SC เดินเกมคู่ขนานลงทุนในไทย-ไล่ช้อปอสังหาฯตปท.

เอสซีฯรับปีหมูเจอโจทย์ยาก เป็นปีแห่งความท้าทายจากมาตรการLTV-ดอกเบี้ยปรับสูง ต้องประเมินสถานการณ์รายเดือน ประกาศเตรียมปิดดีลซื้ออพาร์ตเมนต์เมืองบอสตัน มูลค่า 1,000 ล้านบาทภายในครึ่งปีแรก62 สนผนึกพันธมิตรขยายธุรกิจใหม่สร้างรายได้ระยะยาว จ่อผุด 13 โครงการใหม่ รวมมูลค่า 22,700ล้านบาท ปรับลดเป้ารายได้เหลือ 19,000 ล้านบาท

 

นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)หรือ SC เปิดเผยว่าปี 2562 นี้เป็นปีแห่งความท้าทายสูง โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 3.8-4.6% ซึ่งเป็นตัวเลขแบบเติบโตกระจุกโตในบางอุตสาหกรรมเท่านั้น โดยธุรกิจอสังหาฯถือว่ายังไม่สดใส เพราะมีความท้าทายจากมาตรการกำกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Loan to Value: LTV) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และต้นทุนอัตราดอกเบี้ยที่ปรับสูงขึ้น โดยเชื่อว่าในปีนี้การเปิดตัวโครงการใหม่จะลดลงประมาณ 4% จากปี2561 ที่มีโครงการเปิดตัวใหม่ มูลค่ารวม 561,000 ล้านบาท ขณะที่ความต้องการซื้อคาดว่าจะลดลง 9% จากปีที่ผ่านมา ที่มีการซื้อ มูลค่ารวม 238,000 ล้านบาท ในขณะที่ซัพพลายในตลาด คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อนที่มีซัพพลาย มูลค่ารวม 845,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยลดลงมากกว่าจำนวนโครงการที่เปิดตัวใหม่ในปีนี้ จึงทำให้ซัพพลายในตลาดคงค้างมากขึ้น

“ความยากที่สุดในการทำอสังหาฯในปีนี้คือ การดำเนินธุรกิจที่เผชิญกับความไม่แน่นอนของปัจจัยต่างๆทั้งในและต่างประเทศ  ที่ยังคาดการณ์ได้ยาก โดยเฉพาะมาตรการLTV ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 เมษายน 2562 นี้ ซึ่งจะมีผลกระทบด้านตัวเลขสัดส่วนลูกค้าในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบประมาณ 10-15% ซึ่งยังไม่สามารถประเมินได้ว่าลูกค้ามีความสามารถในการวางเงินดาวน์ได้เท่าไหร่ ขณะนี้ต้องดูสถานการณ์เป็นรายเดือน ซึ่งจะทำให้สามารถปรับตัวได้ทันท่วงที ทั้งนี้ต้องดูสถานการณ์หลังเลือกตั้งว่าทิศทางของประเทศไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป”นายณัฐพงศ์กล่าว

 

ส่วนความคืบหน้าในการลงทุนเข้าซื้ออสังหาฯในสหรัฐอเมริกา ภายใต้การลงทุนของบริษัท เอสซี อัลฟ่า อินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (SC ALPHA) ซึ่ง SC ถือหุ้นในสัดส่วน 100% โดยวางแผนในการเข้าซื้ออพาร์ตเมนต์ในสหรัฐฯ ปีละ 1 อาคาร งบประมาณไม่เกิน 30 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1,000 ล้านบาท  ล่าสุดคาดว่าจะเข้าซื้ออพาร์ตเมนต์อาคารแรก ที่เมืองบอสตัน ได้ภายในครึ่งปีแรก2562 นี้ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 25-30 ล้านเหรียญสหรัฐฯหรือประมาณ 800-1,000 ล้านบาท  ซึ่งแหล่งเงินทุนในการเข้าซื้ออพาร์ตเมนต์ดังกล่าวนี้มาจากการยืมจากสถาบันการเงินจากสหรัฐฯ   โดยอาคารดังกล่าวจะแบ่งเป็น 2 ส่วนๆแรกเป็นที่พักเดิมที่มีผู้อยู่อาศัยแล้ว 90% และส่วนที่2 จะเป็นส่วนขยาย ที่ขณะนี้อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ที่จะแล้วเสร็จในไตรมาส4/2562 นี้ ซึ่งอาคารดังกล่าวให้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 4% ต่อปี และค่าเช่ามีการปรับขึ้นเฉลี่ย 5-10%  คาดว่าจะถือครองทรัพย์สินดังกล่าวเป็นระยะยาวมากกว่า 3 ปี  หากจะมีการขายอาคารดังกล่าวต่อ คาดว่าจะมีอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) ไม่ต่ำกว่า 15-20%

 

“ตลาดเช่าในสหรัฐฯมีอัตราการเติบโตที่ดีมาก และการที่เราเลือกซื้ออพาร์ตเมนต์ในบอสตัน เพราะมองว่าเป็นศูนย์กลางของสถานศึกษา ,เทคโนโลยี และศูนย์รวมธุรกิจ  ดังนั้นความต้องการที่อยู่อาศัยจึงมีมาก โดยอพาร์ตเมนต์ ขนาด 1 ห้องนอน มีราคาเช่าเฉลี่ย 2,500-3,000 เหรียญสหรัฐฯ/เดือน  ซึ่งผลตอบแทนจากการลงทุนที่เกิดขึ้น บริษัทฯจะนำไปหมุนเวียนในการลงทุนขยายพอร์ตในสหรัฐฯอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระจายความเสี่ยง  โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างการศึกษาการเข้าลงทุนโครงการอพาร์ตเมนต์อื่นๆในสหรัฐฯเพิ่มเติมด้วย ซึ่งมีเมืองเป้าหมายที่สนใจในสหรัฐฯทั้งหมด 25 เมือง”นายณัฐพงศ์ กล่าว

 

นายณัฐพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมถึงแผนการลงทุนในประเทศว่า กำลังให้ความสนใจที่จะลงทุนธุรกิจใหม่ที่สามารถสร้างรายได้ประจำในระยะยาว เพื่อสร้างความมั่นคงและกระจายความเสี่ยง โดยยังเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอสังหาฯที่ไม่ใช่อาคารสำนักงานให้เช่า หากมีพันธมิตรรายใดสนใจ บริษัทฯก็ไม่ปิดกั้น ซึ่งในกลุ่มพันธมิตรนั้นได้มี กลุ่มNishitetsu Group (NNR) บริษัทยักษ์ใหญ่และผู้นำในภูมิภาคคิวชู ซึ่งอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ประเทศญี่ปุ่น  ที่ร่วมทุนพัฒนาโครงการ The Crest บนทำเลห้าแยกลาดพร้าว ให้ความสนใจที่จะร่วมทุนพัฒนาโรงแรมด้วย แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้

สำหรับแผนการพัฒนาในปีนี้จะเปิดตัวทั้งหมด 13 โครงการ รวมมูลค่า 22,700ล้านบาท ได้แก่ แนวราบ 9 โครงการ  มูลค่า 6,500 ล้านบาท มีทั้งโครงการบ้านและทาวน์โฮมซีรีย์ใหม่ในทุกระดับราคา  แบ่งเป็นกลุ่มระดับราคาน้อยกว่า 8 ล้านบาท ประมาณ 71% กับ กลุ่มระดับราคามากกว่า 8  ล้านบาท  ประมาณ 29%  และคอนโดฯ 4 โครงการ มูลค่า 16,200 ล้านบาท

 

ด้านเป้าหมายกำไรสุทธิในปี  2566 ที่ตั้งไว้ 3,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่กำไรของบริษัทจะยังมาจากการพัฒนาและขายที่อยู่อาศัย และยังมีกำไรจากธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ (Recurring income) ที่จะอยู่ที่ 500-700 ล้านบาท ในปี 2566 โดยที่ในส่วนของรายได้ประจำนั้นบริษัทจะมีการเพิ่มธุรกิจใหม่ที่ยังอยู่ในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างรายได้ประจำเข้ามาเพิ่ม นอกเหนือจากธุรกิจอาคารสำนักงานให้เช่าในปัจจุบัน ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาและอยู่ระหว่างการหาพันธมิตรเข้ามาร่วมผลักดันธุรกิจดังกล่าว เพื่อเพิ่มรายได้ประจำสร้างความมั่งคงให้กับบริษัท

ขณะที่รายได้ของบริษัทฯในปี 2566 นั้นจะอยู่ที่ระดับสูงกว่า 20,000 ล้านบาท แม้ว่าในปี 2562 บริษัทจะตั้งเป้ารายได้ที่ต่ำกว่าเป้าหมายเดิมที่วางไว้แตะ 20,000 ล้านบาท อันเนื่องมาจากปัจจัยลบต่างๆ ทำให้บริษัทปรับเป้าหมายรายได้ปีนี้ลดลงมา 1,000 ล้านบาท มาเป็น 19,000 ล้านบาท เติบโต 22% แบ่งสัดส่วนแนวราบ-แนวสูง-เพื่อเช่า ในสัดส่วน 60-35-5 พร้อมกับเป้ายอดขาย 22,000ล้านบาท เติบโต 46%  โดยการเติบโตของรายได้และยอดขาย มาจากโครงการเปิดขายทั้งหมดรวม 59 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 62,700 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการต่อเนื่อง 46โครงการ มูลค่ารวม 40,000 ล้านบาท

 

อย่างไรก็ตามบริษัทยังมีมูลค่ายอดขายรอโอน (Backlog) ที่รองรับการรับรู้รายได้ในอนาคตไว้ โดยที่บริษัทมี Backlog ณ สิ้นปีก่อนที่ 9,950 ล้านบาท รับรู้รายได้ในปีนี้ 60% ส่วนที่เหลือทยอยโอนในปีต่อๆไป โดยที่การโอนโครงการใหม่ในปีนี้จะมีการโอนโครงการ 28 CHIDLOM ที่จะโอนในครึ่งปีหลังของปีนี้ โดยมียอดขายแล้ว 5,000 ล้านบาท และยังเหลืออีก 3,000 ล้านบาท ส่วนสต๊อกพร้อมโอนของบริษัทในปัจจุบันที่มีอยู่ 10,000 ล้านบาท บริษัทจะระบายการขายออกไปเรื่อยๆ โดยที่สต๊อกส่วนใหญ่ของบริษัทจะเป็นโครงการ SALADAENG ONE และ BEATNIQ รวมกว่า 5,000 ล้านบาท

 

ด้านการขายในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา มีการปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา หลังจากบริษัทปล่อยแคมเปญ “โปรแม่รีบ” ทำให้กระตุ้นยอดขายในเดือนก.พ. นี้ ขึ้นมาที่ 300-400 ล้านบาท/สัปดาห์ เพิ่มขึ้นจากปกติ 200 ล้านบาท/สัปดาห์

 

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET supalai การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง