สมาคมอสังหาฯชงBOIหนุนโครงการมิกซ์ยูสแทนบ้านราคาไม่เกิน1.2ล้าน

นายกสมาคมอสังหาฯริมทรัพย์ไทยจวกนโยบายรัฐดันผู้ประกอบการผุดบ้านราคาไม่เกิน 1.2 ล้านบาท เกิดยาก เหตุต้นทุนที่ดินพุ่งสูงทุกปี-ไม่มีตัวเลขดีมานด์ที่แท้จริง ล่าสุดเจรจา BOI เปลี่ยนรูปแบบสนับสนุนโครงการมิกซ์ยูสที่มีความเหมาะสม-ตรงจุดประสงค์การพัฒนาแทน หวั่นรัฐบาลใหม่เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ อาจต้องหันใช้หุ่นยนต์ทำงานแทน หรือย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้าน ด้านมาตรการLTVพ่นพิษ ลูกค้าเร่งโอนโครงการเดือนมี.ค.ก่อนประกาศใช้ ขณะที่ผู้ประกอบการชะลอผุดโครงการ หวังรอความชัดเจนรัฐบาลใหม่ คาดครึ่งปีหลัง62 ตลาดกลับมาคึกคักอีกรอบ ด้านลูกค้าจีนยังไม่เจอปัญหาเลี่ยงโอนกรรมสิทธิ์

นายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย เปิดเผยถึงนโยบายการสนับสนุนด้านการลงทุนของหน่วยงานภาครัฐในการสนับสนุนภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย โดยเฉพาะการสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ  BOI ที่จะมีการสนับสนุนเงินลงทุนสำหรับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ไทยในการทำบ้านล้านหลังราคาไม่เกิน 1.2 ล้านบาทนั้น  ว่า การพัฒนาที่อยู่อาศัยในระดับราคาดังกล่าวในปัจจุบันทำได้ค่อนข้างยาก เพราะปัจจุบันต้นทุนที่ดินได้ปรับเพิ่มขึ้นไปมาก ทำให้การพัฒนาที่อยู่อาศัยตามราคาและขนาดที่ BOI กำหนดทำได้ยาก ประกอบกับผู้ประกอบยังไม่มีความมั่นใจความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยว่า จะมีประชาชนสนใจมากหรือน้อยเพียงใด เพราะไม่ทราบถึงจำนวนความต้องการก่อน ซึ่งแตกต่างจากโครงการของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ที่มีการอนุมัติวงเงินสินเชื่อให้ก่อน ทำให้ผู้ประกอบการมีความมั่นความต้องการซื้อของลูกค้า แม้ว่าจะยังไม่มั่นใจว่ามีสินค้าที่ขายเพียงพอหรือไม่ ทำให้ความเสี่ยงของผู้ประกอบการมีน้อยมาก โดยทางสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย อยู่ระหว่างการเจรจากับทาง BOI ว่าจะขอเป็นการสนับสนุนในการพัฒนาโครงการมิกซ์ยูส ที่มีความเหมาะสม และตรงกับวัตถุประสงค์ของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไทยในปัจจุบันที่ต้องการสร้างความเป็นเมืองที่สมบูรณ์แบบ

 

ส่วนนโยบายของพรรคการเมืองในเรื่องการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาทขึ้นไปนั้น มองว่าทำให้มีแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านไหลเข้ามาทำงานในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก เพราะค่าแรงในประเทศไทยดึงดูดการเข้ามาทำงาน แต่ในส่วนของผู้ประกอบการจะต้องหันมาลดต้นทุน และจะต้องหันมาใช้หุ่นยนต์ในการทำงานแทน หรืออาจต้องย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่นที่มีต้นทุนต่ำกว่า เพราะค่าแรงถือเป็นต้นทุนหลักที่มีผลกระทบมากต่อดำเนินธุรกิจ อีกทั้งการที่ปรับค่าแรงเพิ่มขึ้นจะส่งผลเสียต่อผู้บริโภค เพราะราคาสินค้าและบริการจะปรับตัวขึ้นก่อนที่ค่าแรงจะปรับเพิ่มขึ้นจริง

 

ในช่วงที่ผ่านมาเกือบ 3 เดือนที่ผ่านมาก่อนที่มาตรการควบคุมสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่กำหนดเกณฑ์กำกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย(Loan To Value : LTV) ใหม่ และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2562 เป็นต้นไป พบว่าลูกค้ามีการเร่งโอนโครงการมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเดือนมีนาคม 2562นี้ ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายก่อนที่มาตรการจะเริ่มบังคับใช้ ส่งผลให้การโอนส่วนใหญ่จะกระจุกตัวในเดือนมีนาคมเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะเห็นว่าการทำงานของผู้ประกอบการหลายๆรายในช่วงนี้จะเน้นไปที่การจัดการการโอนของลูกค้าเป็นหลัก

 

ส่วนยอดขายในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาของทั้งภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยมีการปรับตัวลดลงเล็กน้อย ซึ่งมองว่าเป็นผลมาจากการการที่ลูกค้ารอความดูความชัดเจนต่างๆหลังผ่านการเลือกตั้งไปแล้ว ทำให้การตัดสินใจซื้อชะลอตัวลงไปใช่ช่วงที่ผ่านมา ขณะเดียวกันผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ไทยต่างชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ เพื่อรอความชัดเจนทางการเมืองที่แน่นอนก่อน อีกทั้งการทำงานของหน่วยงานราชการต่างๆในช่วงนี้ได้ชะลอไปในช่วงที่จะเกิดการเลือกตั้ง ทำให้ศักยภาพการขับเคลื่อนภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยเกิดการสะดุดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แต่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยมากนัก เชื่อว่าหากการเมืองมีความชัดเจน ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยจะกลับมาฟื้นตัวขึ้น โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลังที่การเปิดโครงการใหม่ของผู้ประกอบการจะเพิ่มมากขึ้น ทำให้ภาคอสังหาริมทรัพย์กลับมาคึกคัก และจะเป็นปัจจัยที่กระตุ้นยอดขายให้กลับมาฟื้นตัวขึ้นอีกครั้ง

 

ส่วนความกังวลของกลุ่มลูกค้าชาวจีนที่ซื้อที่อยู่อาศัยในไทยและมีสัญญาณว่าจะไม่โอนกรรมสิทธิ์ นั้น มองว่ากลุ่มลูกค้าชาวจีนที่ซื้อที่อยู่อาศัยในไทยยังไม่เห็นสัญญาณดังกล่าว และเป็นปัจจัยที่ไม่ส่งผลกระทบต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยอย่างมีนัยสำคัญ เพราะยอดขายที่มาจากกลุ่มลูกค้าชาวจีนมีเพียงไม่มากหรืออยู่ที่ 10,000-15,000 ล้านบาท/ปี  ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับยอดขายทั้งหมดของตลาดที่  400,000-500,000 ล้านบาท

 

ด้านความเข้มงวดของการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินให้กับลูกค้าที่ซื้อที่อยู่อาศัยในปีนี้มองว่ายังคงมีความเข้มงวดอยู่ ซึ่งยังเห็นอัตราการปฏิเสธสินเชื่อยังอยู่ในระดับที่สูงกว่า 30% โดยที่การปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่ในระดับสูงเป็นผลมาจากการที่ลูกค้าบางรายยังมีหนี้บัตรเครดิตอยู่เป็นจำนวนมาก และยังมีการช้อปปิ้งออนไลน์ที่เป็นสิ่งที่ทำให้ค่าใช้จ่ายของทูกค้าเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ทำให้สถาบันการเงินมีความกังวลมากเกี่ยวกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าในปัจจุบัน ทำให้สถาบันการเงินมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่ออยู่มาก

 

 

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง