MJDเนื้อหอมสิงคโปร์-ญี่ปุ่นจ่อคิวร่วมทุน

เมเจอร์ฯมั่นใจอสังหาฯครึ่งปีหลังเริ่มฟื้นตัว หวั่นบางทำเลคอนโดฯเริ่มโอเวอร์ซัพพลาย ส่งผลผู้ประกอบการแห่อัดแคมเปญหวังระบายสต๊อก เผยกลุ่มทุนจีน ฮ่องกง สิงคโปร์ เริ่มกลับมาลงทุนซื้อห้องชุดแบบยกล็อตปล่อยเช่า-ขายต่อ แย้มกลุ่มญี่ปุ่นดอดจีบร่วมทุน หลังเซ็นสัญญาผนึกสิงคโปร์เตรียมผุดคอนโดฯย่านหลังสวนปีหน้า ล่าสุดผุดคอนโดฯแบรนด์  “ มารุ”2 ทำเล ลาดพร้าว-เอกมัย ตั้งเป้าทั้งปียอดขายแตะ 10,000 ล้านบาท รายได้กว่า 5,000 ล้านบาท

 

ดร. สุริยา พูลวรลักษณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ MJD เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ขณะนี้ว่าได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และอยู่ในช่วงของการฟื้นตัว ซึ่งในครึ่งปีหลัง2560 มีแนวโน้มที่ดีกว่าในครึ่งปีแรก จะเห็นว่าผู้ประกอบการหลายบริษัทเริ่มมีการเปิดตัวโครงการใหม่ในไตรมาส3กันมากขึ้น  โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม ที่ยังคงมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะทำเลหลักอย่างสุขุมวิท ที่แม้จะมีซัพพลายคอนโดฯใหม่ขึ้นจำนวนมาก แต่ก็มีความต้องการซื้อจำนวนมากเช่นกัน ที่น่าสนใจก็คือแรงซื้อจากนักลงทุนต่างประเทศ ที่เริ่มกลับเข้ามาเมื่อต้นปี2560 ที่ผ่านมา และจะเริ่มเห็นชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลังนี้ แต่ขณะเดียวกันบางทำเลก็เริ่มมีโอเวอร์ซัพพลาย เช่น ย่านอ่อนนุช ที่มีซัพพลายเกิดขึ้นมาก ทำให้มีการแข่งขันสูง ส่งผลให้มียอดขายที่ช้า ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายบริษัทต้องจัดแคมเปญเพื่อกระตุ้นยอดขายให้ได้มากที่สุด ขณะเดียวกันผู้ประกอบการบางรายก็หันมาพัฒนาโครงการระดับบนกันมากขึ้น ขนาด 30 ตารางเมตร  ในระดับราคา 150,000 บาท/ตารางเมตร เพราะยังมีราคาที่ดีมานด์มีกำลังซื้อ แต่ต้องเป็นทำเลที่ตอบโจทย์ ผู้ประกอบการมีความน่าเชื่อถือ ซึ่งการซื้อโครงการในทำเลที่ดีจะสามารถสร้างมูลค่าในอนาคตได้

โดยในส่วนของ MJD พบว่ามีความต้องการซื้อจากนักลงทุนต่างประเทศ ทั้งการซื้อแบบรายย่อย และการซื้อ big lot ของรายใหญ่ ทั้งจากนักลงทุนจีน ฮ่องกง และสิงคโปร์ ที่เป็นการซื้อเพื่อขายต่อหรือปล่อยเช่า โดยจะซื้อครั้งละประมาณ 20-30 ยูนิต ซึ่งจะสนใจซื้อยูนิตขนาดประมาณ 1-2 ห้องนอน ราคาเกิน 200,000 บาท/ตารางเมตรขึ้นไป ส่วนลูกค้าคนไทยส่วนใหญ่เป็นการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง ซึ่งนับว่าเป็นสัญญาณที่ดี ขณะที่ปัญหาฟองสบู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เชื่อว่าจะไม่เกิดอย่างแน่นอน เพราะสถาบันการเงินค่อนข้างเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อที่ส่วนใหญ่จะมีผลกระทบกับโครงการระดับล่าง

“ในธุรกิจอสังหาฯ การเลือกทำเล และจับตลาดให้ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่ง MJD เราจับตลาดลูกค้าระดับบน เป็นรายแรกๆ ตั้งแต่ช่วงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ที่ไม่มีใครกล้าเปิดโครงการ แต่เรามองเห็นศักยภาพว่าตลาดระดับบนน่าจะยังไปได้ ประกอบกับการเลือกทำเลที่ถูกใจลูกค้า ทำให้เราได้รับความเชื่อมั่น เมื่อพูดถึงโครงการในระดับ Luxury หรือ Super Luxury ขึ้นไป ลูกค้าก็จะคิดถึงเราเป็นอันดับแรกๆ” ดร. สุริยากล่าว

 

ก่อนหน้านี้บริษัทฯได้ร่วมทุนกับกลุ่มทุนสิงคโปร์ในการพัฒนาโครงการ มาร์ค สุขุมวิท ปัจจุบันมียอดขายแล้ว 80% และโครงการมิวนีค สุขุมวิท23 ขณะนี้มียอดขายแล้วกว่า 70% และเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมาMJD ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ ตลท. ว่าที่ประชุมอนุมัติจัดตั้งบริษัท เอ็มเจดี-เจวี 1 จำกัด ขึ้นมาด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท  โดยเป็นการร่วมลงทุนกับ MUST International Trading PTE Ltd. ถือหุ้น 22% และ GMM Singapore Real Estate PTE Ltd. ซึ่งนิติบุคคลจดทะเบียนในสาธารณรัฐสิงคโปร์ ถือหุ้น22% และ GRG Global Investments Limited ซึ่งเป็นนิติบุคคลจดทะเบียนในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ถือหุ้น 5% และ MJD ถือหุ้น 51%  เพื่อร่วมลงทุนในการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมแห่งใหม่ ซึ่งจากข้อมูลทราบมาว่าโครงการร่วมทุนดังกล่าวตั้งอยู่บริเวณซอยหลังสวน ซึ่งจะเป็นแผนการพัฒนาในปี2561

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มทุนจากญี่ปุ่นอีก2-3 ราย ซึ่งประกอบธุรกิจรีเทล โรงแรมและคอมเมอร์เชียล สนใจที่จะร่วมทุนกับ MJD ในการพัฒนาโครงการในอนาคตด้วย เพราะมองว่าประเทศไทยยังมีศักยภาพในการลงทุนสูง และเป็นประเทศที่มีชาวญี่ปุ่นเข้ามาอยู่อาศัยมาก เนื่องจากมีวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกัน แต่ยังไม่สามารถสรุปข้อมูลได้ว่าจะเป็นการร่วมทุนในรูปแบบไหน คาดว่าจะสรุปผลได้ในเร็วๆนี้

 

ส่วนทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯยังคงเน้นการพัฒนาโครงการระดับบน โดยในครึ่งปีหลังจะเปิดตัวอีก 8 โครงการใหม่ รวมมูลค่ากว่า 11,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่จะมีระดับราคาที่ 130,000-190,000 บาท/ตารางเมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับทำเลที่พัฒนา ล่าสุดเตรียมเปิดการขาย 2 โครงการภายใต้แบรนด์ “มารุ” คือ “มารุ ลาดพร้าว 15” ตั้งอยู่บนพื้นที่ 1 ไร่เศษ เป็นคอนโดฯ สูง 30 ชั้น ขนาด 32-60 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้นที่ 3.6 ล้านบาท หรือราคาเฉลี่ยที่ 150,000 ล้านบาท/ตารางเมตร จำนวน 332 ยูนิต มูลค่าโครงการ 1,877 ล้านบาท โดยเริ่มก่อสร้างในเดือนมีนาคม 2561 และแล้วเสร็จในเดือนมิถุนายน 2564

 

ส่วนอีกโครงการคือ “มารุ เอกมัย”ตั้งอยู่ระหว่างเอกมัยซอย2-4 บนพื้นที่ 1 ไร่เศษ เป็นคอนโดฯสูง 32 ชั้น ขนาด 29-60 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้นที่ 4.3 ล้านบาท หรือราคาเฉลี่ยที่ 189,000 บาท/ตารางเมตร จำนวน 371 ยูนิต มูลค่าโครงการ 2,522 ล้านบาท โดยเริ่มก่อสร้างในเดือนพฤษภาคม 2561 และแล้วเสร็จในเดือนสิงหาคม 2564 ทั้ง 2 โครงการจะเปิดพรีเซลในวันที่ 23-24 กันยายน 2560 นี้ คาดยอดขายได้ 50% ภายในปีนี้ ส่วนอีก 6 โครงการคอนโดมิเนียมจะทยอยเปิดการขายในช่วงที่เหลือของปีนี้อย่างต่อเนื่อง

 

บริษัทมั่นใจว่าแนวโน้มของการโอนโครงการของลูกค้าที่ซื้อที่อยู่อาศัยของบริษัทไม่มีปัญหาเรื่องการถูกปฏิเสธสินเชื่อจากสถาบันการเงิน(Reject) เนื่องจากโครงการของบริษัทเน้นกลุ่มเป้าหมายระดับบน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ และมีความสามารถในการขอสินเชื่อสถาบันการเงินในระดับสูง ทำให้ลูกค้าของบริษัทฯแทบไม่มีปัญหาเรื่องยอดRejectเลย และทำให้บริษัทมีความเสี่ยงด้านรายได้น้อย คาดว่าจนถึงสิ้นปียอดขายจะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ที่ 10,000 ล้านบาท และมียอดรายได้ที่กว่า 5,000 ล้านบาท

 

** prop2morrow โดย คุณวาสนา กลั่นประเสริฐ  เบอร์โทร.02-632-0645 E-mail : was_am999@yahoo.com

 

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET supalai การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง