ส่อง ! อุตสาหกรรมก่อสร้างไทยปี’62 เติบโต 6.5%

ในปี 2562 (ค.ศ.2019) มูลค่าการก่อสร้างรวมของไทยมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นราว 6.5%เทียบปีต่อปี (YOY)เป็น 1.38 ล้านล้านบาทโดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการปรับตัวขึ้นของปริมาณ และมูลค่าโครงการก่อสร้างทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยการก่อสร้างภาครัฐคาดเติบโตราว 9%YOY เป็นมูลค่าราว 8.15 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการก่อสร้างโครงการโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก และการก่อสร้างภาคเอกชนคาดเติบโตราว 3.5% YOY เป็นมูลค่าราว 5.6 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากกการก่อสร้างคอนโดมิเนียมตามแนวรถไฟฟ้าและโครงการอาคารพาณิชยกรรมประเภทสํานักงานและ mixed-use เป็นหลัก

 

จากรายงานในบทความศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) โดย ดร.สุปรีย์ ศรีสำราญ และ คุณกณิศ อ่ำสกุล ระบุว่า การขยายตัวของมูลค่าก่อสร้างสงผลบวกโดยตรงต่อผู้ประกอบการที่อยู่ใน value chain ของอุตสาหกรรมก่อสร้าง ได้แก่ที่ปรึกษาทางด้านวิศวกรรมก่อสร้าง ผู้รับเหมาก่อสร้าง ผู้รับเหมาช่วงที่เกี่ยวข้องกับงานก่อสร้าง เช่น งานฐานราก งานก่อสร้างงานตกแต่งภายใน และผู้ผลิตและจําหน่ายวัสดุก่อสร้าง เป็นต้น ซึ่งผู้ประกอบการควรเตรียมทรัพยากรให้พร้อมสําหรับงานเหล่านี้มูลค่าการก่อสร้างภาครัฐของไทยมีแนวโน้มเติบโตราว 9%เทียบปีต่อปี (YOY) ขึ้นมาอยู่ในระดับ 8.15 แสนล้านบาทในปี 2019โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการขยายตัวของโครงการก่อสร้างทั่วไป และโครงการเมกะโปรเจกต์ด้านคมนาคม

 

ในส่วนการก่อสร้างโครงการทั่วไป เช่น การก่อสร้างและบํารุงรักษาถนน ระบบนํ้าและสิ่งปลูกสร้างของหน่วยงานภาครัฐ มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องสะท้อนจากการปรับเพิ่มขึ้นของงบประมาณการลงทุนของหน่วยงานราชการหลักในปีFY2019 ได้แก่ กรมทางหลวงมีการเติบโต 13%YOY มาอยู่ที่ 1.13 แสนล้านบาท, กรมชลประทานมีการเติบโตราว 31%YOY มาอยู่ที่ 5.9 หมื่นล้านบาท และกรมทางหลวงชนบทมีการเติบโตราว 1% มาอยู่ที่ 4.5 หมื่นล้านบาท ขณะที่งบประมาณการลงทุนของกรมโยธาธิการและผังเมืองลดตัวเล็กน้อยราว 2% YOY มาอยู่ที่ 2.4 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้การเบิกจ่ายงบประมาณการลงทุนในไตรมาสแรกของปี2019FY สามารถเบิกจ่ายได้ 12.8% ซึ่งอยู่ในกรอบค่าเฉลี่ยของการเบิกจ่ายงบประมาณในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาที่ 9.3% – 19.7%

รูปที่ 1: ประมาณการตลาดงานก่อสร้างทั้งภาครัฐและภาคเอกชนระหว่างปี2016-2021 (หน่วย : พันล้านบาท)

รูปที่ 2: งบลงทุนของ 4 กรมหลักที่เกี่ยวข้องกับงานก่อสร้างมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

สําหรับโครงการเมกะโปรเจกต์คมนาคมโครงการสําคัญที่ดําเนินการต่อเนื่องอยู่ในปัจจุบัน (ongoing projects) highlight ยังคงอยู่ที่การพัฒนาโครงการระบบขนส่งทางราง ทั้งในบริเวณกรุงเทพฯ ปริมณฑลและภูมิภาค ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าบริเวณกรุงเทพฯและปริมณฑล อาทิเช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว(หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) วงเงินลงทุน 5.9 หมื่นล้านบาท, โครงการรถไฟฟ้าสีส้มฝั่งตะวันออก (ศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี) วงเงินลงทุน 1.1 แสนล้านบาท,โครงการรถไฟฟ้าสีชมพู (มีนบุรี-แคราย) วงเงินลงทุน 5.7 หมื่นล้านบาท และโครงการรถไฟฟ้าสีเหลือง (ลาดพร้าว-สําโรง) วงเงินลงทุน 5.5 หมื่นล้านบาท

 

ทั้ง 4 โครงการมีความคืบหน้า ณ เดือน พ.ย.2018  อยู่ราว 85.8%, 22.8%, 11.8% และ 11.5%(ตัวเลข ณ สิ้นเดือน พ.ย. 2018) ตามลําดับ และโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 1 จํานวน 5 เส้นทางระยะทางรวมประมาณ 700 กิโลเมตร วงเงินลงทุนรวมราว 9.6 หมื่นล้านบาท ที่มีความคืบหน้าราว7.3% ในช่วงเวลาเดียวกัน

หมายเหตุ: *ตัวเลขแสดงถึงความสําเร็จของงานโยธาเมื่อเปรียบเทียบกับแผนงาน โดย + หมายถึงเร็วกว่าแผนงานที่วางไว้และ – หมายถึงช้ากว่าแผนงานที่วางไว้

ที่มา: การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของกระทรวงคมนาคม

 

นอกจากนี้ยังมี มอเตอร์เวย์เส้นทางบางปะอิน-นครราชสีมาและเส้นทางบางใหญ่-บ้านโป่ง-กาญจนบุรี ซึ่งมีวงเงินลงทุนราว 8.5 และ 5.7 หมื่นล้านบาทตามลําดับ รวมถึงการพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 ที่มีโครงการก่อสร้างการดําเนินการของบริษัท ท่าอากาศยานไทย(จํากัด) มหาชน (ทอท.) อาทิเช่น โครงการก่อสร้างอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 ลานจอดอากาศยาน และอุโมงค์ทางทิศใต้ มูลค่าสัญญาราว 1.6 หมื่นล้านบาท, โครงการก่อสร้างส่วนขยายอาคารผู้โดยสารตะวันออก และอาคารสํานักงานสายการบินและที่จอดรถ มูลค่าสัญญาราว 5 พันล้านบาท, การจัดซื้อพร้อมติดตั้งระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (Automatic People Mover: APM) อีกราว3 พันล้านบาท เป็นต้น อีกทั้งยังมีการพัฒนาสนามบินส่วนภูมิภาคภายใต้การดําเนินการของกรมท่าอากาศยาน(ทย.) เช่น สนามบินแม่สอด จ.ตาก ท่าอากาศยานเบตง จ.ยะลา ท่าอากาศยานสกลนคร ท่าอากาศยานกระบี่ ซึ่งโครงการคมนาคมทั้งในระบบการขนส่งทางบก นํ้า และอากาศ เหล่านี้จะเป็นแรงผลักดันสําคัญของอุตสาหกรรมก่อสร้างในระยะเวลา 3-5 ปีข้างหน้า

 

สําหรับโครงการเมกะโปรเจกต์คมนาคมที่เริ่มประมูลในปลายปี 2018 และในระยะกลาง ยังคงโฟกัสอยู่ในบริเวณ EEC, โครงการรถไฟฟ้าในบริเวณกรุงเทพฯและโครงการรถไฟทางคู่ในภูมิภาค และโครงการทางด่วนพิเศษ สําหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมที่ถูกผลักดันจากนโยบาย EEC ส่วนใหญ่เป็นโครงการส่งเสริมทั้งในด้านการขนส่งผู้โดยสารและสินค้า โดยโครงการที่มีการประมูลแล้วเสร็จ ได้แก่ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ที่มีมูลค่าการลงทุนถึง 2.4 แสนล้านบาท โดยอยู่ระหว่างการเจรจากับกิจการร่วมค้า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จํากัด และพันธมิตร ซึ่งคาดว่าจะสามารถเริ่มการก่อสร้างอย่างเต็มรูปแบบได้ตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นไป

 

ส่วนโครงการที่มีการขายซองประมูลแล้วในช่วง ไตรมาส 4 ปี 2018 และเริ่มให้เอกชนยื่นข้อเสนอการประมูลในช่วงไตรมาส1 ปี 2019ได้แก่

 1) โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 มูลค่าการลงทุน 1.55 แสนล้านบาท ซึ่งจะเสริมสร้างศักยภาพในการขนส่งตู้สินค้าเพิ่มขึ้นจาก 7.7 ล้านตู้ต่อปีในปจจุบันเป็น  18.1 ล้านตู้ต่อปีและการขนส่งรถยนต์จาก 2 ล้านคันต่อปีเป็น 3 ล้านคันต่อปี

2) โครงการพัฒนาท่าเรือมาบตาพุดระยะที่ 3 มูลค่าการลงทุน 5.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะเพิ่มความสามารถในการรองรับปริมาณการขนส่งก๊าซธรรมชาติได้ราว 16 ล้านตัน

และ 3) โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ซึ่งนอกจะเป็นการอํานวยความสะดวกในการเดินทางสู่ภาคตะวันออกและลดความแออัดของสนามบินหลัก 2 แห่งแล้ว ยังเป็นการพัฒนาธุรกิจที่ต่อเนื่องกับการบิน เช่น การซ่อมบํารุงและการผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน การขนส่งสินค้าทางอากาศยาน เป็นต้น

รูปที่ 3: ขอบเขต ความรับผิดชอบ และระยะเวลาดําเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานในบริเวณ EEC (หน่วย: พันล้านบาท)

 

หมายเหตุ: เมืองการบินภาคตะวันออก ท่าอากาศยานอู่ตะเภา เฟสที่ 1 l *ประเมินจากรูปแบบ PPP ที่มีความเหมาะสมมากที่สุด

ที่มา: การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของสํานักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก

 

นอกจากนี้  โครงการที่เตรียมการประมูลในปี 2019 และระยะกลาง (ระหว่างช่วงปี 2020-2021) เช่น โครงการรถไฟฟ้าภายในบริเวณกรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีส้มตะวันตก โครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีม่วงใต้ และโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีแดงเข้ม มูลค่าลงทุนรวมกว่า 3 แสนล้านบาท คาดว่าจะเริ่มประมูลได้ราวปี 2019-2020 โครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-หนองคายระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ที่เริ่มกระบวนการประมูลโครงการในตอนที่ 2 ช่วงสีคิ้ว-กุดจิก มูลค่าราว 5 พันล้านบาทในไตรมาส 4 ปี 2018 และเตรียมจะประมูลตอนที่ 3 ช่วงแก่งคอย-นครราชสีมา และตอนที่ 4 ช่วงบางซื่อ-แก่งคอย ระยะทางรวม240 กิโลเมตร วงเงินลงทุนรวมราว 1.75 แสนล้านบาทต่อไป

 

นอกจากนี้ ยังมีโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 จํานวน 9 เส้นทาง ระยะทางรวม 2,200 กิโลเมตร วงเงินลงทุนรวมราว 4.4 แสนล้านบาท คาดว่าจะเริ่มประมูลช่วง 1Q2019 และเริ่มก่อสร้างในครึ่งหลังของปี 2020 โครงการทางถนนได้แก่ ทางพิเศษเส้นทางพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกตะวันตก วงเงินลงทุน 3.1 หมื่นล้านบาท และโครงการก่อสร้างทางพิเศษขั้นที่ 3 สายเหนือตอน N2 และ E-W corridor ด้านตะวันออกวงเงินลงทุน 1.75 หมื่นล้านบาท ซึ่งโครงการเหล่านี้จะเป็นแรงส่งอีกระลอกให้อุตสาหกรรมก่อสร้างก้าวต่อไปอย่างมั่นคงในระยะกลาง

ในปี 2019 การก่อสร้างภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัว 3.5%YOY เป็น 5.6 แสนล้านบาท โดยมีแรงขับเคลื่อนจากหมวดที่พักอาศัยและอาคารพาณิชยกรรมเป็นหลัก การก่อสร้างที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะโครงการคอนโดมิเนียมตามแนวรถไฟฟ้าที่คาดว่าจะมีมูลค่าการก่อสร้างปรับตัวขึ้น 4%YOY มาอยู่ที่ 3.2 แสนล้านบาท ตัวอย่างโครงการที่สําคัญ เช่น โครงการ XT series มูลค่าโครงการ 2.1 หมื่นล้านบาท, โครงการ Lifeลาดพร้าว มูลค่าโครงการ 1.4 หมื่นล้านบาท, โครงการ One9Five มูลค่าโครงการ 7 พันล้านบาท เป็นต้น ในด้านการก่อสร้างอาคารพาณิชกรรมคาดว่าจะเติบโต 2%YOY มาอยู่ที่ 1.25 แสนล้านบาท จากการขยายตัวของอาคารสํานักงานและอาคาร mixed-use โดยเฉพาะการก่อสร้างอาคารสํานักงาน ซึ่งคาดว่าจะเติบโตได้ดีเนื่องจากอัตราการเช่าอาคารสํานักงาน (occupancy rate) ในพื้นที่ย่านศูนย์กลางธุรกิจ (Central Business District: CBD) และรอบนอก (Non-CBD) ในปี 2019 คาดว่าอยู่ที่91.5% และ 83.1% ตามลําดับ ซึ่งเป็นระดับที่สูง จึงมีความต้องการในการสร้างอาคารใหม่เพิ่มเติม โดยในปี 2019 มีโครงการอาคารพาณิชยกรรมขนาดใหญ่ที่จะดําเนินการก่อสร้างยกตัวอย่างเช่น โครงการ One Bangkok มูลค่าโครงการ 1.2 แสนล้านบาท, โครงการ The PARQ มูลค่าโครงการ 2หมื่นล้านบาท, โครงการ 548 เพลินจิตมูลค่าโครงการ 1 หมื่นล้านบาท เป็นต้น

 

รายได้ของผู้ประกอบการทั้งผู้รับเหมางานภาครัฐ และผู้รับเหมางานภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัวขึ้นในช่วงปี 2019-2020 ตามการเติบโตของภาคการก่อสร้างไทย โดยอีไอซีแบ่งผู้ประกอบการออกเป็น 3 กลุ่มประกอบด้วย 1) กลุ่มผู้รับเหมาขนาดใหญ่ที่รับงานได้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งคาดว่ารายได้จากการก่อสร้างของผู้ประกอบการในกลุ่มนี้มีแนวโน้มขยายตัวได้ราว 8% ต่อปี ระหว่างปี 2019-2020 โดยมีปจจัยสนับสนุนหลัก จากการขยายตัวของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม ทั้งโครงการที่มีการลงทุนต่อเนื่อง (ongoing projects)ตั้งแต่ปี 2018 ที่ผ่านมา เช่น รถไฟฟ้าสายสีเหลืองและสีชมพู รวมถึงโครงการใหม่ที่เปิดประมูลในช่วงปลายปี 2018-2019 เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 และท่าเรือมาบตาพุดระยะที่ 3เป็นต้น

 

ขณะที่ 2) กลุ่มผู้รับเหมาที่เน้นงานภาครัฐ โดยเฉพาะงานก่อสร้างทั่วไปของหน่วยงานรัฐ เช่น งานก่อสร้างและบํารุงรักษาถนน ของกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท งานก่อสร้างเขื่อนขนาดเล็กกองกรมชลประทานหรือ โครงการก่อสร้างแหล่งเก็บนํ้าของกรมโยธาธิการและผังเมือง คาดว่าจะมีรายได้ที่เติบโตขึ้นปีละ 10%YOY ในช่วงปี 2019-2020 ตามการขยายตัวของงบลงทุนจากหน่วยงานภาครัฐ

 

สุดท้าย 3) กลุ่มผู้รับเหมาที่เน้นงานก่อสร้างภาคเอกชน คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตของรายได้โดยเฉลี่ยอยู่ที่ราว 2-3%YOY ในช่วงปี 2019-2020 ตามการเติบโตของโครงการคอนโดมิเนียม ออฟฟิศสํานักงาน รวมถึงโครงการ mixed-use ขนาดใหญ่ที่กําลังอยู่ในขั้นตอนก่อสร้างอีก 5 โครงการ มูลค่ารวมถึง 2.15 แสนล้านบาท ที่เป็นอีกหนึ่งปจจัยสนับสนุนต่อรายได้ของผู้รับเหมาในกลุ่มนี้

 

รูปที่ 4: ประมาณการรายได้ของผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างในช่วงปี 2014-2020

หมายเหตุ: *รายได้ของกลุ่มผู้ประกอบการที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์และไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์รวม ~400 บริษัท โดยแบ่งกลุ่มผู้ประกอบการตามประเภทของงานก่อสร้าง

ที่มา: การวิเคราะห์โดย EIC จากข้อมูลของ Bloomberg, BOL-ENLITE และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)

 

3 ปัจจัยต้องจับตามอง “ราคาวัสดุฯ-แรงงาน-กฎระเบียบรัฐ”

อย่างไรก็ตาม สําหรับอุตสาหกรรมก่อสร้างในปี 2019 อีไอซี มองว่า ราคาวัสดุก่อสร้าง แรงงาน และนโยบายและกฎระเบียบ ยังเป็น 3 ปัจจัยที่ต้องจับตามอง กล่าวคือ ราคาปูนซีเมนต์ มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น 1-3%YOY ในช่วงปี 2019-2020 ตรงกันข้ามกับราคาเหล็กเส้นที่คาดว่าจะปรับตัวลดลง 5-8%YOY ซึ่งประเมินว่าต้นทุนคาวัสดุก่อสร้างของผู้รับเหมาในช่วง 1-2 ปีข้างหน้าจะอยู่ในระดับที่ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก ทั้งนี้ ต้นทุนค่าวัสดุก่อสร้างมีสัดส่วนประมาณ 60% ของมูลค่าก่อสร้างทั้งหมด (อ้างอิงจากมาตรฐานราคาค่าก่อสร้างอาคาร, Thai Appraisal Foundation) โดยมีปูนซีเมนต์และเหล็กเป็นวัสดุก่อสร้างหลักที่คิดเป็นสัดส่วนโดยเฉลี่ยถึง 35% และ 15% ของมูลค่าก่อสร้างทั้งหมด ตามลําดับ ซึ่ง อีไอซี ประเมินว่า แม้ราคาขายปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์จะมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น 1-3%YOY มาอยู่ที่ 1,705-1,755บาทต่อตัน ในช่วงปี 2019-2020 โดยมีปจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ตามการ เติบโตของภาคการก่อสร้างไทย (demand pull)

 

ราคาขายเหล็กเส้นกลม (rebar) สําหรับงานก่อสร้างยังคงถูกกดดันจากกําลังการผลิตเหล็กส่วนเกินในจีน ที่ยังคงอยู่ในระดับสูงสะท้อนจากความต้องการใช้เหล็กที่คาดว่าจะหดตัวลงมากกว่าตัวเลขการปรับลดกําลังการผลิต ส่งผลให้ราคาขายเหล็กเส้นกลมของไทยมีแนวโน้มปรับตัวลง 8%YOY มาอยู่ที่ 18,800 บาทต่อตันในปี 2019 และหดตัวต่อเนื่อง 5%YOY มาอยู่ที่ 17,900 บาทต่อตันในปี 2020 ภายใต้สถานการณ์ที่ อีไอซี มองว่าต้นทุนค่าวัสดุก่อสร้างของผู้รับเหมาในช่วง 1-2 ปีข้างหน้าจะอยู่ในระดับที่ไม่เปลี่ยนแปลงจากปีที่ผ่านมามากนัก

รูปที่ 5: ส่วนประกอบของค่าก่อสร้าง และประมาณการราคาขายเหล็กเส้น (rebar) และราคาขายปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ (portland) ของไทยในช่วงปี 2010-2020 

การขยายตัวของอุตสาหกรรมก่อสร้างในช่วงปี 2019-2020 จะส่งผลให้ความต้องการจ้างแรงงานเพิ่มสูงขึ้นปีละ 40,000-110,000 คน และเป็นปัจจัยหลักที่กดดันให้อัตราค่าจ้างปรับตัวสูงขึ้น อีไอซีประเมินว่า การขยายตัวภาคของการก่อสร้างไทยในช่วงปี 2019-2020 จะส่งผลให้ความต้องการจ้างแรงงานปรับตัวสูงขึ้นจาก 2.48 ล้านคน ในปีที่ผ่านมา เป็น 2.52 ล้านคน ในปี 2019 และ 2.63 ล้านคน ในปี 2020

 

ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณจ้างงานของภาคการก่อสร้างไทยในอดีต พบว่าอุตสาหกรรมก่อสร้างของไทยสามารถจ้างงานสูงสุดราว 2.75 ล้านคน ในปี 2013 ซึ่งแสดงว่าผู้รับเหมายังมีทางเลือกในการจัดหาแรงงานจากช่องทางอื่นๆ มาตอบสนองความการต้องการจ้างงานที่ปรับขึ้นในช่วงปี 2019-2020 ได้โดยการดึงแรงงานจากภาคผลิต ภาคโรงแรมและการบริการอาหาร เป็นต้น หรือในอีกมุมหนึ่ง ผู้รับเหมายังสามารถเลือกใช้เทคโนโลยีก่อสร้างที่ช่วยประหยัดการใช้แรงงานลง อาทิเช่น BIM, drones หรือ Prefabricated building components ได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ความต้องการแรงงานในภาคการก่อสร้างจะเพิ่มขึ้น คาดว่าจะกระตุ้นให้ต้นทุนค่าจ้างแรงงานซึ่งในปจจุบันคิดเป็น 20% ของมูลค่าก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

รูปที่ 6: ประมาณการความต้องการแรงงานของภาคการก่อสร้างไทยในช่วงปี 2014-2020

การปรับปรุงและบังคับใช้กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับภาคการก่อสร้างในช่วงปี 2019 จะเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายต่อผู้รับเหมาก่อสร้าง การปรับปรุงและบังคับใช้กฎระเบียบคืออีกหนึ่งปจจัยสําคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการก่อสร้างไทย อย่างเช่นในช่วงปี 2017-2018 การเริ่มใช้ “พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560” และ “พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของภาครัฐ พ.ศ. 2561” ได้ส่งผลให้โครงการก่อสร้างภาครัฐ เช่น รถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออกและรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 ล่าช้ากว่าแผนงานเดิม

 

สําหรับปี 2019 อีไอซี มองว่า การปรับปรุงและบังคับใช้กฎระเบียบนั้น เต็มไปด้วยโอกาสและความท้าทายต่อผู้รับเหมาก่อสร้าง ยกตัวอย่างเช่น นโยบาย “Macroprudential สําหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัย” ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2019 เป็นต้นไป มีแนวโน้มที่จะส่งผลให้จํานวนหน่วยเปิดใหม่ของโครงการที่พักอาศัยโดยเฉพาะคอนโดมิเนียมที่มักใช้ระยะเวลาก่อสร้างโดยเฉลี่ยประมาณ 2 ปีนั้น ชะลอตัวลง และเป็นปจจัยกดดันต่อมูลค่าก่อสร้างที่พักอาศัยในช่วงปี 2020-2021 ขณะที่ “กฎหมายผังเมืองกทม. ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4” ที่คาดว่าจะสามารถประกาศใช้ได้ช่วงปลายปี 2019 ที่มีสาระสําคัญ เช่น การขยายพื้นที่สีแดงพาณิชยกรรมจากศูนย์กลางเมืองช่วง ถ.สุขุมวิทตอนต้นไปยังช่วงปลายสุขุมวิท รวมถึงย่านคลองเตย การเพิ่มอัตราส่วนพื้นที่อาคารต่อพื้นที่ดิน(FAR) สําหรับที่ดินตามแนวรถไฟฟ้าสายสีเขียวและส่วนต่อขยาย สายสีนํ้าเงิน และสายสีแดง รวมถึงการเพิ่มการใช้ประโยชน์ที่ดินรอบสถานีร่วมของรถไฟฟ้า ล้วนเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งส่งผลบวกโดยตรงต่อผู้รับเหมางานเอกชนขนาดใหญ่ เป็นต้น

 

โดยสรุป ภาวะอุตสาหกรรมก่อสร้างยังคงสดใสทั้งในปี 2019 และระยะกลาง โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนาดใหญ่ รวมถึงโครงการขนาดกลางและเล็กที่มีการประมูลจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การก่อสร้างภาคเอกชนยังคงถูกขับเคลื่อนด้วยโครงการคอนโดมิเนียมตามแนวรถไฟฟ้า อาคารพาณิชยกรรม ซึ่งจะสอดคล้องกับรายได้ของผู้รับเหมาขนาดใหญ่และกลางที่รับงานได้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่มีแนวโน้มปรับตัวตามไปด้วย นอกจากนี้ยังรวมถึงผู้ประกอบการที่อยู่ใน value chain ของอุตสาหกรรมก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง ขณะที่ราคาวัสดุก่อสร้าง แรงงาน และนโยบายและกฎระเบียบ ยังเป็น 3 ปัจจัยที่ต้องจับตามองในปี 2019 ต่อไป

 

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง