันโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งครอบคลุมจำนวนโครงการเป็นจำนวนมาก และมีเงินลงทุนรวมเป็นหลักหลายล้านล้านบาท ปัจจุบันหลายโครงการมีความคืบหน้า โดยมีโครงการที่สร้างเสร็จแล้วได้แก่ ท่าเทียบเรือ A ของท่าเรือแหลมฉบัง และในส่วนของงานโยธารถไฟฟ้าสายสีแดง และบางโครงการอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างเช่น โครงการรถไฟทางคู่เฟส 1 ทั้ง 7 เส้นทาง, โครงการรถไฟความเร็วสูงไทยจีนช่วง กรุงเทพ-นครราชสีมา ในส่วนของสัญญาที่ 1, รวมถึงโครงการรถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานครจำนวน 3 เส้นทาง อาทิ สายสีแดง, สายสีชมพู, และ สายสีเหลือง  ในขณะที่หลายโครงการมีความคืบหน้ามากขึ้นทั้งที่ได้รับการอนุมัติการลงทุนแล้วและอยู่ในขั้นตอนของการเตรียมที่จะเริ่มก่อสร้าง รวมถึงโครงการที่คาดว่าจะได้รับอนุมัติในช่วงที่เหลือของปี สะท้อนถึงเม็ดเงินส่วนเพิ่มจากเงินงบประมาณประจำปีที่มีแนวโน้มจะทยอยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนที่สำคัญของการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ

 

สำหรับทิศทางการลงทุนและก่อสร้างของภาครัฐในปี 2562 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย สรุปประเด็นสำคัญ ดังนี้

 

ปี 2562 มูลค่าการก่อสร้างโครงการภาครัฐคาดขยายตัว

ตามแผนพัฒนาระบบโลจิสติกส์ที่มีเป้าหมายเพื่อยกระดับความสามารถการแข่งขันฯ

 

ในปี 2562 จะเป็นปีที่มีการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งอาจมีช่วงเวลาที่ความต่อเนื่องของการดำเนินการโครงการต่างๆ อาจจะดำเนินการได้ช้าลง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ข้างต้น อยู่ภายใต้แผนพัฒนาระบบโลจิสติกส์ที่มีเป้าหมายเพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ ดังนั้น จึงเชื่อว่า โครงการส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดจะได้รับการสานต่อหรือผลักดันให้มีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง

ประเด็นที่น่าจับตาคือ โครงการที่ได้รับการอนุมัติแล้วและคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปี 2562 ที่มีมูลค่าโครงการรวมประมาณ 950,200 ล้านบาทแสดงให้เห็นถึงโมเมนตัมของการพัฒนารายพื้นที่ที่ภาครัฐเน้นเป็นยุทธศาสตร์ในการพัฒนาคือ พื้นที่ EEC ที่มีโครงการรัฐเป็นมูลค่ารวมเกือบ 684,018 ล้านบาทหรือคิดเป็นสัดส่วน 72 % ของมูลค่าโครงการที่อยู่ในแผนงานการก่อสร้างทั้งหมดของปี 2562 ซึ่ง ณ ปัจจุบัน อยู่ระหว่างกระบวนการสรรหาผู้ชนะการประกวดราคา อันประกอบด้วย โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามท่าอากาศยาน, โครงการท่าเรือแหลมฉบังและมาบตาพุดเฟสที่ 3, และโครงการเมืองการบินภาคตะวันออก โดยการวางโครงสร้างพื้นฐานถือเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาในพื้นที่นอกเหนือจากสิทธิประโยชน์ที่ได้รับผ่าน พรบ.EEC

 

นอกจากนี้ในส่วนโครงการที่ได้รับอนุมัตินอกเหนือจากโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับพื้นที่ EEC แล้ว ที่สำคัญยังมีโครงการรถไฟทางคู่เฟสที่ 2 เส้นทางเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ซึ่งเป็นรถไฟทางคู่สายใหม่ ที่คาดว่าจะก่อสร้างเป็นเส้นทางแรกจากทั้งหมด 9 เส้นทาง รวมถึงโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ) และรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก (ศูนย์วัฒนธรรม-บางขุนนนท์) ที่จะมีการประมูลภายในช่วงต้นปีและเชื่อว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2562 เช่นเดียวกัน

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ในปี 2562 ภายใต้เงื่อนไขของการเลือกตั้ง และการดำเนินงานของรัฐบาลชุดใหม่ไม่กระทบต่อความคืบหน้าของการดำเนินโครงการต่างๆอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงขั้นตอนการหาผู้ชนะการประกวดราคาของโครงการที่ได้รับการอนุมัติแล้วเป็นไปตามกำหนดที่วางไว้ คาดว่าจะเห็นความคืบหน้าของโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (Mega Projects) เป็นจำนวนมาก โดยหากพิจารณาความเป็นไปได้ของเม็ดเงินเบิกจ่ายที่จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจากโครงการที่กำลังก่อสร้างและโครงการใหม่ที่คาดว่าจะเริ่มก่อสร้าง โดยแบ่งการเบิกจ่ายเป็นเฟสย่อยๆ ตามความก้าวหน้าของแต่ละโครงการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ในปี 2562การเบิกจ่ายเงินของภาครัฐจาก Mega Projects สำคัญ อาจมีความเป็นไปได้ที่จะสูงกว่าปี 2561 โดยการเร่งตัวของการเบิกจ่ายน่าจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2562 หรือหลังผ่านการเลือกตั้งในช่วงครึ่งปีแรกแล้ว

 

ทั้งนี้ การประเมินมูลค่าการเบิกจ่ายของภาครัฐในโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในปี 2562 ที่เร่งตัวขึ้นเมื่อเทียบกับในปี 2561 ที่คาดว่าจะอยู่ทีี่ประมาณ 40,000 ล้านบาท เนื่องจากหลายโครงการอยู่ในขั้นตอนที่ต่อเนื่องของการเบิกใช้เงิน ได้แก่ รถไฟทางคู่เฟสที่ 1 ทั้ง 7 เส้นทาง, รถไฟฟ้าสายสีแดงที่ยังมีการเบิกจ่ายในส่วนของงานโยธาสถานีกลางบางซื่อ ขณะเดียวกันก็มีโครงการอีกกลุ่มหนึ่งที่คืบหน้ามาถึงจังหวะที่จะเริ่มก่อสร้างและเริ่มเบิกจ่ายเงินในปี 2562 ได้แก่ รถไฟทางคู่เฟสที่ 2 เส้นทางเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ, โครงการเมืองการบินภาคตะวันออก, ทางด่วนพระราม 3-ดาวคะนอง, และทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือตอน N2 นอกจากนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการที่ภาครัฐต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่ระบุในข้อกำหนดด้านความโปร่งใสในการก่อสร้างรัฐ (Construction Sector Transparency Initiative: CoST) ของกรมบัญชีกลาง และการเตรียมการออกกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (TFFIF) ขณะที่โครงการต่างๆ อยู่ในช่วงเริ่มต้นด้วย จึงทำให้การเบิกใช้เงินในช่วงปี 2560-2561 ที่ผ่านมา เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ขณะเดียวกัน การประเมินเม็ดเงินก้อนนี้ ได้คำนึงถึงเงื่อนไขการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนในโครงการหลักในพื้นที่ EEC ที่เป็นรูปแบบ PPP Net Cost ซึ่งเงินลงทุนก่อสร้างจะไม่ได้มาจากภาครัฐแต่ภาคเอกชนที่ชนะการประกวดราคาจะเป็นผู้ลงทุนเป็นหลักแล้ว

จากมูลค่าการก่อสร้างของภาครัฐอันประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญ คือ งบลงทุนจากรายจ่ายงบประมาณประจำปีซึ่งเบื้องต้นประเมินว่าในปี 2562 น่าจะเบิกจ่ายได้ในอัตราที่ใกล้เคียงกับในปี 2561 และอีกส่วนคือมูลค่าการเบิกจ่ายของภาครัฐในโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่คาดว่าจะเร่งตัวขึ้นในปี 2562 ภายใต้เงื่อนไขทั้งในประเด็นการเลือกตั้ง และ ขั้นตอนกระบวนการสรรหาผู้ชนะการประกวดราคามีความลงตัว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงประเมินว่ามูลค่าการก่อสร้างของภาครัฐ (GDP ก่อสร้างรัฐ) ในปี 2562 อาจมีศักยภาพของการเติบโตที่สูงกว่าปี 2561

 

แน่นอนว่า ในปี 2562 แนวโน้มที่ดีของเม็ดเงินก่อสร้างจากภาครัฐที่จะเข้าสู่ระบบที่สูงขึ้นกว่าปี 2561 นี้จะมีบทบาทกระตุ้นห่วงโซ่อุปทานทั้งในส่วนต้นน้ำ คือกลุ่มวัสดุก่อสร้าง และกลุ่มปลายน้ำคือกลุ่มผู้รับเหมาช่วง (Sub-contractors) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเมินต่อไปในช่วงปีถัดๆ ไป หรืออย่างน้อยในปี 2563 ที่คาดว่าการเบิกจ่ายเงินสำหรับการก่อสร้างโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐมีแนวโน้มที่จะเร่งตัวขึ้นอีก บนสมมติฐานที่ประเทศไทยมีเสถียรภาพทางการเมืองและมีการผลักดันโครงการเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง

 

สำหรับประเด็นที่ต้องติดตาม คงได้แก่ การบริหารจัดการแหล่งที่มาของเงินทุนทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชน ภายใต้สถานการณ์ที่ต้นทุนทางการเงินในประเทศมีแนวโน้มจะปรับตัวสูงขึ้นในช่วงปีข้างหน้า

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET supalai การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง