แนวโน้มธุรกิจปี’63เจอโจทย์หิน เร่งรัฐผ่านงบประมาณดันGDPโต

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยฯเผยแนวโน้มธุรกิจปี63 เจอโจทย์หิน หากการเมืองกระทบร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจล่าช้าส่งผลเอกชนขาดความเชื่อมั่นลงทุน ส่งผลGDPต่ำกว่า 2.5% คาดภาคการส่งออกติดลบ1% แบงก์พาณิชย์จะเผชิญ 4 โจทย์หินต่อการดำเนินธุรกิจ ระบุธปท.มีโอกาสปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 1.00%  การจ้างงานลดอีก 30,000 ตำแหน่ง ภาคการเกษตรมีสิทธิ์ติดลบ 0.5% ด้านธุรกิจอสังหาฯยังเจอความท้าทาย ดีมานด์มีความต้องการ แต่ไม่มีกำลังซื้อ ซัพพลายยังมีสต๊อกรอระบายอีก 200,000 หน่วย คาดใช้เวลา 2 ปี
น.ส.ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยในงานเสวนาของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ภายใต้หัวข้อ “แนวโน้มธุรกิจ ท่ามกลางโจทย์หิน ปี 2563” ว่า การชะลอตัวของการส่งออก จากผลของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน , เงินบาทที่แข็งค่า รวมถึงการลงทุนโดยรวมที่โตต่ำกว่าประเมิน และยังมีปัจจัยความล่าช้าของการประกาศใช้ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2562 ลงจากเดิมที่ 2.8% มาที่ 2.5% เนื่องจากผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) ในไตรมาส 3/2562 ออกมาต่ำกว่าคาดเติบโตเพียง 2.4%  อีกทั้งเมื่อรวม 3 GDP จาก 3 ไตรมาสแล้ว พบว่ายังต่ำกว่าประมาณการของศูนย์วิจัยกสิกรไทย และมองว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2562 จะเติบโตเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3 เล็กน้อยที่ 2.6% โดยมีปัจจัยหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ช่วยประคองการบริโภค และมีเม็ดเงินการลงทุนภาครัฐออกช่วยพยุงเศรษฐกิจได้บ้าง

 

สำหรับในปี 2563 คาดการณ์ว่า GDP จะขยายตัวที่ 2.7% โดยมีกรอบประมาณการ 2.5%-3% ซึ่งหวังแรงหนุนจากภาครัฐเป็นตัวขับเคลื่อน บนเงื่อนไขสำคัญคือรัฐบาลต้องเร่งผลักดันร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 รวมถึงการเบิกจ่ายงบประมาณ แต่หากมีกรณีที่สถานการณ์ทางการเมืองส่งผลกระทบให้เกิดความล่าช้าในการผลักดันเม็ดเงินงบประมาณใหม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ และมีผลลบต่อความเชื่อมั่นต่อการลงทุนภาคเอกชน ก็อาจทำให้ GDP ปีหน้าเดินหน้าเข้าหากรอบล่างของประมาณการที่ 2.5% หรือต่ำกว่านั้น

ขณะที่ภาคการส่งออกคาดว่าจะหดตัวต่อเนื่องมาอยู่ที่ -1% เพราะตลาดส่งออกหลักยังมีทิศทางชะลอตัว ปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนจะยังสามารถบรรลุข้อตกลงได้ในอนาคตอันใกล้ และเงินบาทยังคงมีทิศทางแข็งค่า โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 1/2563  ที่คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะลดดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม ซึ่งจะกดดันให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯยังอ่อนค่า และทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าอยู่ และมีโอกาสที่ค่าเงินบาทในสิ้นปีนี้มีโอกาสหลุด 30 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ และปีหน้ามองค่าเงินบาทเฉลี่ยอยู่ที่ 30 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ

สำหรับทิศทางธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไทยในปี 2563  คาดว่าจะเผชิญ 4 โจทย์หินต่อการดำเนินธุรกิจ ทั้งสินเชื่อที่มีข้อจำกัดของการเติบโตตามเศรษฐกิจโดยมองอัตราการเติบโของสินเชื่อเท่าปีก่อนที่ 3.5% สัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) มีโอกาสปรับสูงขึ้นจากปี 2562 ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 3% ค่าธรรมเนียมที่คงขยายตัวในระดับไม่เกิน 1-2% และมีโอกาสได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากนโยบายของทางการ รวมถึงทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลงหรือการส่งสัญญาณของทางการที่ต้องการให้ธนาคารพาณิชย์ช่วยเหลือลูกค้า อันจะกระทบรูปแบบการปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้-เงินฝาก จนมีผลกดดันส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM)

ขณะเดียวกันมองว่ามีโอกาสที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีโอกาสปรับลงอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.00% ในช่วงการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในเดือนมีนาคม 2562 หลังจากที่รายงานตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/2562 ออกมาแล้ว ซึ่งหากตัวเลขเศรษฐกิจออกมาไม่เป็นไปตามที่ธปท.คาด ทำให้มองว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงได้อีก เพื่อเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและลดภาระของผู้ประกอบการและประชาชน และมองไปถึงเครื่องมืออื่นๆที่ธปท.จะนำมาใช้เสริมในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในปี 2563

“จากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ ในปี 2563 มองนโยบายการคลัง-การเงินจะต้องเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ดังนั้นร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ควรเร่งกระบวนการให้ผ่านการพิจารณาของสภาภายในไตรมาส1/2563 ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศ โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่เปราะบางที่สุด คือ ภาคการเกษตร ธุรกิจเอสเอ็มอี และอัตราการว่างงาน ที่จะสามารถลิงค์ประในเรื่องของการใช้จ่ายในครัวเรือนที่อาจจะมีผลกระทบต่อภาครัฐเศรษฐกิจได้” น.ส.ณัฐพร กล่าว

ด้านน.ส.เกวลิน หวังพิชญสุข ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า แนวโน้มธุรกิจในปี 2563 ต้องประสบกับโจทย์ยาก 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่

1.เงินบาทที่คาดว่าจะมีค่าเฉลี่ยรายปีแข็งค่ากว่าในปี2562 โดยค่าเงินบาทตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันแข็งค่า 7.7% ซึ่งปี 2563 คาดแข็งค่าเพิ่มอีก 3.8% จะกระทบให้รายได้ของธุรกิจส่งออกลดลงทันที 3.8% โดยไม่ได้ทำอะไร โดยธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบ ได้แก่ สินค้าเกษตร รถยนต์ และท่องเที่ยว เป็นต้น  และจะส่งผลตามมาให้ภาคการผลิตลดกำลังการผลิตลง จนกระทบการจ้างงาน โดยปัจจุบันการจ้างงานลดลงกว่า 70,000 ตำแหน่ง คาดทั้งปีลดลงประมาณ 100,000 ตำแหน่ง และประมาณว่าการจ้างงานในภาคการผลิตในปี 2563 จะได้รับผลกระทบเพิ่มเติมอีกกว่า 30,000 ตำแหน่ง

2.สถานการณ์ภัยแล้ง ที่จะกระทบกับภาคเกษตรและซัพพลายเชนที่เกี่ยวเนื่อง  โดยปริมาณน้ำในเขื่อนที่ใช้การได้ล่าสุดอยู่ในระดับที่น้อยกว่าช่วงเดียวกันปีก่อนในทุกภาค ดังนั้นภัยแล้ง 2563 อาจจะรุนแรงกว่า 2562 จะกระทบปริมาณผลผลิต มีผลให้ GDP ภาคเกษตรและรายได้เกษตรกรมีโอกาสหดตัว มีโอกาสติดลบ 0.5% จากปีนี้ที่รายได้เกษตรขยายตัว 2.2% ส่วนจะเข้าใกล้ภาวะแล้งเป็นประวัติการณ์ดังเช่นที่เกิดในปี 2558-2559 นั้นหรือไม่ คงเป็นประเด็นติดตามซึ่งไม่เกิน 3-4 เดือนแรกของปี 2563 ก็คงมีความชัดเจนขึ้นแล้วว่าจะมีภาวะฝนทิ้งช่วงเข้ามาซ้ำเติมหรือไม่

 

3.ค่าแรงขั้นต่ำ ที่จะเพิ่มขึ้นในปี 2563 เฉลี่ยประมาณ 5 บาทจากเดิมหรือเพิ่มขึ้นประมาณ 1.6% จะมีผลเพิ่มต้นทุนแรงงานเฉลี่ยอีก 0.3% โดยผลกระทบแต่ธุรกิจจะแตกต่างกัน ซึ่งเฉลี่ยต้นทุนแรงงานของธุรกิจอยู่ที่ 17% โดยธุรกิจที่ต้นทุนแรงงานสูงกว่าค่าเฉลี่ยจะได้รับผลกระทบ อาทิ  ร้านอาหาร ค้าปลีก ค้าส่ง ก่อสร้าง ซึ่งอาจจะกระทบต่อราคาที่อยู่อาศัย และสินค้าโภคภัณฑ์

 

สำหรับประเด็นการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำล่าสุดนั้น แม้ว่าผลกระทบต่อเงินเฟ้อในปี 2563 จะจำกัด แต่ก็จะเพิ่มโจทย์ยากให้กับธุรกิจ โดยค่าแรงที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 5 บาทจากเดิม จะมีผลเพิ่มต้นทุนแรงงานเฉลี่ยอีก 0.3% ขณะที่ธุรกิจเกษตรจะเป็นกลุ่มที่เผชิญผลกระทบทั้งค่าเงินบาทแข็ง ภัยแล้ง และค่าแรงพร้อมๆ กัน ซึ่งทำให้ภาครัฐอาจต้องเตรียมนโยบายเฉพาะด้านเพื่อดูแลกลุ่มนี้

ด้านธุรกิจที่ยังดำเนินไปได้ดี คือ ท่องเที่ยว ที่แม้จะเห็นอัตราการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่คาดว่าจะชะลอลงมาที่ 2-3% จากที่ประมาณการไว้ว่าจะขยายตัวราว 4% ในปี 2562 แต่ก็ยังมีตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่สร้างโอกาสทางธุรกิจได้ ทั้งนักท่องเที่ยวจีน อาเซียน และอินเดีย รวมถึงตลาดไทยเที่ยวไทย ซึ่งภาครัฐสามารถส่งเสริมหรือออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวเพื่อเป็นหนึ่งในเครื่องมือหนุนเศรษฐกิจไทยปีหน้าได้ เพราะมีสัดส่วนต่อ GDP รวมถึง 18%  นอกจากนี้ยังมีธุรกิจบริการ ธุรกิจเพื่อสุขภาพ ธุรกิจโลจิสติกส์ ที่ยังไปได้ดีเช่นกัน ขณะที่ธุรกิจค้าปลีก ก็ยังมีอัตราการเติบโตแบบชะลอตัว

ขณะที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2563 คาดว่าจะเจอโจทย์ที่ท้าทายเช่นกัน และยังไม่ฟื้นตัว เพราะประชาชนแม้จะมีความต้องการซื้อ แต่อาจไม่มีความสามารถในการซื้อได้ทุกคน ขณะเดียวกันปัญหาที่อยู่อาศัยค้างขายสะสมในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล ยังมีอยู่ในปริมาณสูงอีกประมาณ 200,000 หน่วยนั้น มีขนาดใหญ่เกินกว่าจะสามารถเคลียร์ได้ภายในระยะเวลาอันสั้น คาดว่าจะต้องใช้ระยะเวลาในการระบายสต๊อกถึง 2 ปี ซึ่งยาวนานกว่าในอดีตที่ใช้ระยะเวลาประมาณ 1.5 ปี  ส่วนผู้ประกอบการก็มีความระมัดระวังในการเปิดตัวโครงการใหม่ เพราะสภาวะตลาดยังไม่เอื้ออำนวย ด้านราคาขายก็ยังไม่ถึงกับปรับลง แต่เพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอลง และผู้ประกอบการจะมีการแข่งขันในการทำตลาดด้วยการจัดแคมเปญที่มากขึ้น

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง