ลุ้น ! มาตรการรัฐจุดพลุตลาดอสังหาฯ

ลุ้น ! มาตรการรัฐจุดพลุตลาดอสังหาฯ

หวั่นโครงการ “บ้านดีมีดาวน์”กระจุกตัวอยู่กลุ่มบ้านแพง

2 แบงก์รัฐ “ออมสิน-ธอส.”ประสานเสียงมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์มาถูกจังหวะ “ชาติชาย พยุหนาวีชัย”เผยข้อมูลผู้มีรายได้ปานกลาง – รายได้น้อย กว่า 5 ล้านครัวเรือนยังขาดที่อยู่อาศัย (บ้าน) พร้อมแนะ 7  ทางออกกันเสี่ยงยุคธุรกิจและตลาดชะลอตัว ด้าน “ฉัตรชัย ศิริไล”แจงหลังรัฐออกมาตรการ ดันสินเชื่อบ้านจากชะลอมาเป็นเข้าสู่ภาวะปกติ ขณะที่ “พรนริศ ชวนไชยสิทธิ์”หวั่น “บ้านดีมีดาวน์”กระจุกตัวอยู่กลุ่มบ้านแพงคาดเห็นภาพชัดเจนในช่วงต้นปี 2563

 

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2562 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ได้จัดงานเสวนา “จุดพลุอสังหาฯ พาไทยติดปีก” โดยวิทยากรที่ร่วมเสวนาครั้งนี้จาก2แบงก์รัฐและผู้ประกอบการเอกชน ประกอบด้วย นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน,นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ ธอส.และนายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย โดยต่างเห็นพ้องกันว่าชุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นั้นได้ช่วยสร้างบรรยากาศเชิงบวกต่อภาพรวมธุรกิจและเศรษฐกิจ ดันสินเชื่อบ้านจากชะลอพลิกมาเป็นเติบโตเพิ่มขึ้น ส่วนปี 2563 จะขยายตัวได้ดั่งที่หวังไว้หรือไม่ ต้องติดตาม

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า การที่รัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ถือว่ามีควาเหมาะสม เพราะหากไม่เร่งผลักดันมาตรการกระตุ้นก็จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทย เนื่องจากเซกเตอร์อสังหาฯนี้มีความสำคัญและมีบทบาทต่อเศรษฐกิจไทยคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 3.9 ของจีดีพี มีมูลค่ากว่า 4.25 แสนล้านบาท และเมื่อรวมกับธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องมีมูลค่ากว่าร้อยละ 20 ของจีดีพี และยังเกิดการจ้างงานโดยแรงงานในภาคอสังหาฯมีมากถึง 0.2 ล้านคน

ทั้งนี้ สำหรับมูลค่าอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจหลักที่เกี่ยวเนื่องมีมูลค่าถึง 3.63 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น

  • ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีมูลค่า 1.01 ล้านล้านบาท
  • ธุรกิจค้าปลีก ค้าส่งวัสดุก่อสร้าง มีมูลค่า 1.04 ล้านล้านบาท
  • ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง มีมูลค่า 1.00 ล้านล้านบาท
  • ธุรกิจผลิตวัสดุก่อสร้าง มีมูลค่า 0.49 ล้านล้านบาท
  • ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ มีมูลค่า 0.09 ล้านบาท

ผู้มีรายได้ปานกลาง – รายได้น้อย กว่า5 ล้านครัวเรือนยังขาดที่อยู่อาศัย (บ้าน)

ปัจจุบันคนไทยมีจำนวน 15 .45 ล้านครัวเรือนหรือคิดเป็นสัดส่วน 72.5%มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัย และมีคนไทยอีก 5.87 ล้านครัวเรือนหรือประมาณ 18.4 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 27.5% ไม่มีกรรมสิทธิ์ และยังพบมีกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางและรายได้น้อยที่ยังขาดที่อยู่อาศัยอีกเป็นจำนวนมากประมาณ 5.07 ล้านครัวเรือนหรือ 15.9 ล้านคน แบ่งเป็น

  • รายได้ปานกลาง 1.41 ล้านครัวเรือน
  • รายได้น้อย 3.60 ล้านครัวเรือน
  • ไร้ที่พึ่ง หรือคนที่ไม่มีรายได้ 0.06 ครัวเรือน

ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้คนไทยกลุ่มนี้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองให้มากขึ้น และการกระตุ้นให้คนซื้อบ้านถือเป็นการออมอีกทางหนึ่ง และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาราคาบ้านหรือราคาที่อยู่อาศัยนั้นเพิ่มขึ้นตลอด

แนะ 7 ทางออกกันเสี่ยงยุคธุรกิจชะลอตัว

ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ยังให้ความเห็นด้วยว่า จากผลประกอบการด้านยอดขายหรือยอด Presale ที่ชะลอตัวนั้นสะท้อนภาพของตลาดได้เป็นอย่างดี โดยคาดว่า Stock เหลือขาย ณ สิ้นปี 2562 มีประมาณ 2.7 แสนยูนิต ดังนั้น ในยุคที่ธุรกิจหรือยุคที่ตลาดชะลอตัวทางออกของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นั้นจะต้องเพิ่มความระมัดระวังในหลายๆด้านประกอบกัน ดังนี้

  • ชะลอการก่อสร้างโครงการที่ไม่ตรงความต้องการของลูกค้า เช่น คอนโดมิเนียมในบางพื้นที่
  • เพิ่มการก่อสร้างบ้านแนวราบ เพราะความเสี่ยงน้อยกว่าเนื่องจากไม่ใช้เงินทุนมาก และสร้างตามความต้องการของลูกค้า
  • รักษาคุณภาพลูกค้า เพื่อสร้างความมั่นใจให้ธนาคารในการปล่อยสินเชื่อ
  • การสำรองสภาพคล่องให้เพียงพอเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการชำระหนี้และกลายเป็น NPL
  • การดีไซน์บ้านให้สอดคล้องกับ Trend ที่เปลี่ยนไป เช่น บ้านผู้สูงวัย
  • สร้างตลาดรองบ้านมือสองให้เข้มแข็ง
  • เร่งสร้าง เร่งโอน เร่งอนุมัติ เพื่อรับสิทธิมาตรการรัฐบาล และ เพื่อจะได้ระบายสต็อก

นายฉัตรชัย ศิริไล

ขณะที่นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ยอมรับในเวทีเสวนาเดียวกันด้วยว่าเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงมีผลกระทบต่อการปล่อยสินเชื่อของธอส.ที่ปรับลดลงเหลือ 14,000 ล้านบาท จากปกติก่อนหน้านี้ปล่อยสินเชื่ออยู่ประมาณ 20,000 ล้านบาทต่อเดือน อย่างไรก็ดี จากมาตรการต่างๆของภาครัฐที่ออกมาในการกระตุ้นภาคธุรกิจอสังหาฯ ถือว่าประสบความสำเร็จ สังเกตได้จากการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยของ ธอส. ในเดือนพฤศจิกายนปีนี้เพิ่มขึ้นเป็นปกติอยู่ประมาณ 20,000 ล้านบาท จึงมั่นใจว่าว่าจะสามารถปล่อยสินเชื่อปี 2562 นี้ได้ตามเป้าหมายที่ 2.03 แสนล้านบาทซึ่งขณะนี้สามารถปล่อยสินเชื่อได้แล้วกว่า 1.90 แสนล้านบาท และปี2563 คาดการณ์ว่าจะสามารถปล่อยสินเชื่อได้สูงกว่าปีนี้ประมาณร้อยละ 3 หรืออยู่ที่กว่า 2.09 แสนล้านบาท

หวั่น “บ้านดีมีดาวน์”กระจุกตัวอยู่กลุ่มบ้านแพง

ด้านนายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่าจากข้อมูลที่ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ได้ประมาณการจำนวนหน่วยเหลือขายที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ – ปริมณฑล ณ สิ้นปี 2562 มีจำนวนประมาณ 1.49 แสนยูนิต และคาดว่า ณ สิ้นปี 2563 จะมีจำนวนประมาณ 1.39 แสนยูนิต ลดลงจากปี 2562 ร้อยละ 6.7

เนื่องจากรัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยการลดค่าธรรมเนียมโอนกรรมสิทธิ์ และค่าจดจำนอง เหลือร้อยละ 0.01 ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2562 จนถึงสิ้นปี 2563 คาดว่าจะทำให้มีการเร่งโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยที่สร้างใหม่โดยผู้ประกอบการ และจะช่วยให้อุปทานเหลือขายสะสมในตลาดถูกดูดซับออกไป จนสามารถปรับสมดุลของอุปทานเหลือขายให้ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีที่กว่า 1.38 แสนยูนิตได้

สำหรับทิศทางตลาด ปี 2563 คาดว่าว่าจะมีการขยายตัวอย่างต่อนเองจากปลายปี 2562 แต่คาดจะมีการขยายตัวไม่มากนักโดยจะขยายตัวไม่เกินร้อยละ 5 โดยโครงการที่อยู่อาศัยใหม่จะมีการเปิดตัวต่อเนื่องจากช่วงปลายปีรองรับมาตรการรัฐซึ่งคาดว่าจะมีจานวนใกล้เคียงกับยอดการเปิดตัวในปี 2562

ด้านความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยจะมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสำคัญคืออัตราดอกเบี้ยยังช่วงขาลง และ มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาล ส่งผลให้อุปทาน(Supply )ในตลาดจะถูกทยอยดูดซับ โดยในปี 2563 ผู้ประกอบการยังคงต้องให้ความสำคัญกับการบริหารสินค้าที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จรอการขาย และ stock เพื่อให้ อุปทาน (Supply )ไม่ค้างอยู่ Stock มากเกินไป ซึ่งภาพรวมทั่วประเทศครึ่งแรกปี 2563 คาดว่าจะมีที่อยู่อาศัยเหลือขายกว่า 2.45 แสนยูนิต

นายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์

“ภาพรวมทิศทางที่เห็นตอนนี้ ตลาดที่อยู่อาศัยยังคงขยายตัวต่อเนื่องจากปลายปีนี้ แสดงว่ามาตรการยังมีผลอยู่ในการกระตุ้น และยังคงขยายตัวต่อเนื่อง แต่ว่ามีการขยายตัวไม่มากนัก คาดว่า ณ ขณะนี้ขยายตัวไม่เกินร้อยละ 5” นายพรนริศ กล่าว ในส่วนของโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ก็ยังคงเปิดตัวเลขใกล้เคียงกันกับปีที่ 2561 ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยยังคงมีปัจจัยที่สำคัญ คือเรื่องดอกเบี้ยซึ่งอยู่ในภาวะดอกเบี้ยขาลง

ในส่วนของมาตรการกระตุ้นการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยของรัฐบาลก็ส่งผลให้อุปทานมีการถูกดูดซับออกไป และในส่วนของปี 2563 สิ่งที่ควรให้ความระมัดระวังคือผู้ประกอบการเองยังคงต้องให้ความสำคัญกับการบริหารสินค้าคงเหลือ หรือInventory ที่มีอยู่ในมือ โดยให้มีสินค้าค้างไม่มากจนเกินไป ตลาดปี 2563 ยังคงดำเนินต่อไปได้แต่คงต้องระมัดระวังอย่าปล่อย Supply ออกมาเยอะจนตลาดดูดซับไม่ทัน เพราะว่ากำลังซื้อในตลาดถึงแม้ยังมีอยู่แต่มีอยู่ไม่มากนัก

stock ที่เหลือขายจริงคือกลุ่มบ้าน 3 ล้านบาท ถ้าโครงการบ้านดีมีดาวน์ ผ่านหมด 1 แสนราย เฉลี่ยหลังละ 3 ล้านบาท จะสามารถดูดซับตลาดได้มากกว่าครึ่ง แต่หากไม่ใช่ ไปอยู่กลุ่มบ้านราคาแพง อาจไม่มีผลต่อตลาดมากนัก ซึ่งจะเห็นภาพชัดเจนในช่วงต้นปี 2563”นายพรนริศ กล่าวในตอนท้าย

 

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง