“แอสเซทไวส์”รอลุ้นรัฐผ่อนกฎเกณฑ์ดันอสังหาฯฟื้น

แอสเซทไวส์ฯเผยรัฐส่งสัญญาณผ่านสมาคมอสังหาฯ หวังผ่อนปรนนโยบายโดยเฉพาะมาตรการ LTV เพื่อกระตุ้นตลาดฟื้นตัว ครึ่งปีหลังจ่อเปิด 2 โครงการใหม่ รวมมูลค่าเกือบ 3,000 ล้านบาท ล่าสุดเปิดตัว โมดิซคอลเลคชั่นบางโพ” คาด6 เดือนฟันยอดขาย50% ส่วนแผนเข้าตลาดฯเลื่อนไปปี63 รับเป้ายอดขายปี62 ลดลง10-20%
นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์จำกัด เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดอสังหาฯในครึ่งปีหลัง2562 ว่าน่าจะฟื้นตัวดีขึ้นเนื่องจากรัฐบาลชุดประยุทธ์2” ได้มีการส่งสัญญาณมาทาง3 สมาคมอสังหาฯแล้วว่า มีความต้องการที่จะให้ปรับนโยบายหรือมาตรการอะไรบ้าง เพื่อกระตุ้นให้ตลาดอสังหาฯฟื้นตัว อาทิ การปรับกฎเกณฑ์มาตรการกำกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย(Loan to Value : LTV)  และยังมีแนวโน้มที่จะมีการปรับอัตราค่าบริการรถไฟฟ้าลงด้วย แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้


สำหรับแผนการดำเนินงานของบริษัทฯในครึ่งปีหลัง2562 นี้ จะมีเปิดตัวคอนโดฯจำนวนทั้งสิ้น 2 โครงการ รวมมูลค่าเกือบ 3,000 ล้านบาท คือโครงการ โมดิซ คอลเลคชั่น บางโพ” (MODIZ Collection Bangpho)ตั้งอยู่บนพื้นที่ทั้งหมด  1 ไร่เศษ พัฒนาในรูปแบบของคอนโดมิเนียม สูง26 ชั้นจำนวน 1  อาคาร ขนาดตั้งแต่24-100 ตารางเมตร ราคา2.99-18 ล้านบาทหรือเร่ิมต้นที่ 110,000 บาท/ตาราเมตร จำนวน 235 ยูนิต มูลค่าโครงการกว่า1,200 ล้านบาท โดยจะเปิดให้ชมห้องตัวอย่าง ในวันที่ 3 สิงหาคม 2562 และเปิดพรีเซลในวันที่ 17 สิงหาคม 2562 นี้ ขณะนี้มีผู้สนใจลงทะเบียนแล้ว กว่า200 ราย คาดว่าภายในระยะเวลา 6 เดือน จะสามารถทำยอดขายได้ 50% โดยจะเป็นผู้ที่ซื้ออยู่จริงประมาณ 60-70% ที่เหลือจะเป็นการซื้อเพื่อการลงทุนซึ่งสามารถปล่อยเช่าได้ประมาณ 200,000 บาท/เดือนขึ้นไป ด้านการก่อสร้างคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2564


เชื่อว่าทำเลบางโพยังมีศักยภาพ และมีดีมานด์เข้ามาอีกอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ซัพพลายยังมีน้อยมากโดย 5-6 ปีที่ผ่านมา มีประมาณ 8,400 ยูนิต ปัจจุบันเหลือเพียง 700 ยูนิต จากประมาณ 3-4 โครงการ ส่วนราคาที่ดินในปัจจุบันปรับขึ้นมาอยู่ที่ 500,000 บาท/ตารางวา  จาก 4-5 ปีที่ผ่านมา ราคาที่ดินอยู่ที่ 200,000-300,000 บาท/ตารางวานายกรมเชษฐ์ กล่าว

นายกรมเชษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ย่านบางโพ นับเป็นย่านเก่าแก่ของธุรกิจการค้าไม้ ที่มีชื่อเสียงที่สุดของกรุงเทพฯ และปัจจุบันรัฐบาลได้มีแผนการพัฒนาพื้นที่ย่านบางโพอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องการขยายตัวของระบบโครงข่ายรถไฟฟ้าที่สามารถเดินทางเข้าออกเมืองได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย   ช่วงบางซื่อท่าพระ ที่จะเปิดใช้บริการในต้นปี 2563, รถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางซื่อราษฎร์บูรณะ, รถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม ช่วงบางซื่อรังสิต, รถไฟฟ้าสายสีแดงอ่อน ช่วงบางซื่อตลิ่งชัน ซึ่งจะเปิดใช้บริการภายใน1 – 2 ปีนี้ รวมถึงการขยายต่ออีกหลายเส้นทางภายในปี 2566 ยังมีการสร้างสัปปายะสภาสถานหรือรัฐสภาแห่งใหม่ที่จะกลายเป็นสถานที่ที่สำคัญในย่านบางโพอีกทั้งยังใกล้กับสถานีกลางบางซื่อหรือบางซื่อฮับ”(BangSue Hub) ศูนย์กลางคมนาคมทางรางที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และมีเป้าหมายพัฒนาให้กลายเป็น Complex City จนกลายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจแห่งใหม่      ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนบนพื้นที่กว่า 218 ไร่

ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้ย่านบางโพ เป็นที่น่าจับตามองมากขึ้น โดยเฉพาะการเติบโตของที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะซัพพลายโครงการคอนโดมิเนียมในย่านบางโพ  ประมาณ 5-6 โครงการขนาดใหญ่ ที่มียอดขายรวมในพื้นที่สูงถึง 89%  จากปริมาณซัพพลายทั้งหมดในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นการเติบโตที่สำคัญในย่านนี้ได้เป็นอย่างดี และเชื่อว่าจะสามารถทำราคาได้เพิ่มขึ้นถึง 180,000 บาทต่อตารางเมตร ได้ในอนาคตอันใกล้ จากปัจจัยของแผนการพลิกโฉมกรุงเทพฯจากการปรับผังเมืองใหม่นี้ จะทำให้พื้นที่ใกล้เคียงอย่างจตุจักรกลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจไม่แพ้ย่านพระราม9 และสุขุมวิท  ซึ่งจะส่งผลต่อการเกิดของแหล่งงานที่เพิ่มมากขึ้น และขยายความหนาแน่นไปสู่ย่านเตาปูนบางโพอย่างแน่นอน ซึ่งคาดว่าบางโพจะเป็นทำเลที่เกิดซัพพลายใหม่เพิ่มมากขึ้นและเป็นทำเลใหม่ที่น่าสนใจของนักลงทุน     และคาดว่าเมื่อรถไฟฟ้าเปิดให้บริการแล้วจะทำให้ได้รับอัตราผลตอบแทนที่ดีแน่นอน

ส่วนอีก1 โครงการที่จะเปิดตัวในปีนี้เป็นคอนโดฯโลว์ไรส์สูง 8 ชั้นแบรนด์เคฟ”(Kave)ใกล้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รังสิต ตั้งอยู่บนพื้นที่ 11 ไร่ มีจำนวนทั้งสิ้น 4 อาคาร ขนาดตั้งแต่ 25-35 ตารางเมตร ราคาขายเร่ิมต้นที่ 1.5-1.8 ล้านบาท จำนวนประมาณ 1,000 ยูนิต มูลค่าโครงการประมาณ 1,700 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดตัวประมาณเดือนกันยายน 2562 นี้

ด้านแผนการนำบริษัทฯเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่เดิมกำหนดในปลายปี 2562 ได้เลื่อนเป็นครึ่งปีหลัง 2563 เนื่องจากต้องเตรียมความพร้อมให้เป็นตามกฎระเบียบของตลาดหลักทรัพย์ฯ อีกทั้งต้องการเปรียบเทียบงบการเงินของปีนี้ และปีที่ผ่านมา เพื่อทำให้นักลงทุนเห็นอัตราการเติบโตของบริษัทฯ และมีความเชื่อมั่นในการลงทุน

ปัจจุบันบริษัทมีมูลค่ายอดขายรอโอน(Backlog)ประมาณกว่า 7,000 ล้านบาทจาก 6 โครงการ และคงมีการปรับเป้ายอดขายลงประมาณ 10-20% จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้กว่า 5,000 ล้านบาท โดยในช่วง7 เดือน สามารถทำยอดขายได้แล้วประมาณ 2,600 ล้านบาท

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET supalai การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง