SCปลุกขาย“28 CHIDLOM”ล็อตสุดท้าย

เอสซีฯเตรียมเปิดขายห้องชุดโครงการ “28 CHIDLOM” หลังก่อสร้างแล้วเสร็จ คาดปิดการขายภายใน 1.5 ปีหรือปี 63 นี้ มั่นใจตลาดระดับบนยังโตต่อเนื่อง ด้านคอลลิเออร์สฯเผยนักลงทุนยังมั่นใจโครงการพัฒนาโดยผู้ประกอบการรายใหญ่ โดยเฉพาะคอนโดฯไอเอนด์ผลตอบแทนยังคุ้มค่า  4.5 – 5.5 % คาดอนาคตราคาที่ดินในกทม.พุ่งสูงกว่า 3.5 ล้านบาท/ตารางวา

 

นายประยงค์ยุทธ อิทธิรัตน์ชัย รองหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านพัฒนาทรัพย์สินแนวสูง บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)หรือ SC เปิดเผยว่า หลังจากที่เปิดการขายโครงการ“28 CHIDLOM” ไปเมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา ปรากฏว่าสามารถทำยอดขายได้ถึงปัจจุบันที่กว่า 60% โดยสาเหตุที่ยังไม่ปิดการขายโครงการเนื่องจากต้องหยุดกิจกรรมทางการตลาดออกไปก่อน เนื่องจากต้องใช้พื้นที่โครงการทั้งหมดเพื่อก่อสร้างโครงการให้แล้วเสร็จ เพราะต้องการให้ลูกค้าได้เห็นสินค้าจริง และได้นำยูนิตที่เหลือของทั้ง 2 อาคาร จำนวนประมาณ 150 ยูนิต มูลค่าค่าประมาณกว่า 3,000 ล้านบาท มาเปิดการขายใหม่อีกครั้งในวันที่ 7-8 กันยายน 2562 นี้ โดยคาดว่าตลอดทั้งเดือนนี้จะสามารถทำยอดขายได้ประมาณ 300 ล้านบาท และสามารถปิดการขายได้ภายในระยะเวลา 1.5 ปี หรือเร็วสุดคือภายในปี 2563

โดยโครงการ“28 CHIDLOM” ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 3 ไร่ พัฒนาในรูปแบบของซูเปอร์ลักชัวรี่คอนโดฯ  จำนวน 2 อาคารแบ่งเป็น  The Tower สูง 47 ชั้น จำนวน 243 ยูนิต รูปแบบห้องมีให้เลือกทั้งแบบ ห้องขนาด 1-3 ห้องนอน และแบบเพนท์เฮาส์ ขนาดพื้นที่เริ่มต้นที่ 40-200 ตารางเมตร  และ The Villa สูง 20 ชั้น จำนวน 182 ยูนิต รูปแบบห้องมีให้เลือกขนาด 1-3 ห้องนอน ขนาดพื้นที่เริ่มต้นที่ 37-132 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้นที่ 12.5-70 ล้านบาท  หรือเริ่มต้นที่ 320,000 บาท/ตารางเมตร  มูลค่าโครงการรวม 8,000 ล้านบาท  โดยเริ่มทยอยโอนตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน 2562 เป็นต้นไป โดยบริษัทตั้งเป้าการโอนกรรมสิทธิ์โครงการดังกล่าวถึงสิ้นปี 2562 อยู่ที่ 3,500 ล้านบาท ที่ปัจจุบันมียอดขายอยู่ที่ 5,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ในช่วงที่เหลือของปีนี้จะมืการโอนคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จใหม่อีก 1 โครงการ คือ โครงการคอนโดมิเนียม Centric รัชโยธิน มูลค่า 1,500 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันมียอดขายแล้ว 70% และคาดว่าจะเริ่มโอนในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2562 นี้ ซึ่งจะเข้ามาหนุนยอดโอนของคอนโดมิเนียมให้เป็นไปตามเป้าที่บริษัทตั้งไว้

อย่างไรก็ตามบริษัทยังคงมีความกังวลในเรื่องการชะลอการโอนของลูกค้าอยู่บ้าง หลังจากที่มาตรการกำกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Loan to Value: LTV) จากทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่เดือนเมษายน ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อความมั่นใจของลูกค้าในการโอนบ้าง ทำให้บริษัทต้องมีการจัดกิจกรรมในการเรียกความเชื่อมั่นใหม่กับลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าเข้ามาโอนได้ตามกำหนด ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาได้มีการจัดงานทานอาหารร่วมกับลูกค้าที่ซื้อโครงการ SALADAENG ONE เพื่อทำความเข้าใจและสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า และในส่วนของโครงการ 28 Chidlom บริษัทฯได้มีการทยอยเชิญลูกค้ามาในงาน Open House เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าก่อนการโอนเช่นเดียวกัน

ส่วนการเปิดโครงการใหม่ในช่วงที่เหลือของปีนี้จะมีการ Soft Launch โครงการคอนโดมิเนียม 2 โครงการ คือ โครงการ The Crest Park Residences ซึ่งเป็นโครงการร่วมทุนพันธมิตรญี่ปุ่น Nishitetsu มูลค่าโครงการประมาณ 3,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการปรับราคาขายและรูปแบบโครงการให้มีความเหมาะสม ซึ่งคาดว่าจะเปิดขาย Soft Launch ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2562 นี้ และจะเปิดขายอย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 และในช่วงเดือนตุลาคมนี้ จะมีการเปิดขายโครงการ Chamber อ่อนนุช เฟส 2 มูลค่าประมาณ 1,400ล้านบาท หลังจากที่โครงการ Chamber อ่อนนุช เฟสแรก ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า

โดยที่การเปิดโครงการใหม่หลังจากที่บริษัทจะกระจายไปเปิดโครงการระดับพรีเมี่ยมมากขึ้น ภายใต้แบรนด์ The Crest และ Chamber หลังจากที่ในช่วงที่ผ่านมาบริษัทเน้นไปที่การขายและทำการตลาดโครงการระดับลักชัวรี่ ภายใต้แบรนด์ SALADAENG ONE, BEATNIQ และ 28 Chidlom ค่อนข้างมาก และสามารถกระตุ้นยอดขายให้เพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับที่บริษัทตั้งเป้าหมายไว้แล้ว อย่างไรก็ตามบริษัทเชื่อว่าการพัฒนาโครงการระดับบนยังสามารถทำได้ต่อเนื่อง เพราะตลาดที่อยู่อาศัยระดับยังคงมีการเติบโต จากความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยของกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงมีอยู่มาก และเป็นตลาดที่ไม่ค่อยมีผลกระทบที่ทำให้เกิดความอ่อนไหวต่อการตัดสินใจซื้อจากปัจจัยกดดันต่างๆ ซึ่งแตกต่างจากตลาดระดับล่างที่ได้รับผลกระทบมากหลังจากที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและมาตรการ LTV เริ่มบังคับใช้

ด้านนายภัทรชัย ทวีวงศ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จากอุปทานคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ในกรุงเทพมหานครในช่วงไตรมาสที่ 2 พ.ศ.2562  มีทั้งหมดประมาณ 26 โครงการ   9,632 ยูนิต ด้วยมูลค่าการลงทุนทั้งหมดอยู่ที่ 74,870 ล้านบาท  พบว่าอัตราการขายได้เฉลี่ยของโครงการคอนโดมิเนียมที่เปิดขายใหม่ในช่วงไตรมาสที่ 2 ปี พ.ศ. 2562 ที่อยู่ที่ประมาณ 38% นั้นพบว่าโครงการคอนโดมิเนียมที่พัฒนาโดยบริษัทมหาชนยังคงสามารถยอดขายได้มากกว่าที่ประมาณ 42% และบริษัทจำกัดที่ประมาณ 26.2% เท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่า กลุ่มผู้ซื้อและนักลงทุนยังคงเชื่อมั่นในชื่อเสียง ประสบการณ์ และคุณภาพของของโครงการของผู้ประกอบการขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมากกว่า

หากพิจารณาในช่วงราคาขายพบว่า ในช่วงระดับราคา 150,001 – 200,000 บาท / ตารางเมตร สามารถขายได้มากที่สุดของโครงการคอนโดมิเนียมที่เปิดขายใหม่ในช่วงไตรมาสที่ 2 ปี พ.ศ. 2562 ที่ประมาณ 59.7%  เนื่องจากคอนโดมิเนียมในช่วงราคาส่วนใหญ่กลุ่มลูกค้าค่อนข้างเป็นกลุ่มลูกค้าในระดับบน ไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากภาพรวมของเศรษฐกิจที่มีการเปลี่ยนแปลง  ซึ่งหากโครงการที่พัฒนาใหม่ตั้งอยู่บนทำเลดีที่ดี ราคาเหมาะสม มีความโดดเด่นทั้งในเรื่องของดีไซด์ คุณภาพ และความน่าเชื่อถือของผู้ประกอบการแล้ว กลุ่มลูกค้ากลุ่มนี่ก็จะไม่ค่อยลังเลในการตัดสินใจเลือกซื้อโครงการคอนโดมิเนียมเหล่านั้น รองลงมาคือ ช่วงระดับราคา 200,001 – 250,000 บาท / ตารางเมตร ที่สามารถขายได้ 31.3% ก็ ตามมาด้วย ช่วงระดับราคา  250,000 บาท / ตารางเมตรขึ้นไป สามารถขายได้ประมาณ 28.3% ซึ่งพบว่า ทั้งในช่วงระดับราคา ทั้ง 3 นั้น ยังคงเป็นกลุ่มลูกค้าระดับบนเช่นเดียวกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กลุ่มลูกค้าระดับนี้ไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบต่างๆที่เกิดขึ้น ทั้งในเรื่องของมาตรการกำกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Loan to Value: LTV) ของทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ภาพรวมเศรษฐกิจที่ยังไม่เติบโตเท่าที่ควร รวมถึงเรื่องความเชื่อมั่นทางการเมืองและความมั่นคงของรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ

นอกจากนี้ ยังพบว่า คอนโดมิเนียม High-End ในช่วงที่ผ่านมา Capital Gain และ Rental Yield   เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพบว่า Capital Gain ของคอนโดมิเนียม High-End เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 5 – 6.5% ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูง คุ้มค่า และน่าลงทุนเป็นอย่างมาก ซึ่งกลุ่มลูกค้าคอนโดมิเนียม High – End ส่วนใหญ่ ซื้อเพื่อการอยู่อาศัย ซึ่งแน่นอนว่าได้ผลตอบแทนจาก Capital Gainที่ค่อนข้างสูง และสำหรับนักลงทุนที่ซื้อเพื่อการลงทุนปล่อยเช่า พบว่า Rental Yield   ของ คอนโดมิเนียม High-End จะอยู่ที่ประมาณ 4.5 – 5.5 % ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าสนใจเป็นอย่างมากของเหล่านั้นลงทุน ซึ่งหากรวม Capital Gain และ Rental Yield   เฉลี่ยต่อปี เกือบ 10% ถือว่าเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างคุ้มค่าเป็นอย่างมาก ของตลาดคอนโดมิเนียมในปัจจุบัน ซึ่งแน่นอนว่า คอนโดมิเนียมในกลุ่ม High-End ส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ใน Prime Area ของกรุงเทพมหานครซึ่งทราบกันดีว่า ในปัจจุบันที่ดินใน CBD และ Prime Location ในกรุงเทพมหานครค่อนข้างมีจำกัด และหายากเป็นอย่างมาก บวกกับราคาที่ดินในช่วงที่มามีการปรับตัวในเรื่องของราคาที่ค่อนข้างสูงเป็นอย่างมาก ที่ดินบางแปลงในพื้นที่กรุงเทพฯชั้นใน มีการซื้อขายกันสูงกว่า ตารางวาละ 3.1 ล้านบาท ซึ่งจากที่ดินที่ค่อนข้างมีอยู่อย่างจำกัด เชื่อในในอนาคต ในอาจเห็นการซื้อขายที่ดินในกรุงเทพมหานครที่สูงกว่า ตารางวาละ 3.5 ล้านบาท ก็เป็นไปได้ ซึ่งแน่นอนว่าหากราคาที่ดินมีการปรับเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการที่พัฒนาโครงการก็ย่อมต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้น ก็สะท้อนกลับในสู่ราคาขายของโครงการที่มีการปรับเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งจะเห็นได้ว่า ในช่วงที่ผ่านมาราคาขายคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ มีการปรับเพิ่มขึ้นกว่าปีละ 8-12% นั้นหมายความว่าราคาคอนโดมิเนียมที่เราถือครองกันนั้นมีการปรับเพิ่มขึ้นราคาตลอดและต่อเนื่อง จึงสะท้อนให้เห็นว่าคอนโดมิเนียม High-End ในกรุงเทพฯ ยังคงเป็นสินค้าที่น่าในใจ และยังคงน่าลงทุนอย่างต่อเนื่อง

 

จากข้อมูล พบว่า อุปทานเปิดขายใหม่ คอนโดมิเนียม High – End ( ราคาขายเฉลี่ยของโครงการมากกว่า 250,000 บาท / ตารางเมตร) ในกรุงเทพมหานคร ในช่วงปี พ.ศ. 2555 – ครึ่งแรก ปี พ.ศ. 2562  ประมาณ 13,650 ยูนิต จากอุปทานเปิดขายใหม่ของคอนโดมิเนียมทั้งหมดในกรุงเทพมหานครที่ประมาณ 362,398 ยูนิต หรือเพียงแค่ 3.76% ของอุปทานคอนโดมิเนียมที่เปิดขายใหม่ในกรุงเทพมหานครเท่านั้น แต่พบว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา ที่ถือว่าอยู่ในภาวะชะลอตัวของตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพมหานคร ซึ่งผู้ประกอบการส่วนใหญ่ต่างชะลอตัวในส่วนของการเปิดตัวโครงการใหม่ เร่งระบายสต๊อกในส่วนของอุปทานที่ยังคงค้างอยู่ในตลาด ซึ่งพบว่ามีอุปทานเปิดขายใหม่เพียงแค่ 18,075 ยูนิต เท่านั้น และพบว่า มีคอนโดมิเนียมระดับ High – End ( ราคาขายเฉลี่ยของโครงการมากกว่า 250,000 บาท / ตารางเมตร ) เปิดขายใหม่ประมาณ 2,150 ยูนิต หรือคิดเป็น 11.9%  และผู้ประกอบการเลือกที่จะพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมในกรุงเทพชั้นในสูงถึง  6,911 ยูนิต หรือคิดเป็น 71.8% จากอุปทานที่เปิดขายใหม่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของลูกค้าระดับบนในพื้นที่ใจกลางเมือง ที่ยังคงมีความต้องการคอนโดมิเนียมในพื้นที่ใจกลางเมืองอีกเป็นจำนวนมาก และเป็นฐานลูกค้าที่ไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบที่เข้ามากระทบตลาดในช่วงที่ผ่านมา

ณ ครึ่งแรก ปี พ.ศ. 2562 พบว่า ภาพรวมของอัตราการขายของคอนโดมิเนียมระดับ High – End ในกรุงเทพมหานครมีอัตราการขายเฉลี่ยรวมทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 71%ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูง และพบว่าในพื้นที่ลุมพินี คือ บริเวณ หลังสวน ชิดลม และวิทยุ เป็นทำเลที่มีอัตราการอัตราการขายคอนโดมิเนียม High – End ที่สูงที่สุด โดยมีอัตราการขายที่ประมาณ 76%ซึ่งพบว่า มีอุปทานเหลือขายเพียงแค่ 343ยูนิตเท่านั้น เนื่องจากพื้นที่ ย่านลุมพินี เป็น Prime Area แห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร แวดล้อมไปด้วยอาคารสำนักงานเกรด Aรวมพื้นที่กว่า 279,986 ตารางเมตร พื้นที่ค้าปลีกพื้นที่ค้าปลีก Aอีกกว่า 110,000 ตารางเมตร รวมถึง Serviced Apartmentเกรด Aและโรงแมระดับ5ดาวอีกเป็นจำนวนมาก รองลงมาคือ ในพื้นที่ สีลม – สาทร ที่ประมาณ 73% และในพื้นที่สุขุมวิทซอย1-61ที่มีอัตราการขายที่ประมาณ70%ของอุปทานที่อยู่ระหว่างการขายทั้งหมด

อัตราการดูดซับรวมของคอนโดมิเนียม High – Endที่อยู่ระหว่างการขายในกรุงเทพมหานคร ในช่วงครึ่งปีแรกปี พ.ศ. 2562 เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ประมาณ 7.2%ซึ่งสูงกว่ากว่าอัตราการดูดซับรมของตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพมหานครในช่วงปีแรกที่ผ่านมาที่อยู๋ที่ประมาณ 5.9% ถึง 1.3% โดยรูปแบบ 1 ห้องนอน มีอัตราดูดซับที่สูงที่สุดในตลาดอยู่ที่ประมาณ 7.7% รองลงมาคือ รูปแบบ 2 ห้องนอน ที่ประมาณ 7.0% และ รูปแบบ 3 ห้องนอน ที่ประมาณ 4.6%

 

 

 

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง