PSHหืดขึ้นคอปรับลดยอดขาย-รายได้ปี’62

พฤกษาฯหวังรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ-อสังหาฯฟื้นตัว เผยภาพรวมตลาดกทม.-ปริมณฑล เติบโตลดลง13% ขณะที่ยอดโอนเดือนเม.ย.-พ.ค.ลดลง 24% รับทั้งปีปรับลดการเปิดตัวเหลือ 40 โครงการ มูลค่าโครงการรวม  47,400 ล้านบาท ครึ่งปีหลัง ผุด 26 โครงการ มูลค่า 26,952 ล้านบาท พร้อมปรับกลยุทธ์ตลาดเจาะตลาดระดับกลาง 2-7 ล้านบาทมากขึ้น ทั้งหั่นเป้ายอดขาย-รายได้ ลงเหลือ 50,000 ล้านบาท และ45,000 ล้านบาท
 
นางสุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ PSH  เปิดเผย ถึงในช่วงครึ่งปีหลัง 2562 บริษัทฯคาดว่ารัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเร่งด่วน เพื่อให้ตลาดกลับมาฟื้นตัว หลังจากปัจจุบันภาพรวมของเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้รับผลกระทบมาจากปัจจัยภายนอกและภายใน รวมไปถึงมาตรการที่จะเข้ามากระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่ได้มีตัวตัวแทนไปเสนอกับทางภาครัฐมาบ้างแล้ว ซึ่งบริษัทฯมองว่าหากภาพรวมของอสังหาริมทรัพย์ยังชะลอตัว จะส่งผลให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายเล็กไม่สามารถอยู่รอดในธุรกิจได้ แต่ในส่วนของผู้ประกอบการอสังหาฯขนาดกลางและขนาดใหญ่ หากมีการบริหารจัดการด้านการเงินและสภาพคล่องที่ดี ยังสามารถดำเนินธุรกิจไปต่อได้

ด้านภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลครึ่งปีแรก  2562 พบว่า มีมูลค่าอยู่ที่ 200,650 ล้านบาท เติบโตลดลงจากปีก่อนถึง 13% ขณะที่ยอดโอนกรรมสิทธิ์ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในช่วงเดือน เมษายน– พฤษภาคม ที่ผ่านมามียอดโอนอยู่ที่ 41,906 ล้านบาท ลดลงถึง 24% ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนว่าตลาดเกิดการชะลอตัวลง

สำหรับในปีนี้บริษัทฯมีการปรับลดจำนวนการเปิดโครงการใหม่เหลือ 40 โครงการ มูลค่าโครงการรวม  47,400 ล้านบาท จากเดิมวางแผนจะเปิดโครงการใหม่ในปีนี้ 55 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 68,100 ล้านบาท ซึ่งปัจจัยดังกล่าวมีผลกระทบมาถึงยอดขายของบริษัทที่มีการปรับลดลง และกลยุทธ์การขายในครึ่งปีหลังบริษัทจะเน้นการขายกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการจริงมากขึ้น พร้อมกับการทำการตลาดแบบ Digital Marketing เพื่อช่วยขับเคลื่อนการขาย และพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่มากขึ้น เพื่อกระตุ้นยอดขายในช่วงครึ่งปีหลัง โดยที่ในครึ่งปีหลังจะมีการเปิดโครงการใหม่อีก 26 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 26,800 ล้านบาท  ซึ่งบริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นกลยุทธ์ด้านการขายเจาะกลุ่มลูกค้าที่เป็น Real Demand ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องการซื้อบ้านเพื่อการอยู่อาศัยอย่างแท้จริง ผนวกกับการใช้กลยุทธ์การขายแบบครบวงจรผ่าน Sales Excellence อีกทั้งได้มีการวิเคราะห์ จัดการฐานข้อมูลลูกค้าและผู้ที่สนใจซื้อบ้าน (AI Machine Learning) เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้บริษัทฯ ยังได้มีการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทั้งหมดนี้จะสามารถช่วยให้บริษัทฯ บรรลุตามเป้าหมายที่ยอดขาย 50,000 ล้านบาท และรายได้ 45,000 ล้านบาท ตามที่ตั้งไว้

“ภาพรวมตลาดที่ยังไม่ค่อยดีแบบนี้ ทำให้ครึ่งปีหลังต้องปรับกลยุทธ์การตลาดมากขึ้น  โดยต้องเจาะให้ถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และสามารถครองเป็นอันดับ 1 ในตลาดได้ ซึ่งเรามีข้อมูลที่สามารถวิเคราะห์ตลาดและลูกค้าได้ โดยกลุ่มที่เราจะเน้นในครึ่งปีหลังที่คือ ทาวน์เฮาส์ ราคา 3-5 ล้านบาท บ้านเดี่ยว ราคา 5-7 ล้านบาท และคอนโดฯ ราคา 2-3 และ 3-5 ล้านบาท”นางสุพัตรา กล่าว

สำหรับผลประกอบการในครึ่งปีแรกบริษัทฯ สามารถทำรายได้รวม 19,662 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 3% ทำกำไรได้อยู่ที่ 2,618 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมียอดขายอยู่ที่ 23,368 ล้านบาท ซึ่งจากรายได้และกำไรที่เพิ่มขึ้นชี้ให้เห็นว่าพฤกษาฯยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่องท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทั้งนี้บริษัทฯ ยังมียอดขายที่รอรับรู้รายได้ (Backlog) รวมทั้งสิ้น 36,938 ล้านบาท ซึ่งจะสามารถรับรู้เป็นรายได้ในปีนี้อยู่ที่ 17,435 ล้านบาท และจากผลการดำเนินงานที่ยังเติบโตในช่วงครึ่งปีแรก พฤกษาจึงได้มีการพิจารณาอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลประจำปี 2562 ให้กับผู้ถือหุ้นได้ในอัตราหุ้นละ 0.60 บาท

 

อย่างไรก็ตามในปี 2562 นี้บริษัทฯได้ปรับลดเป้ายอดขาย ลดลงเหลือ 50,000 ล้านบาท จากเดิมตั้งเป้านอดขายไว้ที่  54,000 ล้านบาท ซึ่งในครึ่งปีแรกยอดขายของบริษัททำได้  23,400 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากครึ่งปีแรกของปีก่อน 4.1% ซึ่งได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ส่งผลต่อกำลังซื้อและการตัดสินใจซื้อที่ชะลอตัวตาม ทำให้กระทบต่อภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ที่ยอดขายทั้งตลาดปรับตัวลดลง 8% และกระทบมาถึงยอดขายของบริษัทด้วย

ด้านรายได้ในปีนี้บริษัทปรับเป้าหมายลดลงเหลือ 45,000 ล้านบาท จากเป้าหมายเดิมที่  47,000 ล้านบาท โดยที่รายได้ในครึ่งปีแรกบริษัททำได้  19,600 ล้านบาท ซึ่งการปรับลดเป้ารายได้ในครั้งนี้ได้รีบผลกระทบจากมาตการ ( Loan to Value : LTV) ที่มีผลเมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมา กระทบให้ยอดโอนในช่วงไตรมาส 2/2562 หดตัวลงอย่างมาก ทำให้การโอนโครงการเกิดการชะลอตัว กระทบยอดโอเทาวน์เฮาส์ บ้านเดี่ยว และคอนโดมิเนียม ซึ่งในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทจะพยายามเร่งการโอนโครงการทาวน์เฮาส์และบ้านเดี่ยวให้มากขึ้น เพื่อมาผลักดันยอดโอนให้เป็นไปตามเป้าหมายใหม่ที่บริษัทปรับลงมา โดยที่ในครึ่งปีหลังบริษัทจะมีการโอนจากมูลค่ายอดขายรอโอน (Backlog) อีก 17,400 ล้านบาท จาก Backlog ทั้งหมดที่มี 36,900 ล้านบาท

นอกจากนี้บริษัทฯยังมีแผนที่จะออกหุ้นกู้ในช่วงเดือนกันยายน 2562 นี้อีก มูลค่า 6,000 ล้านบาท อายุ 3 ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ทดแทนหุ้นกู้ชุดเดิมที่ครบกำหนดอายุ และนำใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนรองรับการดำเนินงานของบริษัท ซึ่งในช่วงนี้บริษัทมองว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการออกหุ้นกู้ เพราะมีต้นทุนดอกเบี้ยต่ำลง หลังจากที่แนวโน้มของดอกเบี้ยอยู่ไนช่วงขาลง ซึ่งทำให้บริษัทมีต้นทุนทางการเงินที่ลดลงด้วย

ด้านนายธีรเดช เกิดสำอางค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท-ทาวน์เฮาส์ PSH กล่าวว่า แผนการดำเนินธุรกิจของกลุ่มทาวน์เฮาส์ในครึ่งปีหลังจะมีการปรับสัดส่วนทาวน์เฮาส์ระดับกลาง-บน เพิ่มขึ้นมาเป็น 20% จากเดิมที่ 10% และสัดส่วนทาวน์เฮาส์ระดับล่าง-กลาง จะมีสัดส่วนเป็น 80% จากเดิมที่ 90% เนื่องจากบริษัทฯเห็นถึงภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันที่ตลาดระดับล่างมีการปรับตัวลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะตลาดระดับราคาต่ำกว่า 2 ล้านบาท และมีอัตราการปฏิเสธสินเชื่อในระดับสูง ทำให้ต้องมีการปรับสัดส่วนของทาวน์เฮาส์มาจับกลุ่มระดับกลาง-บนมากขึ้น เพื่อขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง และมีความสามารถในการกู้ที่มากขึ้น ทำให้บริษัทมีความเสี่ยงในการโอนลดลง อีกทั้งหลังจากมาตรการ LTV มีผลบังคับใช้ ทำให้มีความเสี่ยงมากขึ้นในการโอน เพราะปัจจุบันอัตราการปฏิเสธสินเชื่อของลูกค้าที่ซื้อทาวน์เฮาส์ของบริษัทฯเพิ่มขึ้นมาเป็น 7-8% จากต้นปีที่ 6% และสัดส่วนลูกค้าที่ถูกปฏิเสธสินเชื่อในช่วง Pre-approve เพิ่มขึ้นเป็น 30% จากเดิมที่ 10% ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่เป็นการกู้สัญญาที่ 2 ซึ่งบริษัทมีส่ดส่วนกลุ่มลูกค้าดังกล่าวราว 30% ทำให้มีการถูกปฏิเสธมากขึ้น

ขณะเดียวกันหากมีมาตรการควบคุมอัตราส่วนหนี้สินต่อรายได้ (DSR) ออกมาควบคุมการให้วงเงินสินเชื่อไม่เกิน 70% ของรายได้ สำหรับผู้กู้ที่มีรายได้ 30,000 บาท/เดือน บริษัทมองว่าจะส่งผลกดดันต่อการซื้อที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น ทำให้ความสามารถในการกู้ลดลง ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลกระทบให้บริษัทต้องมีการปรับสัดส่วนการพัฒนาโครงการทาวน์เฮาส์ไประดับกลาง-บน มากขึ้น และคาดว่าในช่วง 3-4 ปีข้างหน้าสัดส่วนทาวน์เฮาส์ของพฤกษาฯ ระดับกลาง-บนจะเพิ่มเป็น 40% และระดับล่าง-กลางจะลดลงมาเป็น 60% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่บริษัทมองว่ามีความเหมาะสม

“ปีนี้มองว่าเป็นปีปรับฐานของตลาดอสังหาฯ ซึ่งในช่วงครึ่งปีหลังในส่วนของตลาดทาวน์เฮาส์คาดว่าจะหดตัวลงมากกว่าครึ่งปีแรกที่หดตัว 5% ซึ่งการที่ครึ่งปีหลังมีการหดตัวลงแรง เพราะในช่วงปลายปีก่อนที่มีการโอนอย่างมาก ทำให้ครึ่งปีหลังของปีนี้จะหดตัวลงมาจากฐานของปีก่อนที่สูง ซึ่งบริษัทมองว่าปีนี้ตลาดทาวน์เฮาส์จขหดตัว 7%”นายธีรเดช กล่าวในที่สุด

 

 

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง