“แคปปิตอล วัน” แนะลดสเปรดดบ.กู้ซื้อบ้าน บรรเทามาตรการธปท.“เพิ่มเงินดาวน์”

แคปปิตอล วัน” โบรกเกอร์ที่มีสินทรัพย์ในการบริหารกว่า 30,000 ล้านบาท ระบุแบงก์ชาติ ควรมองและพิจารณาเรื่องสเปรดสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ เพื่อลดผลกระทบจากมาตรการ “เพิ่มเงินดาวน์”  ชี้ ดอกเบี้ยในระบบยังสูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน

 

นายวิทย์ กุลธนวิภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แคปปิตอล วัน เรียลเอสเตท จำกัด บริษัทที่ปรึกษาทางด้านอสังหาริมทรัพย์  และบริหารตลาดคอนโดมิเนียมในโซนสุขุมวิท ปัจจุบันมีสินทรัพย์ในการบริหาร 12 โครงการ มูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท เปิดเผยว่า  จากมาตรการกำกับการปล่อยสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)หรือ แบงก์ชาติ ประกาศใช้ซึ่งครอบคลุมทั้งบ้านและคอนโด ในระยะสั้นจะมีผลกระทบต่อตลาดเชิงจิตวิทยาอย่างแน่นอน ทำให้ลูกค้าชะลอกำลังซื้อเพื่อดูแนวโน้มการขึ้นลงของราคาในตลาด

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวอยากให้มองถึงสภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ ในระยะกลางและยาวที่มาตรการนี้ จะทำให้เกิดเสถียรภาพของตลาดและไม่ก่อให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมาวิกฤติเศรษฐกิจที่รุนแรง จะเกิดมาจากภาคอสังหาริมทรัพย์และภาคการเงิน  ทั้งวิกฤติการณ์ต้มยำกุ้งในประเทศไทย ปี 2540 ซึ่งเกิดมาจากการเพิ่มขึ้นของราคาและการเก็งกำไรในตลาดตามด้วยการปรับตัวของค่าเงินอย่างรุนแรงทำให้เกิด NPL จำนวนมาก และวิกฤติ Sub prime ในปี 2551 ประเทศสหรัฐอเมริกาที่เกิดจากการเพิ่มขึ้นของราคาอสังหาริมทรัพย์ค่อนข้างสูงยกตัวอย่างเช่นในระยะ 1 ปีราคาเพิ่มขึ้น 200% ในบางรัฐ และในภาคการเงินมีการปล่อยสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอเมริกาในช่วงนั้น LTV สูงถึง 100% โดยธนาคารใช้เครื่องมือทางการเงิน เรียกว่า Mortgage insurance มารับความเสี่ยงของ LTV ที่สูงขึ้น จนบานปลายเกิดหนี้เสียและมาถึงการล่มสลายของ เลห์แมน บราเธอร์ส( lehman brothers )ทำให้บานปลายลุกลามไปทั่วโลก

 

ปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบัน จากข้อมูลการการปล่อยสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ Personal Housing Credit จะเพิ่มขึ้นประมาณปีละ 5.5-7% ซึ่งอยู่ในระดับนี้มาตั้งแต่ปี 2558 จะเห็นได้ ด้าน Demand ความต้องการที่อยู่อาศัยยังคงเพิ่มขึ้นปกติ แต่ในด้าน Supply การขอจดทะเบียนอาคารชุดตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม 2561 ในเขตกรุงเทพมหานครมีจำนวนถึง 37,651 หน่วย มากกว่าปี 2560 ทั้งปี ที่จดทะเบียนห้องชุด 34,490 หน่วย* ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นในอัตราประมาณ 30% จากปีที่แล้ว และแนวโน้มในปีหน้าจะมีห้องชุดที่กำลังสร้างอยู่และจะเข้าสู่ตลาดในเขตกรุงเทพมหานครสูงถึงประมาณ 60,000 หน่วยทำให้แบงก์ชาติเกิดความกังวลในภาคอสังหาริมทรัพย์ จึงออกมาตรการดังกล่าว ผู้เกี่ยวข้องในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จึงต้องใช้ความอดทนเพื่อเสถียรภาพของตลาดในระยะกลางและยาว

 

พร้อมกันนี้ นายวิทย์ ยังได้ตั้งข้อสังเกตุว่า การที่ผู้ประกอบการณ์อสังหาริมทรัพย์ป้อนสินค้าเข้าสู่ตลาดมากเกินไป Supply มากกว่า Demand แต่กลไกด้านราคายังผิดปกติเพราะว่าราคาอสังหาริมทรัพย์ยังคงสูงขึ้นต่อเนื่องมากกว่า 10-15 % ต่อปีสำหรับโครงการเปิดขายใหม่ ซึ่งไม่ใช่การปั่นราคาเหมือนวิกฤติต้มยำกุ้งหรือ sub prime  แต่เกิดจากต้นทุนที่ดินในราคาที่สูงขึ้น เพราะผู้พัฒนาโครงการมีความต้องการในที่ดินค่อนข้างสูงเพื่อนำมาพัฒนา โดยบางรายร่วมทุนกับบริษัทพัฒนาโครงการต่างชาติซึ่งมีศักยภาพการลงทุนสูง ทำให้ผลักดันให้ตลาดราคาที่ดินสูงขึ้นอย่างมากใน 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยแนวโน้มราคาที่ดินจะปรับตัวลงภายในระยะเวลา 6 เดือนข้างหน้าจากผลกระทบจากมาตรการทำให้ผู้พัฒนาโครงการชะลอการซื้อที่ดิน และทำให้ราคาขายของที่อยู่อาศัยจะอยู่ในระดับคงตัว ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการณ์อสังหาริมทรัพย์ทำงานได้ง่ายขึ้นและทำราคาขายไม่สูงจนเกินไป ทำให้เกิดผลดีกับตลาดโดยรวม

 

แนะลดสเปรดดบ.เพิ่มกำลังซื้อบ้านและคอนโดฯ

“อยากให้ แบงก์ชาติ มองตลาดสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ให้รอบด้าน เนื่องจากการออกมาตรกร LTV ที่เกิดขึ้นจะก่อให้เกิดผลกระทบด้านการลดลงของ Demand อย่างแน่นอน จึงอยากให้พิจารณาถึงมาตรการช่วยเหลือหรือเพิ่มกำลังซื้อ” นายวิทย์กล่าว พร้อมกับยกตัวอย่างถึงมาตรการช่วยเหลือเพื่อเพิ่มกำลังซื้อ เช่น การกำหนดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อการกู้ซื้อที่อยู่อาศัย ให้ลดลงจากอัตราดอกเบี้ยปัจจุบัน ซึ่งธนาคารปัจจุบันส่วนใหญ่จะปล่อยสินเชื่อในอัตราเฉลี่ยตลอดอายุสัญญา 5.5-6.5 % ต่อปี ซึ่งถือว่าสูงเมื่อเทียบกับประเทศในเอเชีย เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวัน ในขณะที่ต้นทุนทางการเงินใกล้เคียงกันเช่นอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก และการกำหนด LTV ที่ลดลงจะทำให้ธนาคารเกิดความเสี่ยงน้อยลง ดังนั้นอัตราดอกเบี้ยควรจะลดลงตามสภาพความเสี่ยงการปล่อยสินเชื่อ

 

“การลดลงของอัตราดอกเบี้ย 1% จะทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นถึง 10% และอยากให้ดูแลเรื่องอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นมาตรการระยะยาว เพื่อเพิ่มกำลังซื้อผู้บริโภค เพราะที่ผ่านมาเป็นเพียงมาตรการอัตราดอกเบี้ยในระยะสั้นจากธนาคารของรัฐบาลในยอดเงินจำกัด ทำให้ไม่ได้ผลกระทบในมุมกว้าง” นายวิทย์ กล่าวให้ความเห็นในตอนท้าย

 

 

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง