มาตรการรัฐช่วยสร้างบรรยากาศ-อสังหาฯครึ่งหลังปี’62 เผชิญความท้าทายรอบด้าน

สืบเนื่องจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2562 ที่ผ่านมา มีมติลดภาระค่าธรรมเนียม สำหรับการจดทะเบียนการโอนอสังหาริมทรัพย์และค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์เหลือร้อยละ 0.01 ของราคาทุนทรัพย์ (จากเดิมร้อยละ 2) และเหลือร้อยละ 0.01 ของมูลค่าที่จำนอง (จากเดิมร้อยละ 1) ตามลำดับ สำหรับกรณีการซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่เป็นที่ดินพร้อมอาคารหรืออาคารที่อยู่อาศัยประเภท บ้านเดี่ยว บ้านแฝด บ้านแถว และ ห้องชุดในโครงการคอนโดมิเนียม ระดับราคาซื้อขายไม่เกิน 1 ล้านบาท และวงเงินจำนองไม่เกิน  1 ล้านบาท โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2563

*** อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ >>> ครม.ไฟเขียวลดค่าโอนบ้าน-คอนโดฯไม่เกิน 1 ล้านบาท-หนุนโครงการบ้านล้านหลัง

*** อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม>>> ครม.เคาะแผนอุ้มอสังหาฯระบายSupply บ้าน 6 แสนลบ.

*** อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม >>> ลดหย่อนภาษีซื้อบ้านหลังแรก… ผลต่อตลาดบ้านโดยรวม(อาจ)มีไม่มาก

ชัดเจนว่ามาตรการดังกล่าวออกมาเพื่อสนับสนุนผู้มีรายได้น้อยและรายได้ปานกลางให้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองในระดับราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ด้วยเพราะมองว่ายังมีอุปทาน (Supply)คงเหลือในตลาดอยู่สูง ในขณะที่ลูกค้ายังมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยและมีความสามารถรับภาระในการผ่อนค่างวดได้ในระดับที่สูงเช่นเดียวกัน แต่ไม่สามารถเข้าถึงกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยได้ อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มีเงินทุนหมุนเวียนในการลงทุนอย่างต่อเนื่องก่อให้เกิดการสร้างที่อยู่อาศัยใหม่เพิ่มขึ้น รวมไปถึงการสนับสนุนโครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยของรัฐ (โครงการบ้านล้านหลัง)

ท่ามกลางข่าวดีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอสังหาริมทรัพย์นั้น  ผู้ประกอบการอสังหาฯนั้นต่างมีความเห็นว่า นั่นจะช่วยเสริมสร้างบรรยากาศในเชิงบวก แต่มีผลต่อตลาดบ้านโดยรวมนั้นอาจมีไม่มากนัก อีกทั้งยังมองว่าตลาดในช่วงครึ่งหลังของปี 2562 ก็ยังต้องเผชิญกับความท้าทายที่หลากหลายรออยู่ข้างหน้า โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ผลจากมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ยังไม่ได้เปลี่ยนมุมมองที่ระมัดระวังต่อแนวโน้มตลาดที่อยู่อาศัยในภาพรวมของทั้งปี 2562 ที่อาจทำให้การเติบโตของความต้องการอสังหาริมทรัพย์อ่อนตัวลงกว่าในปีที่ผ่านมา โดยมองว่ากิจกรรมการลงทุนอสังหาฯและการซื้อที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลยังคงเป็นไปอย่างระมัดระวังและรอบคอบ อีกทั้งยังคาดว่า ในปี 2562 นี้ โครงการที่อยู่อาศัยเปิดใหม่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล น่าจะมีจำนวนประมาณ 110,000-115,000 หน่วย หดตัวประมาณ  5.2%-9.5% จากปี 2561 และการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลน่าจะหดตัวประมาณ 10.0%-13.9% หรือมีจำนวนประมาณ 169,300-177,000 หน่วย

ทั้งนี้ ในช่วงที่เหลือของปี 2562 ตลาดอสังหาฯ ยังคงต้องเผชิญกับแรงกดดันหลายด้าน ดังนี้

  • จากภาวะเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการตัดสินใจซื้อของผู้ที่จะซื้อที่อยู่อาศัย
  • ภาวะกำลังซื้อของครัวเรือนที่ฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึง ท่ามกลางความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้ปานกลาง-ล่างที่ลดลงจากภาระรายจ่ายในชีวิตประจำวันที่สูงขึ้น
  • ราคาที่อยู่อาศัยเปิดใหม่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยที่กำลังซื้อของผู้ซื้อไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้นตาม
  • จำนวนที่อยู่อาศัยรอขายสะสมในตลาดยังทรงตัวในระดับสูง
  • มาตรการควบคุมคุณภาพสินเชื่อที่อยู่อาศัยจาก ธปท.

มุมมองของศูนย์วิจัยกสิกรไทยดังกล่าว สอดคล้องกับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่ต่างเห็นพ้องกันว่า ตลาดอสังหาฯยังเผชิญกับแรงกดทับในหลายๆด้าน อาทิ

  • การปฏิเสธสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ที่ยังค่อนค่างสูงและยังแนวโน้มยอดปฏิเสธสินเชื่ออาจเพิ่มขึ้น
  • ภาวะเศรษฐกิจปีนี้ชะลอตัว รายได้ลดลง ภาระหนี้ของผู้บริโภค
  • แนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและหนี้ภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัยในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า
  • ปัญหาการเมืองภายในประเทศ
  • ผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางยังไม่สามารถเข้าถึงกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง

ว่ากันว่าบ้านที่อยู่อาศัยระดับราคาไม่เกิน 1 ล้านบาทมี “ดีมานด์” ค่อนข้างมาก ในขณะเดียวกันก็มีเสียงบ่นว่า ยอดการ “ปฎิเสธ” สินเชื่อหรือ “กู้แบงก์ไม่ผ่าน” ก็อยู่ในอัตราที่สูงด้วยเช่นกัน สินค้าในระดับราคาดังกล่าวแทบไม่มีในตลาด เพราะผู้ประกอบการทำไม่ได้ หรือทำได้ “กำไร” (Profit)  ก็น้อยเพราะถูกแรงบีบจาก “ต้นทุน” ที่ดินและอื่นๆ

คาดปีนี้บ้าน 1 ล้านบาทมีหน่วยโอนกว่า 47,180 ยูนิต

“ มติครม.ล่าสุดที่ลดค่าโอนบ้าน-คอนโดฯไม่เกิน 1 ล้านบาท ผมว่าอย่างน้อยก็ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยได้ เพราะโดยทั่วไปคนที่ซื้อที่อยู่อาศัยระดับราคานี้ มีกำลังซื้อไม่เยอะอยู่แล้ว ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคาร และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์(REIC) กล่าวให้ความเห็น

พร้อมนี้ดร.วิชัย ยังระบุว่า ณ สิ้นปี 2561 อุปทาน (supply) ที่อยู่อาศัยที่เหลือขายใน 26 จังหวัดที่มีศักยภาพ(รวมกทม./ปริมณฑล)ซึ่งทั้งที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและสร้างเสร็จมีอยู่กว่า 7,164 ยูนิต มูลค่ารวมกว่า 5,700 ล้านบาท (คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 95 %  ของตลาดที่อยู่อาศัยระดับราคา 1 ล้านบาทที่มีอยู่ทั่วประเทศ )ทั้งนี้ ในจำนวนหน่วยที่เหลือขายทั้งหมด แบ่งเป็นกรุงเทพฯและปริมณฑล 6  จังหวัด กว่า 4,600 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 3,700 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม คาดว่าปี 2562 นี้จะมีที่อยู่อาศัยในระดับราคา 1 ล้านบาทที่มีขายในตลาดและพร้อมโอนในปี 2562 รวมทั้งสิ้น กว่า 47,180 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 43,750 ล้านบาท  ในจำนวนนี้ แบ่งเป็น

  • ที่อยู่อาศัยสร้างใหม่ จำนวน 2,180 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 1,750 ล้านบาท
  • ที่อยู่อาศัยที่เป็นบ้านมือสอง จำนวน 45,000 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 42,000 ล้านบาท

ในจำนวนหน่วยที่คาดจะมีขายในตลาดและพร้อมโอนทั้งหมดนั้น แบ่งเป็นหน่วยที่อยู่ในตลาด “ภูมิภาค” รวมทั้งสิ้น 34,150 ยูนิต มูลค่ารวมกว่า 31,200 ล้านบาท แบ่งเป็น

  • ที่อยู่อาศัยสร้างใหม่ จำนวน 1,500 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 1,200 ล้านบาท
  • ที่อยู่อาศัยที่เป็นบ้านมือสอง จำนวน 32,650 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 30,000 ล้านบาท

 บ้าน-คอนโดฯราคาต่ำกว่าล้านบาทดีมานด์ยังสูง

นายนิรัตน์ อยู่ภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท รีเจ้นท์ กรีน เพาเวอร์ จำกัด ผู้ประกอบการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยภายใต้แบรนด์ “รีเจ้นท์ โฮม” เปิดเผยว่า จากประสบการณ์บริษัทฯที่ทำตลาดคอนโดฯราคาไม่เกิน 1 -1.5 ล้านบาทมาตลาดกว่า 20 ปี ตลาดนี้เป็นตลาดใหญ่ และมีการเติบโตดี โดยเฉพาะกลุ่มบ้านหรือคอนโดฯราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาทนั้นมีดีมานด์สูงมาก โดยเห็นได้จากโครงการบ้านล้านหลัง ที่บริษัทฯเข้าร่วม ด้วยการนำเอาโครงการ รีเจ้นท์โฮม บางซ่อน 27 จำนวน 2 อาคาร จำนวนกว่า 9,000 ยูนิต โดยอาคารหนึ่งมีจำนวน 4,000 ยูนิตนั้นขายหมดแล้ว ส่วนอีกอาคารเกือบ  5,000  ยูนิตนั้นขายได้แล้ว 80 % โครงการอยู่ห่างจากรถไฟฟ้าบางซ่อน 200 เมตร ขนาดพื้นที่ใช้สอย 28 ตารางเมตร (ตร.ม.) ราคา 999,900 บาททั้งโครงการ


“การตอบรับที่ดีของตลาดนั้นก็บอกชัดว่าบ้านต่ำกว่าล้านนี้ยังไปได้ มีคนต้องการเยอะมาก แต่อาจจะติดปัญหาไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ง่าย”
นายนิรัตน์ กล่าว พร้อมกับให้ความเห็นว่า มาตรการลดค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมการซื้อบ้านและคอนโดฯที่ราคาไม่เกิน 1 ล้านบาทนั้นจะช่วยบรรเทาภาระรายจ่ายของผู้บริโภคหรือผู้ซื้อที่อยู่อาศัยได้อีกทางหนึ่งซึ่งก็รวมถึงลูกค้าที่ซื้อคอนโดฯของบริษัทฯที่เข้าร่วมโครงการบ้านล้านหลังของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) โดยภาระค่าใช้จ่ายที่ลดลงนั้น ผู้ซื้อสามารถนำไปซื้อเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งที่อยู่อาศัย ทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนสู่ระบบเศรษฐกิจได้อีกทาง

พร้อมกันนี้ นายนิรัตน์ ยังให้ความเห็นว่า การที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ได้ขยายระยะเวลาสิ้นสุดการทำนิติกรรม โครงการบ้านล้านหลัง จากเดิมที่กำหนดไว้ภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2562 ขยายเป็นจนกว่าธนาคารให้สินเชื่อเต็มกรอบวงเงินของโครงการ 50,000 ล้านบาท หรือภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2564 นั้น มองว่าส่งผลดีต่อผู้ประกอบการเอกชนที่เข้าร่วมโครงการที่สามารถขยายเวลาการผ่อนดาวน์ให้ลูกค้าเพิ่มแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีเวลาในการเตรียมความพร้อมด้านการแสดงเอกสารหลักฐานที่มาของรายได้เพื่อมาประกอบการยื่นกู้มากขึ้นด้วยเช่นกัน

แนะ ธอส.นำร่องผ่อนผันเกณฑ์ LTV

ด้านนายวงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาต กรรมการผู้จัดการ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน)หรือ PF กล่าวว่า เห็นด้วยกับรัฐบาลที่ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นการลดค่าธรรมเนียมการโอนและการจดจำนอง เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ซื้อ  เช่นเดียวกับมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการซื้อที่อยู่อาศัย ที่ประชาชนผู้เสียภาษีจะได้รับสิทธิประโยชน์จากมาตรการดังกล่าว  โดยผู้ที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดจากมาตรการฯ ดังกล่าว จะเป็นกลุ่มผู้ที่มีความพร้อมทางการเงินที่กำลังตัดสินใจจะซื้อที่อยู่อาศัย และมีแผนที่จะโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในช่วงเวลาดังกล่าว


“ แบงก์เข้มปล่อยกู้ซื้อบ้าน เกณฑ์ใหม่
LTV ทำให้เกิดปัญหาแบงก์ปฎิเสธสินเชื่อกู้ซื้อบ้านนี่คือ เรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นในตอนนี้” นายวงศ์กรณ์ กล่าว พร้อมกับระบุว่า โครงการบ้านล้านหลังที่ออกมา แล้วรัฐบาลก็ออกมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและการจดจำนองเหลือ 0.01% มาเสริมเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระผู้ซื้อที่มีรายได้น้อยและปานกลางนั้นส่วนตัวมองว่าพอช่วยสร้างบรรยากาศได้ แต่ส่งผลเชิงบวกต่อภาพรวมธุรกิจน้อยมาก ทั้งนี้เพราะปัจจุบันปัญหาใหญ่ๆที่เผชิญนั้นมี ดังนี้

  • ผู้บริโภคกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเช่าบ้านอยู่ และมีอาชีพอิสระ ไม่สามารถแสดงหลักฐานที่มาของรายได้ชัดเจน
  • ติดเครดิตบูโร
  • เกณฑ์ใหม่ LTV ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ออกมามีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 เมษายน 2562

นายวงศ์กร กล่าว่าจริงอยู่ที่มาตรการกระตุ้นที่อยู่อาศัยของกระทรวงการคลัง เป็นมาตรการที่เจาะจงเฉพาะกลุ่มผู้ซื้อที่มีความต้องการซื้อเพื่อการอยู่อาศัยจริง และเป็นผู้ซื้อที่อยู่อาศัยหลังแรกในระดับราคาที่ไม่สูง จะมีความแตกต่างจากมาตรการ LTV ของธปท. แต่อย่าลืมว่า การนับรวมผู้กู้ร่วม การเพิ่มเงินดาวน์สำหรับสัญญาที่สอง นั้นก็ส่งผลเชิงลบต่อตลาด เพราะ จะไม่มีใครยอมที่จะกู้ร่วม เพื่อปลดล็อคปัญหา ธนาคารอาคารสงเคราะห์ในฐานะที่เป็นธนาคารเฉพาะกิจของรัฐน่าจะนำร่องผ่อนผัน

*** อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม >>> ธนาคารแห่งประเทศไทย LTV-สรุป Final พ.ย.2561

*** อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม >>> ส่อง ! ตลาดบ้าน- คอนโดฯราคาต่ำกว่า 1 ลบ.-ยอดปฎิเสธสินเชื่อพุ่งกว่า 50 %

 

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET supalai การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง